เกษียณจากงาน…แต่ไม่เคยเกษียณจากการเป็น ‘ผู้ให้’
คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : รณดล นุ่มนนท์ อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
ในช่วงเดือนกันยายนของทุกปี คงเป็นช่วงเวลาที่หลายหน่วยงานเริ่มทยอยจัดงานเลี้ยงส่งพนักงานที่กำลังจะเกษียณในวันที่ 30 กันยายน หลายคนคงกำลังนับถอยหลังว่า อีกไม่กี่วันจะได้วางมือจากงานประจำเสียที ตื่นสายขึ้น ไม่ต้องรีบออกจากบ้าน ไม่ต้องฝ่าการจราจร ไม่ต้องนั่งรถไปทำงานทุกเช้า และที่สำคัญ ไม่ต้องมีใครมาคอยถามว่า “งานนี้คุณทำเสร็จหรือยัง ?”
แต่มีพี่ท่านหนึ่งที่เรื่องราวกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะพี่ท่านนี้เกษียณมาแล้วกว่า 20 ปี แต่ยังมาทำงานทุกวัน ทุกเช้า พี่สมศรี ภาสบุตร (พี่แดง) ยังออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้าครึ่ง นั่งรถสองแถวจากหมู่บ้านมาต่อรถเมล์สาย 516 จากพุทธมณฑลสาย 1 มุ่งหน้าเข้าสู่เทเวศร์ เมื่อมาถึงแบงก์ชาติ เดินเข้าไปนั่งรับประทานอาหารเช้าที่สโมสร ก่อนจะเดินเข้าไปเปิดกุญแจห้องทำงานตอน 9 โมงเช้า
ฟังดูเหมือนชีวิตของพนักงานประจำคนหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ เพราะพี่แดงเกษียณจากแบงก์ชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 แล้ว และงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่งานที่เคยทำมาตลอด 37 ปีก่อนเกษียณ แต่งานใหม่คือ การทำงานให้กับชมรมอดีตพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย งานหลักคือ การทำหน้าที่นายทะเบียนคอยปรับปรุงข้อมูลและที่อยู่ของอดีตพนักงานที่สมัครเป็นสมาชิกชมรม ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 3,240 คน
ในแต่ละวัน นอกเหนือจากการทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนคอยอัพเดตข้อมูลในคอมพิวเตอร์แล้ว พี่แดงยังทำสารพัดเรื่อง ตั้งแต่ช่วยกรอกใบเบิกค่ารักษาพยาบาล ช่วยติดต่อขอใบส่งตัวเข้าพักรักษาที่โรงพยาบาล ไปจนถึงช่วยจัดกิจกรรมของชมรม ที่มีตลอดทั้งปี เช่น กิจกรรมจิตอาสาไปเยี่ยมอดีตพนักงานที่บ้านพัก พร้อมช่วยจัดทำจุลสารของชมรม พูดง่าย ๆ คือ ถ้ามีอะไรที่อดีตพนักงานต้องการความช่วยเหลือ และหากพอจะช่วยได้พี่แดงพร้อมยินดีช่วย
สำหรับอดีตพนักงาน พี่แดง เป็นชื่อที่แทบทุกคนรู้จักกันดี แต่สำหรับผมกลับไม่ค่อยมีโอกาสพูดคุยกับพี่แดงมากนัก จึงไม่เคยรู้เรื่องราวของพี่แดงมาก่อน จนกระทั่งเมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ในงานวันเกิดครบ 100 ปี ของ คุณย่าอุไร เสนะวัต ผมมีโอกาสได้นั่งใกล้พี่แดง จึงได้พูดคุยกันมากขึ้น
สิ่งแรกที่ทำให้ผมประหลาดใจคือ พี่แดงอายุ 80 ปีแล้ว เพราะหากดูจากหน้าตาและท่าทาง พี่แดงดูเหมือนคนที่เพิ่งเกษียณมาไม่กี่ปีด้วยซ้ำ ผมจึงเกิดความสงสัยว่า อะไรทำให้คนอายุ 80 ปี ยังคงออกจากบ้านตีห้าครึ่ง นั่งรถสองแถว ต่อรถเมล์ และมาทำงานทุกวันได้อย่างมีความสุข คำถามนี้เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการนัดสัมภาษณ์พี่แดงในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
พี่แดงเล่าว่า เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด คุณพ่อมีอาชีพรับจ้าง คุณแม่เป็นแม่บ้าน มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน และพี่แดงเป็นลูกคนโต เรียนจบมัธยมปลายจากโรงเรียนสตรีประชากร แต่สมัครเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ชีวิตจึงเคว้งคว้างอยู่กว่าหนึ่งปี จนวันหนึ่งเพื่อนของคุณแม่มาบอกว่า แบงก์ชาติกำลังเปิดรับสมัครพนักงานวุฒิ ม.ศ.5 จำนวนมาก เพื่อทำงานที่โรงพิมพ์ธนบัตร ซึ่งเพิ่งเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2510
