Skip to content

“สาธิตฯ มธ.” คิดต่าง มุ่งการศึกษารอบตัว

12 ก.ย. 2560 | 11:47น.
“สาธิตฯ มธ.” คิดต่าง มุ่งการศึกษารอบตัว

กลายเป็นกระแสในวงกว้างอย่างรวดเร็วหลังมีข่าวว่า โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อนุญาตให้นักเรียนใส่ชุดไพรเวตมาเรียนได้ โดยประเด็นนี้กำลังจุดคำถามให้สังคมไทยว่า อะไรคือสิ่งที่เหมาะสม แล้วความแตกต่างนั้นจะนำมาซึ่งจุดเปลี่ยนของการศึกษาไทยหรือไม่

“ศิริรัตน์ ศิริชีพชัยยันต์” ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า การอนุญาตให้
นักเรียนแต่งชุดไพรเวตมาเรียน เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างทางโรงเรียนกับผู้ปกครองที่เห็นพ้องต้องกันว่า การไม่แต่งเครื่องแบบจะสะดวกต่อการทำกิจกรรมมากกว่า ซึ่งนี่เป็นเพียงหนึ่งในนวัตกรรมทางความคิดของโรงเรียน ที่อยู่บนพื้นฐานของการให้ความสำคัญกับ “เด็ก” เป็นอันดับหนึ่ง

“เราเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุด คือ การทำให้เด็กเห็นคุณค่าในตนเอง สามารถค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเอง ไปสู่เวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเองได้ อันจะนำไปสู่การเป็นพลเมืองที่ดี การประกอบอาชีพที่ใช่ และการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ดังนั้น เราจึงพยายามตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการเรียนรู้ของเด็กออกไป และปรับวิธีคิดของการศึกษาใหม่”

โดยใช้หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการเป็นหลักสำคัญ และผสานเข้ากับองค์ความรู้จากประเทศที่มีระบบการศึกษาที่โดดเด่นเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกอย่าง ฟินแลนด์ และสหราชอาณาจักร เน้นวางรากฐานให้เด็กเรียนรู้จากสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เริ่มด้วยการสร้างข้อตกลง หรือข้อปฏิบัติร่วมกันกับทางโรงเรียน และผู้ปกครอง ด้วยการใช้หลักการประชาธิปไตย อันจะเป็นรากฐานไปสู่การตอกย้ำวัฒนธรรมโรงเรียนที่มุ่งสร้างสังคมแห่งการเคารพและเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ โรงเรียนยังมีการวางระบบนิเวศการเรียนรู้ที่จะช่วยบ่มเพาะให้เด็ก ๆ สามารถเติบโตได้อย่างมีมิติ สามารถลงลึกในสิ่งที่รักจนกลายเป็นความเชี่ยวชาญ และต่อยอดการเรียนรู้ไปสู่แนวคิดการเป็นนวัตกรสังคม (Social Innovator) ผู้ซึ่งมีทักษะ และความสามารถในการประยุกต์ใช้กระบวนการทางความคิด และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม

“ดร.สิทธิโชค ทับทอง” รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและกระบวนการเรียนรู้ ร.ร.สาธิตฯ มธ. เล่าว่า หลักสูตรของโรงเรียนแห่งนี้มี 5 กลุ่มประสบการณ์การเรียนรู้ ได้แก่ วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มนุษย์กับสังคม การสื่อสารและภาษา สุขภาพและสุขภาวะ และสุนทรียะทางศิลปะ โดยการสอนจะบูรณาการเนื้อหาในแต่ละกลุ่มวิชาอย่างครบถ้วน

รวมทั้งยังจัดทำการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน ผ่านกระบวนการเรียนรู้อันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) การเรียนรู้โดยใช้โครงงานตามความสนใจของผู้เรียน (Project-based Learning) การเรียนรู้โดยใช้สาระเป็นฐาน (Theme-based Learning) การเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน (Research-based Learning)

“ที่สำคัญคือจะมีการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์ทางสังคมเป็นฐาน (Phenomenon-based Learning) คือการหยิบยกประเด็น หรือกระแสที่เกิดขึ้นในสังคมช่วงนั้น ๆ ขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา โดยเฉพาะในคาบโฮมรูมตอนเช้า เพื่อให้เด็ก ๆ ฝึกทักษะคิด วิเคราะห์ แยกแยะ รู้เท่าทันสื่อและสังคมปัจจุบัน”

ขณะที่ครูจะดูแลนักเรียนในแบบครูที่ปรึกษามากกว่าครูผู้ออกคำสั่ง มีกระบวนการสอนที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบ หรือกิจกรรมให้เข้ากับสถานการณ์ตลอดเวลา ใส่ใจพัฒนาการ และความสนใจในการเรียนรู้ในระดับบุคคล โดยใช้การสอนเป็นทีม ซึ่งอาจมีครู 2-4 คนในหนึ่งคลาสตามแต่ละแผนการสอน เพื่อดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด และให้การสอนมีประสิทธิผลสูงสุด

“ศิริรัตน์” กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัญหาที่สะสมในวัฒนธรรมการศึกษาไทย คือ ระบบการศึกษาที่เน้นท่องจำมากกว่าการทำความเข้าใจ และบรรยากาศการมองโรงเรียนเป็นเพียงพื้นที่แห่งการแข่งขัน ส่งผลให้เยาวชนจำนวนไม่น้อยขาดความสุขในการเรียนรู้ และเติบโตเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาโดยปราศจากการค้นพบ
ศักยภาพ และความสนใจของตัวเอง

“โรงเรียนสาธิตฯ มธ. ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มธ. จึงมุ่งมั่นที่จะเป็นสถาบันต้นแบบในการบ่มเพาะเด็กไทยให้ค้นพบศักยภาพตัวเอง และมีความสุขในการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การศึกษา