เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
WHA ชี้ไทยคือ Safe Zone ใช้เวที IMF-World Bank 2026 โอกาสทองดึงลงทุน
Economic WHA ชี้ไทยคือ Safe Zone ใช้เวที IMF-World Bank 2026 โอกาสทองดึงลงทุน
ราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณขายออก 67,150 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณขายออก 67,150 บาท
‘ร้านยากรุงเทพ‘ พลิกกลยุทธ์ ผุดโมเดลใหม่-มุ่งซูเปอร์แอปสุขภาพ
Business ‘ร้านยากรุงเทพ‘ พลิกกลยุทธ์ ผุดโมเดลใหม่-มุ่งซูเปอร์แอปสุขภาพ
แสนสิริ อัดโปรบ้านหรูนาราสิริ-ณริณสิริ 4 ทำเลทอง ฟรีส่วนกลางสูงสุด 20 ปี
Real Estate แสนสิริ อัดโปรบ้านหรูนาราสิริ-ณริณสิริ 4 ทำเลทอง ฟรีส่วนกลางสูงสุด 20 ปี
ธุรกิจ ‘จ.น่าน’ สะท้อนเสียง ปรับแผนไทยเที่ยวไทยพลัส
Economic ธุรกิจ ‘จ.น่าน’ สะท้อนเสียง ปรับแผนไทยเที่ยวไทยพลัส
AF ผนึก NEC ดันสินเชื่อดิจิทัลทะลุพันล้าน เล็งขยายฐานลูกค้าเพิ่ม
Finance AF ผนึก NEC ดันสินเชื่อดิจิทัลทะลุพันล้าน เล็งขยายฐานลูกค้าเพิ่ม
‘จากน้ำท่วม ถึงมดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล’
Columns ‘จากน้ำท่วม ถึงมดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล’
ภูมิใจไทย มั่นใจ-พร้อมแจงศึกซักฟอก ‘ภราดร’ ชี้อย่าพูดทำให้คนนอกเสียหาย
Politics ภูมิใจไทย มั่นใจ-พร้อมแจงศึกซักฟอก ‘ภราดร’ ชี้อย่าพูดทำให้คนนอกเสียหาย
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
หุ้นไทยเสี่ยงพักฐาน! ต่างชาติขายหนัก-เปิด Short SET50 Futures จับตาแนวรับ 1,565 จุด
Finance หุ้นไทยเสี่ยงพักฐาน! ต่างชาติขายหนัก-เปิด Short SET50 Futures จับตาแนวรับ 1,565 จุด
ดูทั้งหมด

Fake news “ยิ่งปิด ยิ่งปลอม” ชนวนจุดสังคมไทยขัดแย้ง-แบ่งขั้วรุนแรง

29 ต.ค. 2563 | 18:32น.
อาจารย์พรรษาสิริ กุหลาบ

จากสถิติการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ และพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (EDS) ทั้งหมด 324,990 เรื่อง แบ่งเป็นผ่านทวิตเตอร์ 75,076 เรื่อง,เฟซบุ๊ก 245,678 เรื่อง และผ่านเว็บบอร์ด 4,236 เรื่อง

และขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างตรวจสอบในแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ เช่น ไลน์ และเทเลแกรม ภายใต้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ที่ดำเนินการร่วมกับศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตก

“ประชาชาติธุรกิจ”มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “อาจารย์พรรษาสิริ กุหลาบ” คณะภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถึงเรื่องการสื่อสาร โดยใช้”Fake News”เป็นตัวจุดประเด็นในการทำร้ายฝ่ายตรงข้าม

ดังนั้น เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกัน”อาจารย์พรรษาสิริ”จึงให้ความรู้พื้นฐานก่อนว่า Fake News ในมุมมองของนักวิชาการปัจจุบันคือข้อมูลบิดเบือน(เป็นเท็จทั้งหมด/บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง เพื่อหวังให้เข้าใจผิด (misleading) + ผู้ผลิต/ผู้ส่งต่อมีเจตนาให้ร้ายต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ข้อมูลผิดพลาด (เป็นเท็จทั้งหมด/บิดเบือนจากข้อเท็จจริง/ชื่อเรื่องหรือพาดหัวกับเนื้อเรื่องไม่สอดคล้องกัน (false context) ข้อความกับภาพเป็นคนละบริบทกัน (false connection) + หวังให้เข้าใจผิด (misleading) + ผู้ที่ส่งต่ออาจไม่ได้มีเจตนาให้ร้ายต่อใคร ส่งต่อด้วยความหวังดีโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน) – นำเสนอในรูปแบบเหมือนเป็นข่าวหรือสารคดี ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพนิ่ง หรือคลิป

