ประเทศไทยแบกหนี้พุ่ง 150% ต่อจีดีพี คนไทยแก่ก่อนรวย
TISCO ESU ชี้ประเทศไทยน่าห่วง แบกหนี้พุ่ง หลัง “หนี้สาธารณะ+หนี้ครัวเรือน” ทะยาน 150% ของจีดีพี ขณะที่รัฐบาลยังต้องกู้เงินมาพยุงเศรษฐกิจ มองคนไทยเข้าสู่ภาวะ “แก่ก่อนรวย” แนะดึงการลงทุนที่มีศักยภาพ
นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า ภาพรวมหนี้ของประเทศไทย ที่มีสัดส่วนประมาณ 150% ของอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) โดยมาจากหนี้ของสาธารณะที่คาดว่าจะอยู่ประมาณ 68% ของจีดีพี และมาจากหนี้ภาคครัวเรือน แม้ว่าภาพรวมของหนี้ภาคครัวเรือนจะปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ภาครัฐบาลยังต้องกู้เงินมาพยุงเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้ภาพรวมหนี้ยังอยู่ในระดับสูงอยู่
“ภาพของประเทศหนี้สาธารณะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่หนี้ครัวเรือนทยอยหรือว่าปรับลดลงมา แต่เมื่อรวมหนี้สองอย่างจะพบว่าหนี้ของประเทศไทยไม่ลง จะอยู่ที่ประมาณ 150% ของจีดีพี เพราะต่อให้ครัวเรือนเข้าถึงสินเชื่อได้น้อยลง สุดท้ายรัฐบาลต้องกู้มาเพื่อเอามาพยุงเศรษฐกิจ จึงทำให้หนี้ยังบวมอยู่แบบนี้”
ขณะเดียวกันเมื่อเกิดภาวะหนี้สูงขึ้นมาที่ 150% ของจีดีพี และในประเทศไทยยังเผชิญปัญหาโครงสร้างที่มีการเรียกว่า Japanification หรือภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ เงินเฟ้อเริ่มฝืดต่อเนื่อง และกำลังแรงงานลดลง คล้ายกับสถานการณ์ของญี่ปุ่นในช่วงก่อนเข้าสู่ยุค The Lost Decade หรือทศวรรษที่สูญหาย คล้ายกับประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 20 ปีก่อน
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นประชากรวัยทำงานของไทยผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและกำลังค่อย ๆ ลดลง ส่งผลให้ในอนาคตจำนวนคนทำงานในประเทศจะน้อยลงเรื่อย ๆ และต้องแบกภาษีสูงขึ้นรวมถึงสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปของไทยมาอยู่ที่ระดับ 14% เท่ากับญี่ปุ่นแล้ว โดยระยะเวลาห่างกันเพียง 28 ปี และสิ่งน่ากังวลอัตราการเกิดต่ำ ซึ่งลดต่ำกว่าระดับ 2.0 และต่ำกว่าแนวโน้มของญี่ปุ่น แต่ตัวเลขที่ดีต้องอยู่ในระดับมากกว่า 2.1% หมายความว่าประชากรเด็กเกิดใหม่ของไทยจะลดลงเร็วยิ่งกว่าญี่ปุ่นในทศวรรษต่อจากนี้
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รายได้ต่อหัว (GDP per capita) ของญี่ปุ่นสูงถึงประมาณ 37,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ของไทยในปัจจุบันอยู่ที่เพียงประมาณ 20,700 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งห่างกันเกือบครึ่ง สะท้อนชัดเจนว่าไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยที่ประชาชนและประเทศยังไม่รวย หรือเรียกว่า “แก่ก่อนรวย”
ทั้งนี้เมื่อสังคมเข้าสู่อายุ จึงทำให้ความต้องการซื้อบ้านหรือรถยนต์จึงลดลงต่อเนื่อง โดยเมื่อดีมานด์ลดลง จึงทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นได้ยากหรืออยู่ระดับต่ำ จึงเกิดวงจรทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า “Deleveraging” หรือการที่ภาคครัวเรือนซึ่งมีรายได้ไม่เติบโต ต้องนำรายได้ไปเร่งชำระคืนหนี้เก่าและลดการกู้ยืมใหม่
ส่งผลให้ไม่มีเม็ดเงินไปหมุนเวียนในการบริโภค ทำให้ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Potential Growth) ของประเทศลดลงเรื่อย ๆ อีกทั้งคนในประเทศจึงไม่รู้ว่าจะต้องไปลงทุนในด้านใด ทุกอย่างจึงเป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
ทั้งนี้ทางออกของประเทศคือ ต้องดึงการลงทุนของประเทศให้สูงขึ้น การลงทุนภาคเอกชนไม่ถึง 20% ของจีดีพี แต่สิ่งที่น่ากังวลพึ่งพานำเข้าสินค้าทุนมากขึ้น จากเดิมใช้ 11% เพื่อการลงทุนในสัดส่วน 35% ของจีดีพี แต่ในปัจจุบันใช้ 14% กับการลงทุน 20% ของจีดีพี ถือว่าเพิ่มขึ้นในสัดส่วนสูงมาก จึงแก้ปัญหานี้และไม่สามารถปล่อยให้เกิดสถานการณ์นี้ได้ต่อไป
“เมื่อพึ่งพาสินค้านำเข้ามากขึ้น มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจะต่ำ ทำให้เงินไหลออกไปสู่คนอื่น ๆ”
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการดึงลงทุนจากต่างชาติจำนวนมาก ทำให้มีการนำเข้าสินค้าสูงขึ้นตามไปด้วย จึงส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศขาดดุล โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะขาดดุลประมาณ 3% แต่เมื่อประเมินทุนสำรองของประเทศยังไม่น่ากังวล เพราะมีทุนสำรองประมาณ 10 เดือนของการนำเข้า