จิรุตม์ วิศาลจิตร ประธานบอร์ดการรถไฟคนใหม่ ภารกิจสางปมเก่า-ล้างหนี้แสนล้าน
สัมภาษณ์พิเศษ
แวดวงคมนาคมยุคพรรคภูมิใจไทยเป็นใหญ่ ตอนนี้สปอตไลต์ฉายส่องไปที่ “จิรุตม์ วิศาลจิตร” อดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคมที่ได้รับความไว้วางใจจากเจ้ากระทรวงคนปัจจุบัน “เสี่ยโอ๋-ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เป็นมือขวารันนโยบาย
จากรองปลัดด้านการขนส่ง ได้รับการโปรโมตเป็นอธิบดีกรมการขนส่งทางบก คืนรังเก่าสมใจ หลังช่วงปี 2559-2562 จากรองอธิบดีถูกย้ายเข้ากรุเป็นผู้ตรวจราชการ นั่งอธิบดีกรมเจ้าท่าและรองปลัดกระทรวง ก่อนจะคัมแบ็กเบอร์ 1 กรมขนส่งทางบก ในวัย 54 ปี
ล่าสุดได้รับความไว้วางใจจาก “เสี่ยโอ๋” นั่งเก้าอี้ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ชุดใหม่ ได้รับไฟเขียวจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา เป็นประธานบอร์ดคนที่ 40 เรียบร้อยโรงเรียนภูมิใจไทย
เป็นการตอกย้ำถึงความไว้วางใจที่มีต่อกันระหว่าง “จิรุตม์” และ “ศักดิ์สยาม” เพราะต้องไม่ลืมว่า ร.ฟ.ท.ในยุคนี้แม้จะเป็นองค์กรเก่าแก่ มีภาระหนี้สินติดตัวใกล้แตะ 2 แสนล้านบาท

แต่มีที่ดินทั่วประเทศ 39,419 ไร่ ที่สามารถมาสร้างรายได้ และการลงทุนสารพัดเมกะโปรเจ็กต์ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีแดง ทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ที่รัฐบาลจัดสรรเงินลงทุนขับเคลื่อนโครงการอีกหลายแสนล้านบาท
ในทุกยุคสมัย ร.ฟ.ท.จึงเป็นองค์กรที่น่าพิสมัยสำหรับนักการเมือง แต่ด้วยสไตล์การทำงานและเป็นดินแดนที่สนธยา จึงไม่ง่ายอย่างที่คิด
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษประธานบอร์ดรถไฟคนที่ 40 ของประเทศไทยถึงภารกิจสุดท้าทายเพื่อขับเคลื่อนองค์กรมีอายุ 130 ปีให้พลิกฟื้นมีกำไร
Q : ภารกิจเร่งด่วน
หลังได้รับนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ) ที่ให้เร่งแก้ปัญหา 3 เรื่อง ขณะนี้ได้ดำเนินการไปหมดแล้ว ทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเป็นโครงการของอีอีซี ก็เห็นชอบร่างสัญญาและแผนส่งมอบพื้นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงให้นายวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.เป็นตัวแทนไปลงนาม ก็เห็นชอบเรียบร้อย ตอนนี้เหลือเซ็นกันวันที่ 24 ต.ค.นี้อย่างเดียว
อีกเรื่องเป็นการเร่งรัดสัญญา 2.3 งานระบบรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา วงเงิน 50,600 ล้านบาท ก็อนุมัติแล้ว ซึ่งจะลงนามได้ทันการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนช่วงต้นเดือน พ.ย.นี้
และเรื่องการแก้ปัญหาคดีโฮปเวลล์ ซึ่งคณะทำงานที่มีนายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน พบหลักฐานที่จะสามารถฟ้องแพ่ง เพื่อเอาผิดบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด คู่สัญญาในขณะนั้นได้ โดยพบว่าการขออนุมัติโครงการ บริษัท โฮปเวลล์ ไม่ได้ดำเนินการตามประกาศคำสั่งคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 (ปว.281) ลงวันที่ 24 พ.ย. 2515 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำกับการทำธุรกิจของคนต่างด้าว สำหรับหลักฐานที่พบคือ ไม่มีการขออนุมัติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่องดเว้นสัดส่วนการถือหุ้นคนต่างด้าวที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนด
ที่ประชุมบอร์ดจึงมีมติให้ ร.ฟ.ท.นำหลักฐานใหม่ที่พบยื่นฟ้องดำเนินคดีและให้ ร.ฟ.ท.ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองขอคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้งดการบังคับคดีที่จะต้องชำระค่าชดเชยจำนวน 12,000 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี จากการแพ้คดีโฮปเวลล์เมื่อ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีกำหนดต้องจ่ายวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา
Q : ภารกิจอื่นที่รัฐมนตรีให้นโยบายไว้
มีเรื่องแผนฟื้นฟูของ ร.ฟ.ท.ต่อ พร้อมกับกำชับว่า การทำโครงการลงทุนต่าง ๆ จะต้องโปร่งใส เพราะตามแนวยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาล กำหนดให้กระทรวงคมนาคมเน้นหนักมาที่ระบบรางเป็นหลัก รวมถึงการหารายได้ของ ร.ฟ.ท.จะเอารายได้จากค่าโดยสารอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องมองหาช่องทางหารายได้ในส่วนอื่น เช่น พัฒนาให้เกิดการขนส่งสินค้าทางรางให้มากขึ้น เส้นทางไหนมีศักยภาพที่จะทำได้ก็เอามาช่วยดูกัน
หรือการนำที่ดินของ ร.ฟ.ท.มาพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ ถือว่าโชคดีที่ในบอร์ดมีอดีตอธิบดีกรมธนารักษ์เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ เช่น นายอำนวย ปรีมนวงศ์ เป็นต้น ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินมาอยู่ในบอร์ดก็คาดว่าจะมาช่วยบริหารจัดการกันได้
แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับตน อาจจะต้องขอเวลาศึกษาและดูรายละเอียดของแผนฟื้นฟูก่อน หลังจากนี้ในที่ประชุมบอร์ดครั้งต่อไปอาจจะต้องทำปฐมนิเทศบอร์ดทั้งคณะ โดยเอาแผนฟื้นฟูมาดูว่า จะดำเนินการตามแผนนี้อะไรอย่างไรได้บ้าง เพราะตอนนี้ก็หมดเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องพิจารณาแล้ว ก็มีเวลานำแผนฟื้นฟูมาศึกษากัน รวมถึงตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการการรถไฟฯ หลังเว้นช่วงมานานแล้ว
Q : โปรเจ็กต์ลงทุนต่าง ๆ จะได้รับการผลักดันต่อ
ผลักดันต่อแน่นอน เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ชุดที่แล้ว เราจะนำมาทำให้เป็นรูปธรรม คาดว่าจะเป็นไปตามแผนแน่นอน ส่วนไอเดียใหม่ ๆ ของท่านรัฐมนตรี เช่น การเปิดให้เอกชนมาร่วมเดินรถในเส้นทางของรถไฟนั้น ก็คงต้องนำเอานโยบายของท่านมาขับเคลื่อนและประกอบกับแผนฟื้นฟูให้สามารถใช้ประโยชน์จากทางคู่ที่กำลังเพิ่มการลงทุนให้มีประสิทธิภาพและเพิ่มรายได้ให้กับรถไฟในทางหนึ่งด้วย
Q : แนวทางการทำงานของบอร์ดหลังจากนี้
ถ้าไม่มีอะไรเร่งด่วน ก็ประชุมกันเดือนละครั้ง แต่ถ้าฉุกเฉินก็ปรับไปตามความเหมาะสม และจะตั้งคณะกลั่นกรองวาระการประชุมก่อนเข้าบอร์ด มอบหมายนายอำนวย ปรีมนวงศ์ อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ และหนึ่งในกรรมการ เป็นประธานคณะ ซึ่งคณะทำงานชุดนี้มีทั้งสิ้น 5 คน
โดยจะดึงคนนอกมาช่วยเป็นคณะทำงาน เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน, ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และตัวแทนกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เป็นต้น