พี่แดงจึงตัดสินใจไปสมัคร การสอบครั้งนั้นมีการสอบข้อเขียนกันที่วัดสามพระยา ส่วนการสอบภาคปฏิบัตินั้น ผู้สมัครต้องนับกระดาษที่ตัดให้มีขนาดเท่ากับธนบัตรว่าในแต่ละปึกมีกี่ฉบับ พร้อมกับหยอดลูกปืนลงในตลับให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด ฟังแล้วอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเป็นผมในวันนี้อาจจะสอบไม่ผ่านตั้งแต่ขั้นตอนนับกระดาษแล้ว
ผลการสอบครั้งนั้น พี่แดงมีชื่ออยู่ในบัญชีสำรอง แต่เมื่อโรงพิมพ์ธนบัตรต้องการพนักงานเพิ่ม จึงถูกเรียกให้มารายงานตัวในวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นลูกจ้างทดลองงาน 6 เดือน ก่อนจะได้รับการบรรจุเป็นพนักงานตรวจสอบธนบัตรรายฉบับ เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2513 ได้รับเงินเดือน 800 บาท และมีเรื่องหนึ่งที่ฟังแล้วผมต้องถามย้ำ “พี่ไม่เคยหยุดงานเลยหรือครับ ?” พี่แดงหัวเราะก่อนตอบว่า ตลอดช่วงเวลาที่ทำงาน แทบไม่เคยหยุดหรือลาพักผ่อนเลย ยกเว้นช่วงที่โรงพิมพ์หยุดเดินเครื่องจักร
ผลจากความขยันคือ ได้รับประกาศนียบัตรยกย่องในการปฏิบัติงานไม่เคยหยุดติดต่อกัน 5 ปี และได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างต่อเนื่อง จนเกษียณในตำแหน่ง ผู้จัดการศูนย์จัดการธนบัตร ระยอง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2549 รวมเวลาทำงานกับแบงก์ชาติกว่า 37 ปี
ระหว่างทำงาน พี่แดงไม่ได้มีแค่เรื่องงานประจำเท่านั้น แต่ยังเป็นนักกิจกรรมและนักกีฬา เคยเป็นตัวแทนธนาคารไปแข่งขันกีฬา Inter-Central Bank Game (ICBG) หรือกีฬาระหว่างธนาคารกลางอีกด้วย แต่ยอมรับว่า ในช่วงที่ยังทำงานอยู่แทบไม่ได้รับรู้ถึงกิจกรรมของชมรมอดีตพนักงาน ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2546 มากนัก
จนกระทั่งเกษียณ เพื่อนเก่าที่เคยทำงานด้วยกันที่โรงพิมพ์ธนบัตร ชวนให้มาช่วยงานชมรม และการตอบรับคำชวนครั้งนั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตหลังเกษียณ พี่แดงบอกว่า ตอนนั้นคิดกับตัวเองว่า “นี่แหละ คือเป้าหมายของชีวิตฉันในวัยเกษียณ” เพราะทำแล้วมีความสุข ทำแล้วสนุก และที่สำคัญคือ รู้สึกว่าตัวเองยังมีประโยชน์กับคนอื่น จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ผ่านมาแล้วกว่า 20 ปี พี่แดงยังคงมาทำงานที่ชมรมอย่างสม่ำเสมอและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่าย ๆ
มีเรื่องหนึ่งที่พี่แดงเล่าแล้วผมรู้สึกประทับใจมาก วันหนึ่งมีอดีตพนักงานท่านหนึ่งซึ่งพำนักอยู่ต่างประเทศ เดินทางมาที่ห้องทำงานเพื่อมารับของ แต่ระหว่างนั้นต้องไปทำธุระที่อื่นก่อน พี่แดงจึงตัดสินใจนั่งรอ รอจนถึงช่วงเย็น เหตุผลง่าย ๆ คือ เป็นห่วงว่า หากกลับไปก่อน อดีตพนักงานท่านนั้นอาจไม่มีเวลามารับของอีก เพราะกำลังจะเดินทางกลับต่างประเทศ เรื่องเล็ก ๆ แบบนี้อาจไม่ได้อยู่ในคำบรรยายลักษณะงาน แต่สำหรับพี่แดงมันคือการทำงานด้วยใจ
ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของพี่สุรีรัตน์ ลัคนานิตย์ อดีตผู้บริหาร ที่พูดถึงพี่แดงได้อย่างน่ารักมาก พี่สุรีรัตน์เล่าว่า สมัยเด็ก ๆ เคยไปสนามหลวง ยืนดู “อาบังขายยา” ที่มีคำถามอะไร อับดุลสามารถตอบได้หมด แต่พอมาทำงานที่ชมรม แล้วพบพี่แดง จึงรู้สึกว่า “พี่แดง สมศรี คงเป็นอับดุลกลับชาติมาเกิดแน่เลย” เพราะไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่อดีตพนักงานสอบถาม วิธีประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ หรือเรื่องสารพัดปัญหาที่สมาชิกโทร.เข้ามาขอความช่วยเหลือ พี่แดงมีคำตอบให้เสมอ
บางครั้งสิ่งที่พี่แดงให้ ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป แต่เป็นการใช้ประสบการณ์ที่สะสมมานานหลายสิบปี มาช่วยให้น้อง ๆ เห็นทางเดินที่ชัดขึ้น จากคนตรวจธนบัตร สู่คนตรวจ “ความทุกข์” ของคนรอบข้าง สิ่งที่น่ารักที่สุดอย่างหนึ่งของพี่แดงคือความละเอียดรอบคอบที่เคยใช้ในการตรวจธนบัตร วันนี้กลับถูกนำมาใช้กับ “คน” ไม่ได้เพียงดูว่าเรื่องนั้นถูกต้องหรือไม่ แต่ยังมองว่า “แล้วเราจะช่วยเขาอย่างไรได้บ้าง ?” เมื่อมีใครเดือดร้อน พี่แดงพร้อมจะช่วยคิด เมื่อมีใครติดขัด พร้อมจะช่วยประสาน เมื่อมีใครไม่รู้จะไปทางไหน พร้อมจะช่วยชี้ทาง และบางครั้งการช่วยเหลือก็ไม่ได้จบอยู่แค่การพูดคุย เพราะสำหรับพี่แดง การช่วยเหลือคน ไม่ได้มีคำว่า “หน้าที่ของฉัน” หรือ “ไม่ใช่หน้าที่ของฉัน”
พี่สุรีรัตน์กล่าวเสริมว่า ช่วงเวลาที่พี่แดงทำงานจิตอาสา คงจะจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ตาไม่กะพริบ เพราะ “ทุกคำถาม มีคำตอบ ทุกปัญหา มีทางออกเสมอ” และยังหยอกล้อพี่แดงอีกว่า หากนำข้อมูลและประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดหลายสิบปีมารวบรวมให้ AI ประมวลผล AI อาจต้องยกธงขาว
แล้วบอกว่า “ขอยอมแพ้” ฟังแล้วผมก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะในยุคที่เรากำลังตื่นเต้นกับ AI ที่ตอบคำถามได้แทบทุกเรื่อง ก็ยังมี “ฐานข้อมูลมีชีวิต” อย่างพี่แดง ที่ไม่มีใครสามารถสร้างขึ้นมาได้ในชั่วข้ามคืน
สิ่งที่ผมสนใจที่สุดจากการพูดคุยกับพี่แดง ไม่ใช่เรื่องที่พี่แดงทำงานมา 37 ปี หรือทำงานต่อหลังเกษียณมาอีก 20 ปี แต่ทำไมถึงยังคงทำงานนี้ต่อเนื่อง คำตอบนั้นเรียบง่ายมาก ทำแล้วสนุก ทำแล้วมีความสุข และทำแล้วเกิดประโยชน์กับคนอื่น เพราะสิ่งที่ได้รับกลับมา คือ รอยยิ้มของคน ที่ได้รับความช่วยเหลือ ผมคิดว่า นี่อาจเป็นคำตอบสำคัญสำหรับชีวิตหลังเกษียณ เพราะเมื่อเราเกษียณจากงานประจำ สิ่งที่หายไปไม่ได้มีแค่เงินเดือนหรือบัตรพนักงาน แต่บางครั้งสิ่งที่หายไปพร้อมกันคือ “ความรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่า”
พี่แดงกลับค้นพบวิธีเติมสิ่งเหล่านั้นให้กับชีวิต ไม่จำเป็นต้องเป็นงานใหญ่ ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่ง หรือมีเงินเดือน ขอเพียงแค่มี “ใจ” และพร้อมใช้ประสบการณ์ที่มีช่วยให้ใครสักคนทำเรื่องที่ยุ่งยากให้กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น ช่วยให้ใครบางคนได้รับการรักษา ช่วยให้สมาชิกคนหนึ่งได้รับข้อมูลที่ต้องการ หรือแม้แต่การนั่งรอใครสักคนเพื่อให้เขามารับของได้ทันก่อนเดินทางกลับต่างประเทศ
สิ่งเหล่านี้ อาจดูเล็กน้อยในสายตาคนอื่น แต่สำหรับคนที่ได้รับความช่วยเหลือ มันมีความหมายไม่น้อยเลย
ผมถามต่อว่า แล้วจะทำงานที่ชมรม ไปถึงเมื่อไหร่ พี่แดงตอบเพียงว่า “คงทำไปเรื่อย ๆ จนถึงเวลาที่สมควร” ผมคิดว่า “เวลาที่สมควร” คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ แต่อยู่ที่ว่า วันไหนที่พี่แดงรู้สึกว่า ไม่มีความสุขกับการได้ช่วยคนอื่นแล้ว วันนั้นคงเป็นวันที่สมควร แต่ดูจากชีวิตของพี่แดงในวันนี้แล้ว ผมว่าวันนั้นคงยังอีกไกลครับ