ดังนั้น คำนี้ไม่ได้หมายความถึงข้อมูลบิดเบือน/ผิดพลาดทั้งหมด แต่เฉพาะที่มาในรูปแบบเหมือนข่าว(นิยามมาจากงานวิจัยของ Wardle & Derakhshan 2017 ซึ่งมักใช้อ้างอิงในการศึกษาด้านนี้)

อาศัยช่วงชุลมุนสร้าง Fake News

จากการติดตามข้อมูลผ่านช่องทางหลากหลายผ่านการรายงานของสื่อมวลชนเป็นหลัก จะเห็นได้ว่าสถานการณ์การชุมนุมจะเกิดข้อมูลบิดเบือน และข้อมูลผิดพลาดมักเกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์กำลังชุลมุน และผู้คนต้องการข้อมูลข่าวสาร แต่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลจากช่องทางระหว่างบุคคล(อาจเพราะสัญญาณโทรศัพท์/เน็ตไม่เสถียร)สื่อมวลชนไม่สามารถรายงานสถานการณ์ปัจจุบันทั้งหมดได้ จึงรายงานเพียงบางส่วน หรือไม่ได้รายงานเลย (เนื่องจากปัญหาทางเทคนิค ปัญหาด้านกำลังคนในพื้นที่ หรือนโยบายองค์กร) เช่น ระหว่างผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนอาจเกิดการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ หรือช่วงที่มีการสลายการชุมนุม

ตัวอย่างเช่นเมื่อวันที่ 16 ต.ค. ในช่วงที่ประชาชนทยอยเดินจากแยกปทุมวันมายังจุฬาฯ หลังจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม มีการแชร์ในทวิตเตอร์ว่ามีการยิงประชาชนด้วยกระสุนยางในรั้วจุฬาฯ ซึ่งไม่มีหน่วยงานทางการออกมาให้ข้อมูลว่าจริงหรือเท็จ ต่อมาตัวแทนผู้ชุมนุมจึงพยายามสื่อสารผ่านช่องทางทั้งส่วนตัว และสื่อมวลชนว่าไม่พบการยิงกระสุนยาง จุฬาฯยังเป็นพื้นที่ปลอดภัย ขอให้ผู้ชุมนุมเข้ามาพักได้ อีกทั้งอาจมีการสร้างข้อมูลบิดเบือนเพราะคาดเดาได้ว่าจะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างมาก

ทั้งจากกลุ่มที่มีความเห็นเหมือนกัน (สนับสนุนว่ากระทำถูกต้องแล้ว) และความเห็นต่างกัน (มี engagement กับเนื้อหาเพื่อวิพากษ์วิจารณ์) เช่น กรณีแฮชแทค “#สายตาล้มสถาบัน” ที่มีการแชร์ในโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 22 ต.ค. โดยอ้างว่านำมาจากเฟซบุ๊กเพจของแกนนำผู้สนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อสื่อมวลชน และผู้ใช้เน็ตตรวจสอบจนพบว่าคนต้นเรื่อง(กลุ่มอาชีวะรักสถาบัน)แต่กลับไม่มีการกล่าวถึงในประเด็นนี้

ตามมาด้วยการสร้างเนื้อหา ส่งต่อ และการแสดงความคิดเห็นด้วยข้อมูลบิดเบือนทั้งแบบข้อความ โดยใช้ภาพเหตุการณ์จริง แต่มีตัวอักษรเขียนแปะด้วยข้อความที่เป็นเท็จ หรือจับแพะชนแกะ ใช้ภาพเหตุการณ์จริงกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น (false context)) เพื่อทำให้เกิดความ “เข้าใจผิด” เช่น กราฟิกนัดหมายการชุมนุมที่ดูเหมือนมาจากกลุ่มเยาวชนปลดแอก แต่ไม่ใช่ของจริง หรือที่บอกว่าแกนนำการชุมนุมมีการตกลงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อบอกว่าไม่จริงใจ ซึ่งจากการชุมนุมครั้งนั้นทำให้เห็นภาพของโลกโซเชียลมีเดีย หรือเว็ปไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน โดยเฉพาะในเฟสบุค และทวิตเตอร์

