แห่ใช้ “ไม้ยืนต้น” ขอหลักประกันกู้ 2 ปี 1 แสนต้น “ต้นยาง-แดง-ประดู่ป่า” นำโด่ง
พาณิชย์ เผยการขับเคลื่อนนำไม้ยืนต้นเข้าประหลักประกันธุรกิจ ในระยะ 2 ปี นำไม้มาร่วมแล้วกว่า 1 แสนต้น มูลค่ากว่า 130 ล้านบาท ไม้ที่นิยมมาใช้เป็นหลักประกัน ไม้ยาง ไม้แดง ไม้ประดู่ป่า นำร่องแล้ว 4 จังหวัดพร้อมกระจาย 77 จังหวัด
นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การดำเนินการขับเคลื่อนการใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ โดยความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาระยะ 2 ปีตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน ข้อมูล ณ วันที่ 15 กันยายน 2563 มีผู้ขอนำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จำนวน 111,365 ต้น มูลค่ารวมกว่า 132,169,000 ล้านบาท เชื่อว่าจากนี้จะมีผู้สนใจนำไม้ยืนต้นเข้ามายื่นหลักประกันธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ธ.ก.ส. นอกจากนำร่อง 4 จังหวัดแล้วคาดว่าจะผลักดันให้มีการนำไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันให้ครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศต่อไป

การดำเนินการขับเคลื่อนใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันธุรกิจ ได้เดินหน้านำร่องไปแล้วในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี พิษณุโลก และอ่างทอง โดยมีการนำร่องมอบวงเงินจดทะเบียนไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจให้แก่เกษตรกรไปแล้วด้วย โดยไม้ที่ใช้ เช่น ไม้สัก ไม้ยางนา ซึ่งไม้ที่ร่วมโครงการไม่ใช่เพียง 58 ชนิดเท่านั้น แต่รวมไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ทั้งหมดที่สามารถนำมายื่นเป็นหลักประกันได้ นอกจากนี้ ยังจะส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไม้ค่าทางเศรษฐกิจเนื่องจากสร้างมูลค่า หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ
“ไม้ยืนต้นที่นิยมนำใช้เป็นหลักประกันธุรกิจ ได้แก่ ไม้ยาง ไม้แดง ไม้ประดู่ป่า ไม้มะหาด ไม้รกฟ้า ไม้พะยอม ไม้เสลา ไม้ยางพารา ไม้สกุลมะม่วง”
ล่าสุดกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดงาน ‘100,000 ไม้ยืนต้น หลักประกันทางธุรกิจ’ เพื่อประกาศความสำเร็จหลังสามารถผลักดันให้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ อีกทั้ง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรและประชาชนปลูกต้นไม้บนที่ดินของตนเองและชุมชน เพื่อเป็นทรัพย์สินและเป็นมรดกให้ลูกหลานในอนาคต รวมทั้งสร้างให้เกิดอาชีพใหม่ๆ มีความมั่งคงในอาชีพ รวมถึงการนำไม้มีค่าไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และนำมาเป็นหลักประกันทรัพย์สินสำหรับขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ อีกทั้งเป็นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรชุมชนร่วมกัน เพิ่มพื้นที่ป่ารักษาระบบนิเวศ สร้างสิ่งแวดล้อมให้สมดุล และลดภาวะโลกร้อน
“ปัจจุบันรัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายโดยยกเลิกไม้หวงห้ามบนที่ดินกรรมสิทธิ์ หรือ สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ทำให้การปลูก การตัดไม้เศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ง่าย ประชาชนสามารถปลูกและตัดไม้เศรษฐกิจได้เหมือนการปลูกพืชเกษตรทั่วไป ทั้งนี้ คาดว่าตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการจะสามารถปลูกพันธุ์ไม้ยืนต้นเพื่อใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ จำนวน 100 ล้านต้น”
อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนนำไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันธุรกิจ ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตรที่ ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม กรมป่าไม้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) ตัวแทนเกษตรกร และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมที่จะผลักดันต่อไปในอนาคต
