THBA ส่องการแข่งขันรับสร้างบ้านยุค 5G เน้นชู Customer Experience มัดใจลูกค้า
นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน (THBA-Thai Home Builders Association) เปิดเผยว่า ประเมินมูลค่าตลาดบ้านสร้างเองทั่วประเทศปี 2562 อยู่ที่ 1.1-1.2 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้กลุ่มผู้ประกอบการรับสร้างบ้านมีส่วนแบ่งตลาด 1.6 หมื่นล้านบาทสัดส่วน 13% ของมูลค่าตลาดรวม โดยผลสำรวจกำลังซื้อผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีหลัง (กรกฎาคม-ธันวาคม 2562) เติบโตแบบชะลอตัวเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 2562)
ทั้งนี้ ผู้บริโภคในต่างจังหวัดมีความต้องการสร้างบ้านราคา 1-2 ล้านบาทมากเป็นอันดับ 1 ภาวะการแข่งขันจึงกระจุกอยู่ในเซ็กเมนต์นี้อย่างชัดเจน และเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคปรับลดดีมานด์สร้างบ้านลงมาหาราคาที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกที่มีความต้องการสร้างบ้านราคา 3 ล้านบาทขึ้นไป
ส่วนตลาดรับสร้างบ้านในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งมีการแข่งขันสูงจากผู้ประกอบการบิ๊กเนมในวงการรับสร้างบ้านพบว่า ดีมานด์สร้างบ้านมี 2 กลุ่มราคาหลัก ได้แก่ กลุ่มราคา 3-10 ล้านบาท และ 10-20 ล้านบาท
“กทม.-ปริมณฑลเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ปีนี้แทบไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ เข้ามาแข่งขันในธุรกิจนี้ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายเดิมมีการเลิกกิจการไปบ้างเหมือนกัน เป็นผลสะท้อนมาจากภาวะแข่งขันสูง รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว”
นายสิทธิพรกล่าวต่อว่า กลยุทธ์การทำธุรกิจเพื่อความอยู่รอดในภาวะแข่งขันสูงจำเป็นต้องบริหารจัดการให้สอดคล้องกับเทรนด์ระดับโลก จุดโฟกัสการบริหารโมเดลใหม่ที่เน้นให้ความสำคัญในเรื่อง customer experience อย่างสูงสุด
“ก่อนหน้านี้ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของผู้ประกอบการรับสร้างบ้านในการสร้างการรับรู้และความน่าเชื่อถือของแบรนด์สินค้าและองค์กร ปัจจุบันยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารอยู่บนปลายนิ้ว ผู้บริโภคไม่ค่อยเชื่อโฆษณามากนัก แต่หันมาให้ความสำคัญกับการค้นหาข้อมูลจากประสบการณ์ของผู้ที่เคยใช้บริการทางอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียแทน การโฆษณาจึงถูกลดบทบาทลงชัดเจน จึงเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการ”
นายสิทธิพรกล่าวถึงมาตรการ LTV-loan to value ของแบงก์ชาติที่บังคับเงินดาวน์ 20% ในการขอสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เป็นต้นไปว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่บังคับใช้ LTV โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 จนถึงปัจจุบันมองว่าไม่มีผลกระทบมากนัก แต่ธุรกิจรับสร้างบ้านได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งตัวมากกว่า โดยลูกค้าที่อาศัยหรือทำงานในต่างประเทศมีภาระเพิ่มขึ้นในการจ่ายค่างวดตามสัญญาก่อสร้าง สิ่งที่เกิดขึ้นเริ่มมีลูกค้าหลายรายขอหยุดการสร้างบ้านเอาไว้ก่อน
“อย่างไรก็ตาม ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่กำลังซื้อและความต้องการสร้างบ้านยังขยายตัวบ้างเล็กน้อย ตลาดหลักเป็นกลุ่มสร้างบ้านราคา 3-5 ล้านบาทซึ่งนิยมใช้บริการผู้ประกอบการรับสร้างบ้านมากที่สุด รองลงมา 5-10 ล้านบาทและ 10 ล้านบาทขึ้นไป โดยผู้บริโภคสัดส่วน 65% จ่ายด้วยเงินออมหรือเงินสด อีก 35% ใช้บริการสินเชื่อธนาคาร”
สำหรับทิศทางตลาดปี 2563 THBA คาดว่ามีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย ปัจจัยหลักมาจากเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 ขา ได้แก่ การลงทุนภาครัฐที่ระบบงบประมาณมีความคล่องตัวมากขึ้น, การลงทุนภาคเอกชนหลังจากได้รับส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาล จึงคาดหวังน่าจะมีมูฟเมนต์ลงทุนจริงเกิดขึ้น ทำให้มีการผลิตและการจ้างงาน, ภาคส่งออกซึ่งยังรับผลกระทบสูงจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีน และภาคการท่องเที่ยว ที่กระทบจากค่าเงินบาทแข็งทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง
“ทั้งหมดนี้บ่งชี้ถึงโอกาสที่จะพลิกผันและมีความไม่แน่นอนสูง ผู้ประกอบการจึงไม่ควรประมาทเป็นอย่างยิ่ง โอกาสและการปรับตัวปี 2563 ซึ่งเป็นยุค 5G กลยุทธ์ทางการตลาดอาจแตกต่างไปจากรูปแบบเดิม ๆ เพื่อจะสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดีที่สุด”
เทรนด์หลัก ๆ ที่เป็นปัจจัยกระทบต่อธุรกิจรับสร้างบ้านมีทั้งปัญหาแรงงานขาดแคลน ทำให้ต้องหันมาใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างกึ่งสำเร็จรูปหรือสำเร็จรูปมากขึ้น ในส่วนวัสดุก่อสร้างหลัก อาทิ อิฐมวลเบา พื้นไม้ลามิเนต ไม้เทียม และโครงหลังคาเหล็กกันสนิมกึ่งสำเร็จรูปเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้น รวมทั้งเทรนด์ความร่วมมือในการจ้างผลิตสินค้าแบบ OEM เริ่มนิยมแพร่หลายมากขึ้น