อัพเดตเมืองการบินอู่ตะเภา 3 แสนล้าน “หมอเสริฐ-คีรี” ทุ่มจ้างบริษัทระดับโลกวางมาสเตอร์แพลนพัฒนา 6,500 ไร่ ลั่นต้องใหญ่กว่า “สุวรรณภูมิ” ดีกว่า “ดอนเมือง” เชื่อมโยงการเดินทางดึงบิ๊กธุรกิจร่วมลงทุน AIS สนใจ 5G ดีเดย์ ก.ย.สำรวจพื้นที่ ตอกเข็มเฟสแรกปี”65 ลงทุน 3.1 หมื่นล้าน สร้างเทอร์มินอลหลังที่ 3 คอมเมอร์เชียลฟรีเทรดโซน เปิดบริการปี”68 เลขาฯอีอีซีหวั่นไฮสปีด สนามบินเสร็จไม่พร้อมกัน ตั้งบอร์ดเร่งก่อสร้าง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เริ่มมีความคืบหน้าจากกลุ่ม BBS ประกอบด้วย บมจ.การบินกรุงเทพ ถือหุ้น 45% บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ถือหุ้น 35% และ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ถือหุ้น 20% ใน บจ.อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น (UTA) ทุนจดทะเบียน 4,500 ล้านบาท สัมปทาน 50 ปี ร่วมลงทุนโครงการสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก 6,500 ไร่ กับกองทัพเรือ และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
ตอกเข็มเฟสแรกปี”65
นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) เปิดเผยว่า ครึ่งปีหลังบริษัทจะลุยงานเมืองการบินอู่ตะเภา ส่วนโควิด-19 ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการ เพราะกว่าจะเสร็จเปิดบริการคือปี 2568
ล่าสุดเมื่อ 17 ส.ค. 2563 บริษัทส่งแผนแม่บทให้อีอีซีแล้ว ตามกำหนด 60 วัน พร้อมจ้างกลุ่ม OPi ประกอบด้วย Oriental Consultants Global (OCG), Pacific Consultants (PCKK), IBIS Company Limited (IBIS) เป็นผู้ออกแบบให้เสร็จในปี 2564 โดยวาง conceptual design ที่ตั้งสิ่งปลูกสร้าง, สาธารณูปโภคไฟฟ้า ประปา ระบบเชื้อเพลิง, รันเวย์ที่ 2, จุดเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานเข้าสนามบิน อาทิ รถไฟความเร็วสูง มอเตอร์เวย์สาย 7
“ก.ย.นี้จะลงสำรวจ และรับมอบพื้นที่จากอีอีซี รวมถึงสำรวจศูนย์ซ่อมบำรุงการบินไทย รื้อย้ายและเคลียร์พื้นที่สร้างรันเวย์ที่ 2 อาคารผู้โดยสารใหม่ เราเดินหน้าเต็มที่เพราะเมืองการบินอู่ตะเภาเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจขณะนี้”
แบ่งงานพันธมิตรลงตัว
“แบ่งลงทุน 4 เฟส เริ่มเฟสแรกในปี 2565 ลงทุน 31,290 ล้านบาท มีอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 พื้นที่ 157,000 ตารางเมตร พื้นที่กิจกรรมเชิงพาณิชย์ อาคารจอดรถ ศูนย์ขนส่งภาคพื้นดิน และหลุมจอดอากาศยาน 60 หลุมจอด จะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ในปี 2568 รองรับผู้โดยสารเริ่มต้นที่ 15.9 ล้านคน/ปี จะคืนทุนภายใน 15-16 ปี”
นายพุฒิพงศ์กล่าวอีกว่า เบื้องต้นแบ่งการดำเนินการงานตามความถนัดของแต่ละบริษัท ทาง BA จะรับผิดชอบด้านการบิน ส่วนงานก่อสร้างมีซิโน-ไทยฯและบีทีเอสจะรับผิดชอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยจ้างสนามบินนาริตะมาบริหารสนามบิน ทั้งนี้ เมื่อสร้างเสร็จจะตั้งบริษัทใหม่มาบริหารสนามบินอู่ตะเภา คล้ายกับ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) และอาจจะตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต หากธุรกิจมีการเติบโต
AIS โผล่ร่วมวง
สำหรับพันธมิตรอื่นจะร่วมลงทุน มี บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) สนใจวางโครงข่ายระบบสื่อสารภายในโครงการ เช่น การลงทุน 5G อยู่ระหว่างหารือร่วมกัน เพราะมีอีกหลายค่ายสนใจ เช่น ดีแทค ทรู ส่วนพื้นที่ปลอดภาษี (duty free) ต้องหารือกับกลุ่มพันธมิตรว่าจะดำเนินการเอง หรือหาพันธมิตรอื่น
“ช่วงรอการก่อสร้าง จะเจรจากองทัพเรือขอบริหารอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบันก่อน ซึ่งเป็น 1 ในข้อเสนอเพิ่มเติมที่เพิ่มประสิทธิภาพโครงการ เพราะ BA บินที่สนามบินอู่ตะเภาอยู่แล้ว”
อู่ตะเภาต้องใหญ่และดีกว่า
นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ที่ปรึกษาประธานคณะผู้บริหาร บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) กล่าวว่า เป้าหมายของ UTA จะทำให้สนามบินอู่ตะเภาน่าใช้กว่าสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองให้ได้ เพราะจะสามารถเข้าถึงได้ก่อนสนามบินทั้ง 2 แห่งภายใน 10 นาที เพราะภูมิศาสตร์อยู่ถึงก่อนอ่าวไทย ทำให้ไม่ต้องวิ่งวน สามารถบินตรงเข้างวงจอดได้เลย
“จะจัดระบบจราจรน่านฟ้าให้ดีขึ้น จะประสาน บจ.วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) จัดระบบการขึ้น-ลงของเครื่องบิน จากปกติจะใช้เวลาขึ้น-ลงประมาณ 3 นาที แต่เราจะใช้เวลาเพียง 2 นาที เพื่อประหยัดเวลา ค่าเชื้อเพลิง และคิดค่าบริการขึ้นลงสนามบินที่เก็บจากอากาศยานใหม่ถูกกว่าปกติ จูงใจสายการบินให้นำเที่ยวบินมาลงจอดช่วงนอกเวลาเร่งด่วน ถึงเราจะมาทีหลังก็จริง แต่จะต้องทำให้ดีกว่าสนามบินปัจจุบันให้ได้”
BTS ลุยเมืองการบิน
นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการบริหาร บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง กล่าวว่า ต้นปี 2565 อีอีซีจะออกหนังสือให้เริ่มงานได้ เงื่อนไขคือประสานงานกับรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และการประมูลสร้างรันเวย์ที่ 2 ส่วนการพัฒนาเมืองการบิน และพื้นที่เชิงพาณิชย์ต้องรอออกแบบก่อน
“เราอยู่ระหว่างศึกษาธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบิน เช่น คาร์โก้ ฟรีเทรดโซน คอมเมอร์เชียล อสังหาฯ เพราะบีทีเอสถนัด สนใจจะพัฒนาเมืองการบินในโครงการจะมีพื้นที่อยู่ประมาณ 1,000 ไร่ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนร่วม 1 แสนล้านบาท”
นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซิโน- ไทยฯ กล่าวว่า ได้ลงสำรวจพื้นที่ก่อสร้างบ้างแล้ว ยังไม่พบอุปสรรคที่มีผลกับการก่อสร้าง และใน 2-3 เดือนนี้ กองทัพเรือจะเปิดประมูลก่อสร้างรันเวย์ที่ 2 ซึ่งบริษัทสนใจจะเข้าร่วมประมูล ขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบก่อสร้างให้สมบูรณ์และรออนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA)
หวั่นเสร็จไม่พร้อมกัน
นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการอีอีซี เปิดเผยว่า ขณะนี้ทราบว่ากลุ่ม ซี.พี.ได้เงินทุนจากจีนและญี่ปุ่นมาลงทุนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินแล้ว ตามแผนจะเข้าพื้นที่ก่อสร้างเดือน ก.พ.-มี.ค. 2564 ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จะส่งมอบพื้นที่ให้ช่วงสนามบินสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา พร้อมพื้นที่มักกะสันและศรีราชา ที่จะพัฒนาเชิงพาณิชย์รอบสถานี
“รถไฟความเร็วสูงไม่มีอะไรเป็นห่วง หากส่งมอบที่ให้ ซี.พี.ได้ก็พร้อมเริ่มงานทันที ที่อยากเร่งรัดคือการปรับปรุงรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ ตามแผนจะเข้าบริหารในเดือน ต.ค.ปีหน้า”
แต่มีความกังวลการบริหารจัดการการก่อสร้างให้รถไฟความเร็วสูงและสนามบินอู่ตะเภาสร้างเสร็จเปิดใช้พร้อมกัน โดยได้ตั้งคณะกรรมการดูแลทั้ง 2 โครงการอย่างใกล้ชิด ซึ่งสนามบินอู่ตะเภา อย่างน้อยเฟสแรกต้องเสร็จ คือ อาคารผู้โดยสาร พร้อมกับทางเชื่อมเข้าสนามบินของโครงการรถไฟความเร็วสูงและมอเตอร์เวย์
“หาก 2 โครงการเสร็จไม่พร้อมกันอาจจะเหนื่อย เพราะสัญญาแต่ละงานไม่ได้ระบุว่า หากเกิดเหตุขึ้น ใครต้องรับผิดชอบ ขอให้ไม่เกิดปัญหา”
กล่อม “ชาญศิลป์” อย่าทิ้ง MRO
นายคณิศยังกล่าวถึงโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) พื้นที่ 200 ไร่ วงเงิน 10,588 ล้านบาท ของ บมจ.การบินไทย ได้หารือกับนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่แล้วว่า ให้บรรจุ MRO ลงในแผนฟื้นฟูด้วย เพราะเชื่อว่าโครงการจะทำรายได้ให้การบินไทยในอนาคต
“ถึงแอร์บัสไม่ร่วมลงทุน แต่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ ยังมีพื้นที่เหลือ 300 ไร่ ต้องหารายใหม่ร่วมลงทุน แต่เพราะโควิดทำให้อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกย่ำแย่ หาผู้ลงทุนยาก คาดว่าธุรกิจการบินจะฟื้นตัวปลายปี 2564” นายคณิศกล่าว