รมว.อว. ลงพื้นที่ 8 จังหวัด ภาคเหนือตอนบน สำรวจโครงการ อว.จ้างงาน บรรเทาผลกระทบโควิด-19
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัด ร่วมประชุมหารือเชิงนโยบายร่วมกับผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เกี่ยวกับความก้าวหน้าโครงการ อว.จ้างงาน ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 2019 (COVID -19) ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของสถาบันอุดมศึกษา 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 18 แห่ง เข้าร่วมหารือ ได้แก่ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง อธิการบดีมหาวิทยาลัยพายัพ อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น และผู้แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยพะเยา วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอนวิทยาลัยชุมชนแพร่ มหาวิทยาลัยนอร์ทเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเนชั่น วิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปางและวิทยาลัยเชียงราย
โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลคาดหวังให้ อว.เป็นกำลังให้กับรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศ เรื่องที่ถูกมองว่ากำลังเป็นปัญหาของประเทศ อว.เห็นว่าคือโอกาสที่จะทำงาน สถาบันอุดมศึกษาอย่าเล็งเพียงความเป็นเลิศด้านวิชาการ ซึ่งขณะนี้มีส่วนในการพัฒนาจังหวัด พัฒนาการศึกษาและการสาธารณสุขของประเทศ จากงบประมาณที่ได้รับจากรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนงาน อว. ในปี 2564 ขอให้ช่วยคิดและพัฒนาต่อยอดใน 3 เรื่อง คือ
เรื่องแรก คือ เรื่องที่เกี่ยวกับนิสิตนักศึกษา อว.และสถาบันอุดมศึกษาจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นในเรื่องการเมืองและมีส่วนร่วมกับประชาชนปรับปรุงแก้ไขไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม แต่ต้องไม่ก้าวล่วงและละเมิดบุคคลอื่น กิจกรรมนักศึกษาในนามมหาวิทยาลัยต้องให้สาธารณชนเห็นว่านิสิตนักศึกษามีความจงรักภักดีในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เหมือนคนไทยทุกคน มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาเยาวชนในทิศทางที่ตรงกับความสนใจกับเยาวชนไทยในยุคไซเบอร์ ทำให้เยาวชนได้เรียนรู้และซึมซับรากเหง้าของความเป็นไทย พร้อมๆ กับการเติบโตก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเข้มแข็ง รวมทั้งหารือกันว่าทำอย่างไรบัณฑิตจะเข้าสู่งานอาชีพใหม่และใช้ชีวิตในยุคเปลี่ยนแปลงของโลก่ได้อย่างมีความสุข
เรื่องที่สอง คือ ผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 2019 (COVID -19) อว.เห็นว่าเป็นโอกาสในการใช้ศักยภาพ อว.เข้าร่วมแก้ปัญหาให้รัฐบาลและประชาชนที่ได้ผลกระทบโดยตรงหลังโควิดด้วยโครงการ อว.จ้างงานประชาชนในพื้นที่ทำงานให้มหาวิทยาลัย จำนวน 400,000 คนเศษในปี 2563 ส่วนของบัณฑิตจบใหม่มีโครงการให้ทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโท 100,000 ทุน ศึกษาต่อในสาขาที่ประเทศต้องการ เช่นการเกษตร อาหาร สาธารณสุข พลังงาน โลจิสติกส์ เพื่อชะลอการหางานทำของบัณฑิตจบใหม่ออกไป แรงงานระดับปริญญาที่อยู่ในระบบ จะมีการ Re-skill Up-Skill ด้วยหลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้แรงงานปรับตัวให้ทันกับอาชีพใหม่
เรื่องที่สาม คือ นำศักยภาพของ อว.และสถาบันอุดมศึกษาไปพัฒนาทุกพื้นที่ของประเทศ เนื่องจาก อว.เป็นกระทรวงใหญ่ มีความพร้อมด้านองค์ความรู้ ควรเร่งกระจายองค์ความรู้และโอกาสเข้าช่วยพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ ผ่านคณะกรรมการบูรณาการเพื่อพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด
โดย อว.มีแนวคิดจะให้ทุกมหาวิทยาลัยได้มีโอกาสลงพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ของรัฐบาล สนับสนุนการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ด้วยการวิจัยและนวัตกรรมทางสังคม โครงการหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา โครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านต่างๆ หน่วยงานสนับสนุนการสร้างและใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อการยกระดับชุมชนสังคมและคุณภาพชีวิตคนไทย.
จากนั้นได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลการดำเนินการโครงการ อว.จ้างงานประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 2019 (COVID-19) ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ณ ชุมชนท้องถิ่นที่พัฒนาฐานข้อมูลทรัพยากรท้องถิ่นในพื้นที่เทศบาลตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
