แอปหาคู่ : มาลัย “เสี่ยงรัก” หรือ “เสี่ยงภัย” ?
คอลัมน์ สตาร์ตอัพ ปัญหาทำเงิน โดย มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ
หาก “ซูซาน เดอโว” รู้ว่าคู่เดตของเธอเคยต้องโทษคดีข่มขืนมาก่อน เธอคงไม่ออกไปกับเขาจนต้องตกเป็นเหยื่อรายต่อไป
“ซูซาน” เจอคู่เดตผ่านแอปหาคู่ PlentyofFish ในปี 2016 ไม่กี่เดือนต่อมา เธอกลายเป็นผู้ใช้รายที่ 2 ที่ร้องเรียนว่าโดนชายคนดังกล่าวข่มขืน
PlentyofFish ในเครือ Match Group เจ้าของแอปหาคู่ 45 แบรนด์ รวมทั้ง Tinder Okcupid และ Match ทำให้เป็นยักษ์ใหญ่ที่มีรายได้ปีละ 1.7 พันล้านเหรียญ มีลูกค้าหลายสิบล้าน
แต่รายงานเชิงสืบสวนสอบสวนของ Columbia Journalism Investigations ที่ตีพิมพ์ในเว็บข่าว ProPublica พบว่ามีเพียง “Match” แอปเดียวที่เช็กประวัติอาชญากรรมทางเพศของรัฐ
อีก 44 แอป มี “ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้บริการ” ที่ระบุว่าผู้ใช้ต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวต่อปฏิสัมพันธ์ของตนกับผู้ใช้รายอื่น
สรุป คือ ผู้ใช้ต้องดูแลตัวเอง เพราะบริษัทไม่มีภาระผูกพันทางกฎหมายในการสกรีนประวัติผู้ใช้ให้
เหตุที่ Match ยอมเช็กประวัติผู้ใช้มาจากคดีในปี 2011 ที่ “แครอล มาร์กิน” เป็นโจทก์ยื่นฟ้องว่าเธอถูกบริษัท “จับคู่” กับชายที่เคยต้องโทษคดี “ข่มขืน” มาแล้วถึง 6 ครั้ง !
เมื่อกลายเป็นคดีดัง Match ยอมรับปากว่าจะให้มีกระบวนการเช็กประวัติผู้ใช้ แต่ปัญหาคือ การเช็กประวัตินี้มีไว้เฉพาะสมาชิกแบบ “จ่ายเงิน” เท่านั้น ส่วนสมาชิกที่ใช้ “ฟรี” ทั้ง Match และแอปอื่นในเครือ ไม่ได้รับสิทธินี้ แม้บางคนจะจ่ายเงินเพื่อใช้บริการ “พรีเมี่ยม” ก็ตาม
ข้อมูลของ CJI ระบุว่า 10 ปีที่ผ่านมา มีเหตุล่วงละเมิดทางเพศจากแอปหาคู่ 157 เคส เหยื่อทั้งหมดเจอคู่เดตผ่านแอปของ Match Group โดย 10% เกิดจากการจับคู่เหยื่อกับคนที่เคยมีประวัติอาชญากรรมทางเพศมาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง
เช่น ปี 2017 Tinder จับคู่ “ไมเคิล เดอร์กิน” ผู้มีชื่อในทะเบียนผู้มีประวัติอาชญากรรมทางเพศกับเหยื่อที่แจ้งความว่าโดนข่มขืนตอนออกเดตครั้งแรก หรือ OkCupid เคยปล่อยให้ “ไมเคิล มิลเลอร์” สมัครเป็นสมาชิกอีกครั้งหลังเคยล่อลวงเหยื่อไปข่มขืนมาแล้วในปี 2015 แถม “ไมเคิล มิลเลอร์” มีชื่ออยู่บนลิสต์บุคคลต้องห้ามของ Match ด้วยซ้ำ
ตัวแทน Match Group โต้ว่า “157 คดี” น้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ใช้ “หลายสิบล้าน” และยังบอกว่าฐานข้อมูลของรัฐทั้งเก่าและไม่ครบถ้วน เผลอ ๆ อาจทำให้ผู้ใช้เกิด “ความมั่นใจผิด ๆ” ว่าตนเอง “ปลอดภัย” จนละเลยการป้องกันตัวเอง
อดีตทนายของบริษัทออกโรงปกป้องว่าการเช็กประวัติทำยากแถมแพง จึงไม่อยากผลักภาระให้ผู้บริโภค แต่เฮิร์บ เวสต์ อดีตเจ้าของ True.com ที่ให้บริการหาคู่ออนไลน์ในปี 2003 บอกว่าเขาจ่ายเงิน 1 ล้านเหรียญทุกปีจ้างผู้เชี่ยวชาญให้เช็กประวัติผู้ใช้อย่างข้มข้น ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถูกรวมเข้ากับค่าบริการรายเดือนเดือนละ 50 เหรียญ ซึ่งไม่ได้มากมายเมื่อเทียบกับ Match ที่ตอนนั้นเก็บค่าสมาชิกเดือนละ 60 เหรียญ โดยไม่เช็กประวัติ
ปัญหาคือ ปัจจุบันมีคนอเมริกัน 40% ใช้บริการหาคู่ออนไลน์ แต่รัฐบาลกลางยังไม่มีกฎหมายกำกับดูแลกิจการจริงจัง และการคาดหวังให้ผู้ให้บริการมีจิตสำนึกรับผิดชอบเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน
สิ่งที่ผู้บริโภคทำได้คือ “ดูแลตนเอง” เช่น เช็กข้อมูลคู่เดตจากเว็บหรือโซเชียลมีเดียก่อน บอกคนที่บ้านล่วงหน้าว่าจะไปกับใคร เมื่อไหร่ ที่ไหน พกอุปกรณ์ความปลอดภัยเท่าที่จะหาได้ไปด้วย เพราะถึงคู่เดตจะเป็นคนธรรมดาไม่มีพิษมีภัย แต่โอกาสเจออาชญากรก็มี ดังนั้นอย่าให้การ “หาคู่” ต้องกลายเป็นการ “หาทุกข์”