‘เอกนิติ-ประธานเฟด’ ร่วมประชุม IMF เปิด 12 ต.ค. ดึงทั่วโลกจับตาไทย
ไทยพร้อมรับสุดยอดการประชุม “IMF-World Bank” 12-18 ต.ค.นี้ โดยรองนายกฯเอกนิติ-ผู้ว่าฯธปท.-ปธ.แบงก์กสิกรไทย ร่วมเสวนา ท่ามกลางผู้นำรัฐบาลและรัฐมนตรีทั่วโลก เผยประธานเฟด นำทีมขึ้นเวทีด้วย คาดหวังทั่วโลกเข้าใจประเทศไทยมากขึ้น เพื่อโอกาสลงทุนในอนาคต ด้านประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ชี้เป็นการสร้างโอกาส แต่ไทยต้องปฏิรูปกฎ-กติกาให้ชัดเจน
ความคืบหน้าไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2026 หรือ AM 2026 Thailand ที่ถือเป็นโอลิมปิกทางการเงิน จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร วันที่ 12-18 ต.ค.นี้ ไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2 หรือเป็นเวลากว่า 35 ปี นับตั้งแต่การเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในปี 1991
เวทีประชุมจะมี 2 เรื่องหลักที่ประเทศไทยเข้าร่วม เป็น Flagship Event โดยเวทีแรก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จะร่วมขึ้นเวที เป็นหัวข้อเกี่ยวกับ Fragmented World ในโลกที่มีความขัดแย้งแตกแยก เราจะวางบทบาทอย่างไร ส่วนอีกเวทีเป็นด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งรองนายกฯ และ รมว.คลัง มอบหมายให้ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมขึ้นเวที
ชี้เป็นโอกาสในอนาคต
“ผลของการจัดงานครั้งนี้ ในมุมเศรษฐกิจไม่ได้ออกมาเป็นตัวเลข อย่าไปคิดเรื่องแค่คนมา 20,000 คน มาประชุม 1 สัปดาห์ แล้วจะได้ในเชิงตัวเลขเศรษฐกิจ เพราะว่าหลักของมันเป็นโอกาส มันเหมือนเปิดร้าน ช่วงเปิดร้านจะมีคนมาเยอะ แต่ที่สำคัญคือทำอย่างไรให้เราอยู่ในจุดความสนใจของโลก แล้วได้โอกาสที่เขาจะมาอีกครั้ง หรือว่ามาลงทุน ซึ่งการที่เขามาแล้ว กลับมาลงทุน หรือมาสร้างธุรกิจในประเทศไทย ผมว่าอันนี้สำคัญที่สุด”
โฆษกกระทรวงการคลังกล่าว และว่า อย่างที่ ดร.เอกนิติพูดว่าประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ของโลกที่นักลงทุนต่างประเทศอยากมาลงทุน เพราะไทยมีความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน อย่างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงพวกสายสัญญาณ หรือ Photonics ต่าง ๆ ที่มีการเข้ามาลงทุน มีบริษัทใหญ่ ๆ เกี่ยวข้องจำนวนมาก
ประธานเฟดร่วมเวทีด้วย
สำหรับงาน AM 2026 นี้ ไทยพร้อมต้อนรับผู้แทนด้านการเงินจาก 191 ประเทศ กว่า 15,000 คน โดยมีผู้แทนทางการเงินคนสำคัญจากทั่วโลก อาทิ Kristalina Georgieva กรรมการจัดการ IMF และ Ajay Banga ประธาน World Bank Group รวมทั้ง Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งชาติจากหลากหลายประเทศเข้าร่วมด้วย
ผู้นำทางการเงินคนสำคัญของไทยที่จะร่วมเสวนาใน AM 2026 อาทิ ดร.เอกนิติ และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมทั้งนางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย
ขณะที่เวทีสำคัญที่ ดร.เอกนิติจะร่วมวงเสวนากับผู้นำทางการเงินทั่วโลก อาทิ เวที OVERFLOW Small AI. Real Jobs และ WBG Flagship Small AI. Real Jobs รวมทั้งเวที Debating on the Global Economy : Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future นอกจากนี้ยังมีเสวนาเวทีพิเศษ Thailand Special Seminar : Bangkok 1991-2026 : Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth ร่วมกับนายวิทัย ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะเสวนาบนเวที Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services อีกด้วย
ผู้นำ-รมต.ทั่วโลกมาพร้อมหน้า
ส่วนผู้นำสำคัญอื่นๆ เช่น Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์, Sharon Almanza ผู้อำนวยการสำนักการคลัง (Bureau of the Treasury) จากฟิลิปปินส์, Mentor Hyseni จาก Tax Administration of Kosovo, Albert Mwenda ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ การคลัง และเศรษฐกิจจากกระทรวงการคลังเคนยา, John Denton เลขาธิการหอการค้านานาชาติ (ICC), Anantha Nageswaran หัวหน้าที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ รัฐบาลอินเดีย, Hae Ryun Kim จากกระทรวงการข้อมูลและสถิติ เกาหลีใต้, Zeno Ronald Abenoja รองผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์, Nandalal Weerasinghe ผู้ว่าการธนาคารกลางศรีลังกา
Ruidiger von Kleist จากกระทรวงการคลังเยอรมนี, Simon Harris รองนายกฯ และ รมว.คลัง ไอร์แลนด์, Hideaki Imamura จากกระทรวงการคลังญี่ปุ่น, Gilles Roth รัฐมนตรีคลังลักเซมเบิร์ก, Steven Collet จากกระทรวงความร่วมมือด้านการค้าและการพัฒนาจากเนเธอร์แลนด์, Ed Miliband รัฐมนตรีต่างประเทศสหราชอาณาจักร, Soraya Munyana Hakuziyaremye จาก National Bank of Rwanda, Andrew Bailey ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ
