หมูขึ้นราคา แคปหมู-กุนเชียง-หมูยอ อ้างต้นทุนพุ่งขึ้นราคายกแผง
‘ผลิตภัณฑ์จากหมู’ พาเหรดขยับราคา หลังต้นทุนราคาหมูปรับขึ้นสูงสุดรอบ 10 ปี ด้าน ส.ผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติย้ำดูแลราคาหมูหน้าฟาร์มตามที่พาณิชย์ขอความร่วมมือ ไม่เกิน กก.ละ 80 บาท เตรียมขายหมูถูกลดค่าครองชีพประชาชนสู้ภัยโควิด
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาหมูปรับสูงขึ้นเป็น กก.ละ 180 บาท สูงสุดในรอบ 10 ปี ทำให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์จากหมูปรับราคาจำหน่ายตาม อาทิ หมูทอดร้านเจ้จงแจ้งปรับขึ้นราคาไปก่อนหน้านี้ ล่าสุดมีผู้ประกอบการปรับราคาจำหน่าย กุนเชียง หมูยอ ไส้อั่ว แคปหมู อีก 1-5 บาท/ถุง หรือ กก. 20-30 บาท จากต้นทุนเนื้อหมูที่ปรับสูงขึ้น
ล่าสุดนายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาสุกรหน้าฟาร์มอยู่ที่ 78-79 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับราคาที่เกษตรกรทั่วประเทศให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน ดูแลราคาหน้าฟาร์มไม่เกิน 80 บาท ทำให้ราคาขายหมูหน้าเขียงไม่เกิน 160 บาทต่อกิโลกรัม เป็นการดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน

โดยราคาเป็นไปตามกลไกตลาด จากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น เหมือนกับทุกประเทศในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตามราคาหมูไทยยังคงถูกที่สุดในภูมิภาคนี้ ที่สำคัญเกษตรกรวอนขอความเห็นใจ เพราะมีอาชีพเดียวไม่สามารถเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นได้ ขณะที่ผู้บริโภคมีทางเลือกในการรับประทานโปรตีนอื่นๆ ทดแทนได้ ทั้งไก่ ไข่ ปลา รวมถึงอาหารธรรมชาติที่ออกมามากในช่วงนี้
“การปรับเพิ่มขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังจากหลายกิจการเริ่มกลับมาดำเนินการ ประกอบกับโรงเรียนเปิดภาคเรียน แต่เกษตรกรยังคงราคา 78-79 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้เกษตรกรพออยู่ได้ โดยเพิ่งจะขายได้ราคานี้ หลังจากแบกรับภาระขาดทุนสะสมมาถึง 3 ปี จากภาวะหมูล้นตลาดและราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น เกษตรกรยืนราคานี้ไว้ไม่กระทบกับการใช้จ่ายของผู้บริโภคจนเกินไป ยืนยันว่าปริมาณหมูมีเพียงพอกับการบริโภคในประเทศ ผู้บริโภคไม่ต้องกังวล การปรับราคานี้สะท้อนกลไกตลาดที่แท้จริง นับว่าเป็นราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ สมาคมฯได้ผนึกกำลังกับสมาชิก จัดกิจกรรมจำหน่ายหมูสดลดค่าครองชีพประชาชนทั่วไทย ส่งตรงจากฟาร์มถึงมือผู้บริโภคไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง นำร่องที่จังหวัดชลบุรีก่อนเป็นที่แรก ในวันที่ 21 กรกฎาคม และขายพร้อมกันทุกภูมิภาค วันที่ 7 สิงหาคม” นายสุรชัยกล่าว
ที่ผ่านมามีความวิตกกังวลเรื่องโรค ASF ในสุกร ที่ระบาดในหลายประเทศ เกษตรกรทุกคนต่างเข้าเลี้ยงสุกรอย่างระมัดระวัง พบว่าสุกรในระบบของไทยหายไปกว่า 20% จากเดิมในปี 2562 ไทยที่มีสุกรในระบบประมาณ 20,000,000 ตัว ที่สำคัญเกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น จากการเฝ้าระวังและป้องกัน ASF อย่างเข้มงวด ทำให้เกษตรกรมีค่าใช้จ่ายเพิ่มถึงตัวละ 100 บาท แต่ทุกคนยินดีดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้โรคนี้มาทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร และเกษตรกรผู้เพาะปลูกในห่วงโซ่การผลิต ทั้งยังเป็นการปกป้องผู้บริโภคไม่ให้ต้องได้รับความเดือดร้อนเหมือนกับประเทศอื่นในภูมิภาค

ขณะที่นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้ขอความร่วมมือให้ราคาหน้าฟาร์มต้องไม่เกิน กก.ละ 80 บาท เพื่อให้ราคาหมูเนื้อแดงหน้าเขียงไม่เกินกก.ละ 150-160 บาท ซึ่งกรมได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประสานพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบราคาจำหน่ายหน้าฟาร์มและในตลาดสดว่าราคาจำหน่ายอยู่ในราคาที่เหมาะสมหรือไม่
“ราคาปรับเพิ่มขึ้นคงเป็นระยะสั้นๆ เพราะมีความต้องการเพิ่มขึ้นจากการคลายล็อกดาวน์ เปิดสถานการศึกษา และมีความต้องการจากต่างประเทศ หลังจากเกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาด หากราคาพุ่งต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ ต้องใช้มาตรการอื่นควบคุม เช่น การจำกัดการส่งออก การร่วมมือกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติจำกัดราคาหน้าฟาร์ม การจัดงานธงฟ้าเพื่อจำหน่ายเนื้อหมูราคาถูก ไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภค”