รัฐต้องตอบคำถามได้ทุกเรื่อง

ในแง่ของการบริหารจัดการของรัฐบาลจึงจัดแถลงข่าวในช่วงที่ผ่านมา มักเน้นไปที่ข้อมูล”บางเรื่อง”ซึ่งไม่ได้ทำให้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เช่น แถลงการณ์ของ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ระบุว่าการชุมนุมเมื่อวันศุกร์(เข้าใจว่าหมายถึงที่แยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 16 ต.ค.)มีตำรวจถูกทำร้ายด้วยคีมเหล็ก และพฤติกรรมรุนแรงอื่นๆ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้อธิบาย หรือแสดงความรับผิดชอบต่อการที่ตำรวจฉีดน้ำแรงดันสูง และน้ำผสมสารเคมีใส่ผู้ชุมนุม ขณะเดียวกัน ยังมีการถกเถียงอยู่ว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามหลักการสลายการชุมนุมหรือไม่เมื่อประเมินจากสภาพของผู้ชุมนุม

“หากสื่อรายงานแถลงการณ์ทั้งหมดแบบถอดเทปเพียงเพราะแหล่งข่าวเป็นผู้บริหารประเทศ และเป็นบุคคลสาธารณะ โดยไม่ได้นำมาตรวจสอบข้อเท็จจริงหรืออธิบายบริบท ก็จะทำให้ผู้รับสารไม่ได้รับข้อมูลที่รอบด้าน ทั้งยังเป็นการย้ำข้อมูลเพียงด้านเดียว/ครึ่งเดียว (ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลผิดพลาดแบบ false connection ได้) การรายงานแบบนี้ไม่ช่วยให้สาธารณะทำความเข้าใจกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่ซับซ้อนและต้องการการอธิบาย เช่นเดียวกับกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แถลง/ให้สัมภาษณ์/ทวีตข้อมูลบิดเบือน และข้อมูลผิดพลาดเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 หรือกล่าวหาว่ามีการโกงการเลือกตั้ง แล้วสื่อนำมาอ้างต่อโดยไม่ได้อธิบายว่านี่เป็นข้อมูลเท็จอย่างไร”

เมื่อ Fake news มีพัฒนาการขึ้นเรื่อยๆนั้น จากข่าวเท็จเป็นข่าวจริง ข่าวจริงกลับเป็นเท็จ แม้จะยังไม่มีผลการศึกษาว่า Fake news เป็นข้อกังวล สำหรับสังคมไทยในปัจจุบันหรือไม่ก็ตาม “พรรษาสิริ”จึงระบุว่า ในฐานะนักวิชาการด้านการสื่อสาร ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยในขณะนี้คือความขัดแย้งที่มีการ”แบ่งขั้ว”ความคิดอย่างรุนแรงชัดเจน เนื่องจาก มีการปักใจเชื่อความคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่แล้ว

ดังนั้น เมื่อได้รับข้อมูลที่สนับสนุนความคิดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการย้ำข้อมูลของฝั่งที่ตนสนับสนุน หรือข้อมูลที่ทำให้วิพากษ์วิจารณ์ฝั่งที่คิดไม่เหมือนกัน ก็มักจะเชื่อ และมี engagement (ไลค์,แชร์,คอมเมนต์) โดยไม่ตรวจสอบความถูกต้อง หรือเช็คกับแหล่งอื่นๆ

“พรรษาสิริ”ยังระบุถึงงานวิจัยของผู้รับสารในอินเดียของ BBC ซึ่งมีความขัดแย้งแบ่งขั้วระหว่างอุดมการณ์ฮินดูชาตินิยมกับชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวมุสลิม ประเด็นนี้คือแค่เห็นภาพ หรือข้อความที่สอดคล้องกับความเชื่อ จึงแชร์ทันทีโดยไม่มีการเช็คความถูกต้อง เนื่องจากเทคโนโลยีอย่างแอปสามารถแชร์ได้ทันที โดยที่ไม่ต้องหยุดคิดอะไรมาก

