Asia-Pacific Climate Week ระดมสมองรับมือสภาพภูมิอากาศ
Asia-Pacific Climate Week 2019 หรือการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกนำเสนอความเห็น และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับการยกระดับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมุ่งควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของความตกลงปารีส รวมถึงการจัดทำข้อริเริ่มต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จนนำไปสู่การดำเนินการจริง โดยล่าสุด Asia-Pacific Climate Week 2019 จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ
“โอเวอิซ ซาร์มาด” รองเลขาธิการบริหารกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change-UNFCCC) กล่าวว่า การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนี้จัดขึ้นทุกปีทั้งในแอฟริกา ละตินอเมริกา และแคริบเบียน และภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก การประชุมนี้เป็นการประชุมหนึ่งเดียวที่มีเจ้าหน้าที่จากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งจากรัฐบาลและองค์กรต่าง ๆ มาพบปะพูดคุยในประเด็นรอบด้านภายใต้วัตถุประสงค์เดียวกัน คือการนำเอาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่หลากหลายทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมาพูดคุยกัน เพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“เอเชีย-แปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุด มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผู้คนมีความต้องการใช้งานด้านพลังงานเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อสภาพแวดล้อม ในขณะเดียวกันจำนวนประชากรที่มากนี้ก็สามารถเป็นพลังที่ช่วยเหลือในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นได้เช่นกัน”
“ทั้งนี้ กระบวนการช่วยเหลือบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการทำผ่านข้อตกลงเพื่อทำร่วมระหว่างนานาชาติมากมาย แต่ที่จะดูเหมือนสำคัญที่สุด คือ ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่เป็นความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ประเทศภาคีจะต้องจัดทำเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเป็นเป้าหมายที่แต่ละประเทศกำหนดเองตามความเหมาะสม หรือที่เรียกว่า NDCs (Na-tionally Determined Contributions) เพื่อแสดงความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น”
“แต่ดูเหมือนว่า NDCs จะไม่เป็นไปตามเป้าหมายของ Paris Agreement ที่ว่าในเรื่องการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับก่อนยุคอุตสาหกรรม และความมุ่งพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับก่อนยุคอุตสาหกรรม เราจึงกำลังพยายามร่วมมือกับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมรอบโลก เพื่อทำให้แน่ใจแต่ละประเทศทำได้เป็นไปตามเป้า”
โดยหนึ่งในภารกิจคือการสร้างการรับรู้ โดยหลังจาก Asia-Pacific Climate Week นำข้อสรุปไปหารือต่อในการประชุมสุดยอดว่าด้วยการรับมือการเปลียนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action Summit) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 23 กันยายน 2019 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP25) ที่จะจัดขึ้นที่ประเทศชิลี ในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความพยายามและเร่งรัดการทำตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) และวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2030
เหตุการณ์เหล่านี้เป็นการพยายามกระตุ้นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้แสดงความพยายามเพิ่มขึ้น และเร่งด่วนมากขึ้นในเรื่องการรับมือกับปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“คาเว ซาฮีดิ” รองเลขาธิการบริหาร United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (ESCAP) กล่าวว่า 5 ปีที่แล้วนับเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีทั้งพายุไซโคลนและน้ำท่วมเกิดขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งล้วนแต่เป็นภัยพิบัติที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และหากเทียบกับปี 1970 ในภูมิภาคนี้มีภัยพิบัติเกิดมากขึ้นกว่า 3 เท่า
ทั้งนี้ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังส่งผลต่อเสียเศรษฐกิจของโลก แม้แต่ประเทศกัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนาม ได้สูญเสีย GDP (gross domestic product) หรือผลิตภัณฑ์รวมในประเทศลดลง 5% เพราะภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เป็นผลกระทบจากฝีมือมนุษย์
“Asia-Pacific Climate Week จึงเป็นยกระดับความพยายามที่สำคัญในการหาโอกาสและวิธีต่าง ๆ ในการบรรเทาผลกระทบและรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังจะเพิ่มภาระทางการเงินและการคลังให้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยจากรายงานของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (ESCAP) ซึ่งออกเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ได้ประเมินว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจอันเกิดจากภัยพิบัติในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีมูลค่าถึง 675 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือเทียบเท่ากับ 2.4 ของจีดีพีรวมในภูมิภาคนี้ รายงานดังกล่าวยังได้อธิบายว่า ภัยพิบัติที่มีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเพิ่มความถี่ ความรุนแรง ความซับซ้อน และมีรูปแบบที่แตกต่างจากที่ผ่านมา”
“ผลของความร่วมมือในความตกลงปารีส ทำเราได้เห็นประเทศผู้นำด้านเศรษฐกิจอย่างจีน ให้ความพยายามอย่างมากในการใช้พลังงานทดแทนในการทำอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลจีนจึงติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์นับพันแผงเพื่อเอาแสงแดดนั้นมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งอินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ที่พยายามลงทุนด้านพลังงานทดแทน เราหวังว่าหลาย ๆ ประเทศจะเพิ่มความพยายามมากขึ้นเช่นกัน”