CIMBT ชี้ราคาน้ำมันร่วงส่อช่วยพยุง GDP ไทยไม่ทรุดหนัก
ซีไอเอ็มบี ไทย เผย 5 ปัจจัยหลักซาอุดีอาระเบีย ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบกว่า 10 ล้านบาร์เรลฯ ต่อวัน กดดันราคาน้ำมันร่วง 30% พยุงจีดีพีไทยไม่ทรุด-เติบโตทางเทคนิค เหตุส่งออกติดลบน้อยกว่านำเข้า ชี้ กนง.มีโอกาสหั่นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 0.75% ระบุบาทกลับมาแข็งค่าหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์ฯ
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันร่วงลง 30% จากการที่ซาอุดีอาระเบีย ยกเลิกข้อตกลงการคุมกำลังการผลิตน้ำมันกับกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และรัสเซีย โดยจะขยายกำลังการผลิตเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด (Market share) ซึ่งซาอุฯ เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมไปถึงลดราคาน้ำมันดิบลงหลังจากที่การเจรจาของกลุ่มโอเปก ประสบความล้มเหลวในการขยายข้อตกลงกับรัสเซีย
สำนักวิจัยฯ มองว่า 1.ซาอุฯ ไม่อยากเห็นสหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ตามมาด้วยรัสเซีย ขณะที่ตัวเองเป็นเบอร์สาม เลยไม่สนราคาที่ลงเพราะต้นทุนต่ำกว่าพวก เรียกว่าลดราคาได้เต็มที่แย่งฐานลูกค้ามาก่อน (ปัจจุบันซาอุฯจำกัดการผลิตไม่เกิน 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน) 2.สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบแน่ เพราะเป็นผู้ผลิต เมื่อราคาลงต่ำกว่าต้นทุน บริษัทน้ำมันจะขาดทุน ปิดกิจการ เลิกจ้าง รอดูว่าผลลบจะแรงเหมือนช่วงที่ซาอุฯ ทำตอนปลายปี 15-16 หรือไม่ แต่เศรษฐกิจที่ชะลอ เฟดอาจลดดอกเบี้ยรอบ 17-18 มีนาคมนี้อีก 0.5%
3.เศรษฐกิจโลกผันผวนต่อเนื่อง หลังไวรัสโควิด-19 กดดันภาพรวม ซึ่งนอกจากอุปสงค์จะลดลงจนกระทบการส่งออกแล้ว สินค้าส่งออกของไทยยังมีกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน เช่น เคมี ปิโตรเลียม ยาง และสินค้าเกษตรต่างๆ ซึ่งจะมีผลให้การส่งออกปีนี้ติดลบหนักได้ ขณะที่การนำเข้าจะกลับติดลบหนักกว่าการส่งออก เพราะไทยเป็นผู้นำเข้าสุทธิน้ำมัน มากกว่า 10% การนำเข้า ซึ่งเมื่อราคาน้ำมันลง การนำเข้าโดยรวมก็จะลดลงด้วย อีกทั้งเอกชนจะชะลอการลงทุน มีผลให้การนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบหดตัวตาม โดยสรุป การส่งออกสุทธิ (ส่งออกหักนำเข้า) จะเติบโตได้ ทำให้ GDP ไทยไม่ทรุดแรง
4.กลุ่มอุตสาหกรรมที่เสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ลดลง ได้แก่ กลุ่มสำรวจน้ำมัน กลุ่มเคมีปิโตรเลียม กลุ่มยาง ข้าว สินค้าเกษตร ปั๊มน้ำมัน และกลุ่มอื่นๆ ที่อาจขาดทุนสต๊อกน้ำมัน และราคาสินค้าหรือรายได้เคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน 5.กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง ได้แก่ กลุ่มที่ได้กำไรจากต้นทุนที่ต่ำลง เช่น ขนส่ง สายการบิน การบริโภคกลุ่มท่องเที่ยว แต่น่าเสียดายที่กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 เสียก่อน จนอาจไม่สามารถชดเชยได้
“โดยสรุป นักเศรษฐศาสตร์อาจต้องออกมาปรับประมาณการเศรษฐกิจกันอีกรอบ GDP ไทยมีโอกาสโตได้ต่ำกว่า 0.5% ช่วงครึ่งปีแรก จากไวรัสโควิด-19 แต่เมื่อราคาน้ำมันลงหนักเช่นนี้เศรษฐกิจไทยอาจดูแย่ลง ซบเซาลง สินเชื่อโตช้าลง แต่จะเกิดการเติบโตทางเทคนิก (technical growth) จากการส่งออกสุทธิที่เติบโตหลังการนำเข้าหดตัวแรงกว่าการส่งออกที่ทรุด ซึ่งน่าจะพอพยุง GDP ให้ขยายตัวได้บ้าง แต่เมื่อเงินเฟ้อต่ำ กำลังซื้อหดหาย ก็มีโอกาสที่ กนง.จะลดดอกเบี้ยได้ในรอบการประชุมวันที่ 25 มีนาคมนี้ สู่ระดับ 0.75% ต่อปี ด้านค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าเพียงระยะสั้นจากความกังวลของนักลงทุนต่อปัจจัยเสี่ยงต่างๆ แต่ไม่นานจะพลิกมาแข็งค่าเทียบสกุลอื่น รวมทั้งดอลลาร์สหรัฐจากการนำเข้าที่หดตัวแรง มีโอกาสเห็นเงินบาทลงต่ำกว่าระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในเดือนนี้”