“ในช่วงการระบาดของโควิด-19 WhatsApp ซึ่งเป็นแอปแชตที่ชาวอินเดียนิยม จึงเปลี่ยนนโยบายให้คนแชร์ข้อความได้เพียงครั้งละ 1 คน เพื่อทำให้การแชร์อัตโนมัติไม่รวดเร็ว และแพร่กระจายในวงกว้างจนคนลืมคิด (แบบ broadcast หรือกดแชร์ข้อความหนึ่งให้หลายคน) รวมถึงมีป้ายแปะว่าข้อความนี้เป็นข้อความที่ส่งต่อมา (forwarded) ไม่ได้มาจากผู้ที่แชร์ให้เราโดยตรง เพื่อให้คิดก่อนว่าควรจะเชื่อหรือไม่ ทั้งนี้ วิธีการเหล่านี้ไม่ได้เข้าไปดูเนื้อหาของข้อความที่ส่ง เพราะเป็นการสื่อสารแบบเข้ารหัสที่ผู้ให้บริการไม่มีสิทธิ์เข้าไปละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ แต่ใช้กลไกทางเทคโนโลยีเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของข้อมูลที่อาจเป็นเท็จ เพื่อให้ผู้ใช้มีโอกาสไตร่ตรองมากขึ้น ไม่มือลั่นง่ายๆ”

ต้องรู้เท่าทัน-ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม Fake news ที่ว่าน่ากลัว และไปเร็วกว่าไฟลามทุ่งนั้น จะมีการตั้งรับ หรือทำความเข้าใจว่าข่าวไหนจริง ข่าวไหนปลอม “พรรษาสิริ” จึงบอกว่าสถาบันการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์หรือวารสารศาสตร์ สามารถช่วยแก้ปัญหาการแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือน ข้อมูลผิดพลาด และข่าวลวง โดยเฉพาะในสถานการณ์ความขัดแย้งขณะนี้ ด้วยการส่งเสริมการทำความเข้าใจ และฝึกฝนสมรรถนะการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และสื่อดิจิทัล (MIDL) สำหรับพลเมืองประชาธิปไตย ต้องใช้การคิดวิเคราะห์/ตั้งคำถามทั้งต่อเนื้อหาที่ได้รับมา และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงการสื่อสาร/ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ สนับสนุนความยุติธรรม แต่ไม่สนับสนุนความรุนแรงในระดับต่างๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตย

และส่งเสริมสมรรถนะเรื่อง MIDL ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจโครงสร้างความเป็นเจ้าของสื่อ และเทคโนโลยีการสื่อสาร รวมถึงนโยบาย กฎหมาย และบทบาทของรัฐและภาคส่วนอื่นๆ ในการกำกับดูแลสื่อ และช่องทางการสื่อสารด้วย เพื่อให้เห็นโครงสร้างที่กำหนดวิธีการ และธรรมชาติของสื่อ และการสื่อสาร ที่ไม่เพียงพิจารณาเนื้อหา เครื่องมือ และช่องทางการสื่อสารเท่านั้น

เพราะตอนนี้มีความขัดแย้งแบ่งขั้วจนเกิดความซับซ้อน และยาวนานต่อเนื่อง ดังนั้น จึงควรส่งเสริมสมรรถนะ MIDL ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจบริบททางการเมือง และสังคมไทย ซึ่งมีองค์ความรู้ที่เผยแพร่ออกมาจำนวนมาก ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตย ความยุติธรรม ความรุนแรง การมีส่วนร่วมทางการเมือง สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และเสรีภาพสื่อ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ต้องนำมาใช้ทำความเข้าใจความขัดแย้ง เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาที่ได้รับมา หรือจะผลิตออกไปได้

นอกจากนี้ สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือ 1) “ไม่ปิดกั้น” สิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการสื่อสาร เสรีภาพสื่อ และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ เพราะการปิดกั้นช่องทางและการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารจะยิ่งทำให้ข้อมูลบิดเบือน ข้อมูลผิดพลาด และข่าวลวงถูกผลิตและแพร่กระจายได้รวดเร็วมากขึ้น เนื่องจากไม่มีการร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยพลเมืองและสื่อมวลชน 2) ภาครัฐต้องไม่แสดงบทบาทเป็นผู้ชี้ว่าข้อมูลใดเป็นจริง-เท็จเพียงผู้เดียว (arbiter of truth) เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐ

หากรัฐต้องการให้ประชาชน (ทั้งที่สนับสนุนและวิพากษ์วิจารณ์) ไว้ใจและรักษาความชอบธรรมในการคลี่คลายความขัดแย้ง ควรเปิดช่องทางการสื่อสารและเวทีในการสื่อสาร โดยไม่ใช้อำนาจรัฐปิดกั้นการแสดงความเห็น ปฏิบัติต่อผู้วิพากษ์วิจารณ์อย่างยุติธรรม รับฟัง และนำข้อมูลจากผู้วิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายต่างๆไปแก้ไขปัญหาอย่างจริงใจ

