SCBT ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวก่อนโควิดใช้เวลา 3 ปี แนะรัฐเร่งกระตุ้นบริโภค-ลงทุน
สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ชี้ 3 ปัจจัย การบริโภค-การลงทุนรัฐและเอกชนหนุนเศรษฐกิจปี 64 ขยายตัว 2% ระบุใช้เวลา 2-3 ปีฟื้นตัวก่อนโควิด-19 จากปีนี้หดตัว -8% ประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวกลับมา 40 ล้านคนใช้เวลา 3-5 ปี จับตานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโค้งท้าย
วันที่ 15 ตุลาคม 2563 นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยมองว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ -12.2% โดยระหว่างนี้ไทยอยู่ระหว่างตั้งหลัก ซึ่งธนาคารสแตนดาร์ดฯ ได้ประเมินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้อยู่ที่ -8% ปรับจาก -5% และในปี 2564 คาดการณ์ขยายตัวอยู่ที่ 2% จากเดิมมอง 1.8%
อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ช่วยขับเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ตามคาดการณ์นั้น จะมาจาก 3 เครื่องยนต์หลัก คือ
1.การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะมีสัดส่วนน้ำหนักมากที่สุด เนื่องจากปัจจุบันไทยไม่สามารถพึ่งพาเศรษฐกิจต่างประเทศได้ โดยในไตรมาสที่ 2 จะเห็นว่าภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นและเยียวยาวงเงินค่อนข้างสูง 3-4 แสนล้านบาท แม้ว่าไตรมาสที่ 3 จะเห็นการเว้นว่างของทีมเศรษฐกิจ แต่คาดว่าช่วง 3 เดือนสุดท้ายจะมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคออกมาต่อเนื่องในเม็ดเงินที่สูงเช่นกัน
ขณะที่ 2.การลงทุนภาครัฐ ที่อาจจะต้องเร่งการขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และนำมาสู่ 3.การลงทุนภาคเอกชน
ดังนั้น หาก 3 ปัจจัยสามารถขับเคลื่อนได้การฟื้นตัวจะกลับมา โดยธนาคารยังมองว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวได้ 3-4% เทียบเท่าก่อนโควิดจะต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี
“ถึงแม้ว่าการส่งออกจะดีขึ้นหดตัวน้อยลงจากระดับ -5% เป็นแต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมจะยังไม่มั่นคง ถ้าการท่องเที่ยวยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ โดยเราประเมินว่า กว่าที่นักท่องเที่ยวกลับมาสู่ระดับ 40 ล้านคนเหมือนในอดีต อาจต้องใช้เวลา 3-5 ปี ถึงจะเห็นระดับนักท่องเที่ยวใกล้กับก่อนโควิด-19”
นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องจับตา คือ ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งว่า จะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตลาดการเงินได้มากน้อยเพียงใด หลังจากมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งใช้เวลากว่าสามเดือนกว่าจะได้ทีมใหม่ รวมถึงความเคลื่อนไหวทางการเมือง ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร บนพื้นฐานว่าเศรษฐกิจไทยยังติดลบอยู่ ซึ่งหากยืดเยื้อ หรือรุนแรงอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้ โดยประเมินว่าค่าเงินบาทน่าจะอยู่ในทิศทางแข็งค่าต่อในสิ้นปีนี้ที่ระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนการดำเนินนโยบายการเงิน เชื่อว่า ธปท.อยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์เช่นเดียวกัน ถ้าสถานการณ์ยังทรงตัวและเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% แต่ถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงในช่วงในไตรมาสนี้ โอกาสที่ ธปท. จะลดดอกเบี้ยไปที่ 0.25% ก่อนสิ้นปีได้
สำหรับปัจจัยที่นักลงทุนจับตา เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงินของธปท.ระยะถัดไป คือมีโอกาสหรือไม่ที่จะเห็นธปท.ปรับลดดอกเบี้ย รวมถึงการเลือกดำเนินนโยบายการเงินเหมือนต่างประเทศหรือไม่ เช่นการนำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE รวมถึงการออกมาตรการ yield curve control และนโยบายช่วยเหลือ SMEs เพิ่ม ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนอยากเห็นความชัดเจนและสนใจ
“โดยภาพรวมที่ยังอยู่ในลักษณะ “ติดตามสถานการณ์” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคลัง การเบิกจ่าย สถานการณ์การเมือง การเริ่มเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว การคิดค้นวัคซีนต้านโควิด เพราะฉะนั้น ยังอาจไม่มีปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดความมั่นใจได้อย่างมีนัยสำคัญ”