(Bank of England), Hideaki Imamura จากกระทรวงการคลังญี่ปุ่น, Swarnim Wagle รมว.คลัง เนปาล, Situmbeko Musokotwane รมว.คลัง แซมเบีย และ Kyriakos Pierrakakis รมว.คลัง กรีซ
ตลาดทุนชี้สร้างโอกาส
ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวถึงการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพงาน IMF-World Bank 2026 ว่า ผลบวกจากการประชุมอาจไม่ได้สะท้อนต่อเศรษฐกิจ หรือตลาดทุนทันที แต่ความสำคัญอยู่ที่การเปิดเวทีให้ประเทศไทยสามารถสื่อสาร “เรื่องราวใหม่” ของเศรษฐกิจไทยออกไปสู่ผู้กำหนดนโยบาย สถาบันการเงิน และนักลงทุนจากทั่วโลกในวงกว้างมากขึ้น
การที่ผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศ รวมถึงผู้บริหารสถาบันการเงินระหว่างประเทศเดินทางเข้ามาร่วมประชุม ถือเป็นจังหวะสำคัญที่ไทยจะนำเสนอทั้งทิศทางการลงทุน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และโอกาสทางธุรกิจที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนใหม่ที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนประเทศในระยะต่อไป
เพิ่มน้ำหนักไทยในสายตาโลก
สิ่งสำคัญคือไม่ควรประเมินว่าต่างประเทศรับรู้เรื่องราวของประเทศไทยอยู่แล้ว เพราะสำหรับนักลงทุนหรือผู้บริหารเงินทุนในตลาดขนาดใหญ่ ไทยยังมีสัดส่วนค่อนข้างเล็ก การมีเวทีระดับโลกเข้ามาจัดในประเทศ จึงเป็นโอกาสที่จะทำให้กลุ่มคนที่เดิมไม่ได้ติดตามประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เห็นทั้งศักยภาพและการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น
“ผมคิดว่ามันเป็นการเล่าสตอรี่ประเทศไทยให้แผ่วงกว้างออกไปมากกว่าที่ทำมา เป็นข้อดีที่ทำให้คนรู้เรื่องราวของประเทศไทยมากขึ้น” นายไพบูลย์กล่าว และว่าในมุมของ FETCO การสื่อสารดังกล่าวจะมีน้ำหนักมากขึ้น หากรัฐบาลสามารถแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้หยุดอยู่เพียงนโยบายหรือเป้าหมาย แต่เริ่มมี “ผลงาน” เกิดขึ้นจริง ทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ตลอดจนความคืบหน้าของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ
ปฏิรูปกฎ-กติกาให้ชัดเจน
โจทย์สำคัญของไทยในช่วงต่อจากนี้จึงมีสองด้านควบคู่กัน คือการแก้ปัญหาเดิมของประเทศ และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เพื่อทำให้นักลงทุนเห็นว่าทิศทางที่รัฐบาลนำเสนอสามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ได้จริง อีกประเด็นที่ต่างชาติให้ความสำคัญ คือกฎกติกาและมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญต่อการตัดสินใจนำเงินเข้ามาลงทุน
การที่ประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จึงไม่ได้มีความหมายเพียงสถานะสมาชิก แต่ยังเป็นแรงผลักให้ไทยต้องปรับปรุงกฎเกณฑ์ มาตรฐานการดำเนินงาน และธรรมาภิบาลในหลายด้านให้เข้าใกล้มาตรฐานสากลมากขึ้น
การยกระดับดังกล่าวยังครอบคลุมถึงตลาดทุนไทย ทั้งด้านมาตรฐานการกำกับดูแล ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของระบบ ซึ่งทั้งหมดมีส่วนต่อการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในระยะยาว
“ต่างชาติที่กังวลที่สุดก็คือเรื่องกฎกติกาของเราและมาตรฐานต่าง ๆ การที่เราแสดงเจตจำนงจะเข้า OECD ผมคิดว่ามันเป็นการปฏิรูปทางอ้อม เพราะเราต้องทำตามมาตรฐานเขา”
ผลสำเร็จวัดที่การลงทุนจริง
นายไพบูลย์กล่าวอีกว่า หากประเทศไทยสามารถใช้เวที IMF-World Bank สร้างการรับรู้ ควบคู่กับการแสดงพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการปฏิรูปที่เกิดขึ้นจริง ผลที่ตามมาในระยะต่อไปมีโอกาสสะท้อนผ่านเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยเงินทุนสามารถเข้ามาได้อย่างน้อยสองช่องทาง หากเป็นบริษัทต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนประกอบกิจการโดยตรง เงินจะเข้ามาในรูป FDI ขณะที่นักลงทุนทางการเงินที่ต้องการมีส่วนร่วมกับการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทย สามารถเข้ามาลงทุนผ่านตลาดทุน
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการจัดประชุม หรือการนำเสนอภาพประเทศไทยต่อสายตานานาชาติ แต่อยู่ที่การสร้างความต่อเนื่องหลังจากนั้น เพื่อให้สิ่งที่รัฐบาลนำเสนอสามารถเกิดขึ้นจริงและเปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่นระยะยาว
“การประชุม IMF-World Bank จึงเป็นมากกว่าเวทีประชุมระหว่างประเทศ แต่เป็นโอกาสที่ไทยจะนำเสนอทิศทางใหม่ของประเทศต่อผู้กำหนดนโยบายและแหล่งเงินทุนระดับโลก ขณะที่ผลลัพธ์ระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนนโยบายและเป้าหมายที่นำเสนอให้กลายเป็นผลงานที่จับต้องได้ ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินว่าเงินลงทุนต่างชาติจะตามเข้ามามากน้อยเพียงใด”