“กสิกรไทย” ฝ่ามรสุมไวรัสรุกต่างประเทศเพิ่มสัดส่วนรายได้
“กสิกรไทย” เดินเครื่องขยายธุรกิจต่างประเทศต่อเนื่อง โล่งธุรกิจในจีนไม่ได้รับผลกระทบจากไวรัส เหตุสถานการณ์คลี่คลายกลับสู่ปกติเร็ว ลุยอัพพอร์ต 5 หมื่นล้านบาทปีนี้ จับมือพันธมิตร “วีแบงก์” เดินหน้าขยายฐานสินเชื่อเจาะกลุ่มรายย่อย ขณะที่แผนบุกตลาดเวียดนามคืบหน้าใกล้ได้ไลเซนส์ตั้งสาขา ส่วนการเข้าถือหุ้น “ธนาคารแมสเปี้ยน” ในอินโดฯเพิ่ม คาดจ่ายเงินเรียบร้อยไม่เกินสิ้นปีนี้
นายภัทรพงศ์ กัณหสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในจีนกลับสู่ภาวะปกติได้ค่อนข้างเร็ว จึงไม่กระทบต่อการปล่อยสินเชื่อของแบงก์ โดยในปีนี้กสิกรไทยยังมุ่งเน้นการขยายธุรกิจ โฟกัสไปที่การปล่อยสินเชื่อรายย่อยมากขึ้น หลังจากได้เรียนรู้ตลาดร่วมกับพันธมิตร จนมีฐานข้อมูลและฐานลูกค้าพอสมควรแล้ว
โดยปัจจุบันแบงก์ปล่อยสินเชื่อในจีนอยู่ที่ 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 5 หมื่นล้านบาท) ซึ่งคุณภาพพอร์ตสินเชื่อค่อนข้างดี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากธนาคารมีฐานข้อมูลที่ดี
“โชคดีที่จีนพ้นโควิด-19 ค่อนข้างเร็ว ทำให้สินทรัพย์และสินเชื่อเราไม่มีปัญหา โดยปีนี้เราจะเน้นเติบโตด้วย personal investment finance ซึ่งเป็นสินเชื่อรายย่อยเพื่อเสริมศักยภาพของลูกค้า และเป็นสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน ที่ธนาคารเริ่มทดลองทำตลาดมาแล้วกว่า 2 ปี ผ่านการร่วมมือกับ Webank (วีแบงก์) โดยนำฐานลูกค้าของ Webank และข้อมูลมาช่วยวิเคราะห์ปล่อยสินเชื่อ ซึ่งที่ผ่านมาได้ปล่อยไปแล้ว ประมาณ 500-600 ล้านหยวน (ราว 2.5-3 พันล้านบาท) เฉลี่ย 1 หมื่นหยวนต่อราย (ราว 5 หมื่นบาทต่อราย) คิดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ราว 20% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 1 ปี” นายภัทรพงศ์กล่าว
ส่วนความคืบหน้าการขยายธุรกิจในภูมิภาค AEC+3 (10 ประเทศอาเซียน, จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) นั้น นายภัทรพงศ์กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารอยู่ระหว่างกระบวนการยื่นขอใบอนุญาตเปิดสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศในเวียดนามคาดว่าน่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้
“ไลเซนส์ในเวียดนาม สามารถตั้งสาขาได้ 1 แห่ง ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของธนาคารที่จะขยายธุรกิจโดยใช้สินทรัพย์น้อย ๆ แต่จะเน้นนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ในธุรกิจ จึงไม่จำเป็นต้องตั้งสาขาจำนวนมาก”
โดยเวียดนามเป็นตลาดที่น่าสนใจ ซึ่งธนาคารเข้าไปศึกษาตลาดแล้วระยะหนึ่ง แม้ว่าจะมีสถาบันการเงินอยู่จำนวนมาก การแข่งขันค่อนข้างสูง แต่หลังจากโควิด-19 จะเป็น new normal ซึ่งทุกประเทศจะพยายามสร้างการเติบโต รวมถึงเวียดนามที่จะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ สาธารณสุข เป็นต้น จึงเป็นโอกาสของธุรกิจธนาคาร
ส่วนธุรกิจในอินโดนีเซีย ปัจจุบันธนาคารอยู่ระหว่างขั้นตอนกระบวนการจ่ายเงินซื้อหุ้นธนาคารแมสเปี้ยน (PT Bank Maspion Indonesia Tbk) คาดว่ากระบวนการจ่ายเงินจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2563 นี้ ซึ่งสัดส่วนการถือหุ้นจะเพิ่มเป็น 40% จากเดิม 9.99% นับเป็นสัดส่วนสูงสุดที่สำนักงานกำกับดูแลธุรกิจการเงินของอินโดนีเซีย (OJK) อนุญาตภายใต้กฎการถือครองหุ้นธนาคารโดยผู้ถือหุ้นที่เป็นธนาคารพาณิชย์
“ทุกประเทศที่เราเข้าไปจะเป็นดิจิทัล ไม่มีสาขา โดยจะเน้นหาพันธมิตรที่จะมาช่วยตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ ซึ่งเราใช้บริษัทลูก KVision แสวงหาฟินเทคและพาร์ตเนอร์อื่น ๆ เพราะในหลายประเทศเราไม่มีฐานลูกค้า จึงต้องหาพันธมิตรเพื่อให้เข้าถึงตลาดเร็วขึ้น และความเสี่ยงน้อย” นายภัทรพงศ์กล่าว
ก่อนหน้านี้ น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ธนาคารมีเป้าหมายการเป็นธนาคารระดับภูมิภาค (regional bank) โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่างประเทศให้มากกว่าปัจจุบันที่ยังมีสัดส่วนแค่ 10%