3) หากต้องการจัดการกับการแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือน/ผิดพลาด ข่าวลวง ควรใช้กลไกปรกติของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม คือ report ข้อมูลที่คิดว่าเป็นเท็จหรือผิดกฎหมายเพื่อให้แพลตฟอร์มไปตรวจสอบตามขั้นตอนเหมือนในประเทศอื่นๆ รัฐต้องไม่ใช้อำนาจรัฐในการกดดันให้แพลตฟอร์มปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และ 4) ควรส่งเสริมให้แพลตฟอร์มและภาคส่วนอื่นๆ ทั้งเอกชน ประชาสังคม และประชาชน ในการพัฒนากลไกการตรวจสอบข้อเท็จจริง และยับยั้งการแพร่กระจายข้อมูลบิดเบือน/ผิดพลาด ข่าวลวง ทั้งในทางเทคโนโลยี และกระบวนการ fact-checking ที่ได้มาตรฐานและโปร่งใสตามหลักสากล

ไม่โฟกัสความรุนแรง-จำนวนม็อบ

นอกเหนือจากนั้น “สื่อมวลชน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรายงานข่าวทางโทรทัศน์ และองค์กรสื่อทั่วไป “พรรษาสิริ” ระบุว่าความเห็นส่วนตัวต่อการรายงานสถานการณ์มักจดจ่ออยู่กับ”เหตุความรุนแรง” แม้จะไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักและไม่ได้เป็นภาพรวมของเหตุการณ์ ฝ่ายที่ไม่สนับสนุนการประท้วง จะพยายามลดความชอบธรรมของผู้ประท้วงโดยอ้างว่าผู้ชุมนุมถูก”จ้าง”มา หรือไม่มีความซื่อสัตย์ ข้ออ้างนี้มักไม่เป็นความจริง

อีกทั้งการ”วัดจำนวน”ผู้มาชุมนุมมักเป็นสิ่งที่คลุมเครือ และมักถูกทำให้เป็นประเด็นทางการเมือง (politicized) ผู้รับสารควรสงสัยในตัวเลขที่อ้างกัน และควรตรวจสอบจากภาพถ่ายมุมสูง (aerial shot) และตรวจสอบจากหลายๆ แหล่งผู้รับสารควรระวังการใช้คำที่มีความหมายแฝง เช่น “การจลาจล (riot)” และ “การกบฏ (rebellion)” เพราะการใช้คำเหล่านี้มักสะท้อนจุดยืนทางการเมืองขององค์กรสื่อมวลชนว่าจะสนับสนุน หรือวิจารณ์การชุมนุม เนื่องจากการประท้วงมีความหลากหลายมาก

ผู้รับสารจึงควรระวังข้อสรุปของสื่อเกี่ยวกับการประท้วงที่มาจากเหตุการณ์ หรือกลุ่มคนที่มีความสุดโต่ง (extreme) การรายงานของสื่อจะต้องดูว่าผู้ประท้วงทิ้งความสกปรกเอาไว้บนท้องถนนหรือไม่ หรือว่าพวกเขาช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาด ตรงนี้เป็นวิธีการติ หรือชมแบบเนียนๆ ซึ่งความเป็นจริงคือมักจะมีทั้งสองแบบ การรายงานเกี่ยวกับการประท้วงมักเน้นเหตุการณ์เป็นช่วงๆ (episodic) และไม่ติดต่อระยะยาว ผู้รับสารควรแสวงหาข้อมูลและเรื่องราวที่อธิบายเหตุการณ์ชุมนุมในบริบททางการเมือง และประวัติศาสตร์ที่กว้างขวางขึ้น สื่อมักจะประเมินความสำเร็จ หรือล้มเหลวของการประท้วงทันที ผู้รับสารควรจำไว้ว่ากว่า”ผลสะเทือน” (impact) จากการประท้วงจะเกิดขึ้นอาจใช้เวลานานเป็นปีๆก็ได้

ตัวอย่างของ Fake News ที่เกิดขึ้น โดยที่ไม่มีการตรวจสอบก่อนการเผยแพร่ ทำให้ก่อเกิดความขัดแย้งตามมาในภายหลัง

เฟคนิวส์. เฟคนิวส์.