ไอเอ็มซีเผยเทรนด์ปี 64 หลายบริษัทหนีไม่พ้น “ให้ พนง.ทำงานจากบ้าน”
เทรนด์ปีหน้า องค์กรต้องปรับตัวอย่างน้อย 4 ด้านเรื่องไอที และหลายบริษัทไม่ควรกำหนดให้พนักงานหรือลูกค้าเดินทางไปที่สำนักงานเท่านั้น
สถาบันไอเอ็มซี (IMC) แนะธุรกิจไทยต้องปรับตัวอย่างน้อย 4 ด้านเพื่อรับมือ 9 เทรนด์เทคโนโลยีมาแรงปี 64 ย้ำองค์กรต้องปรับตัวทั้งเรื่องรูปแบบการทำงาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ปัญญาประดิษฐ์ และการเพิ่มความยืดหยุ่นให้บริการเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ยืนยันสังคมไทยหนีไม่พ้นการทำงานที่ไหนก็ได้ (remote work) หรือทำงานจากบ้าน (work from home) แม้หลายบริษัทเริ่มเรียกพนักงานเข้าสำนักงาน
แนวโน้มดิจิทัลปี 2564
“รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์” ผู้อำนวยการ สถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute) กล่าวถึงแนวโน้มดิจิทัลปี 2564 ว่า การ์ทเนอร์ (Gartner) ได้สรุปทิศทางปี 2564 โดยมองสังคมโลกที่เปลี่ยนไปและการเกิดขึ้นของโควิด-19 ทั้งหมดมีผลทำให้คนทั่วโลกต้องเปลี่ยนวิถีการทำงาน การใช้ชีวิต การเว้นระยะห่าง และอีกหลายพฤติกรรม
“การ์ทเนอร์แบ่งเทรนด์เทคโนโลยีปี 2564 ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ คนเป็นศูนย์กลาง (people centricity) กลุ่มที่ 2 คือ มีความอิสระในการทำงานและเรียนได้ทุกที่ (location independence) และกลุ่มที่ 3 คือธุรกิจต้องปรับให้คล่องตัว โดยจะต้องเอาเทคโนโลยีเข้ามารองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น (resilient delivery) ทั้ง 3 ส่วนนี้จะกลายเป็นยุคใหม่ที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตแห่งพฤติกรรม (internet of behaviors)”
โดย 3 กลุ่มดังกล่าวแบ่งออกได้เป็น 9 เทรนด์ที่จะเกิคขึ้นในปีหน้า อินเทอร์เน็ตแห่งพฤติกรรมถือเป็นแนวโน้มแรกที่การ์ทเนอร์ยกให้เป็นดาวเด่นในปีหน้า เทรนด์ที่ 2 คือการรวบรวมประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งจากลูกค้า (customer experience), พนักงาน (employee experience) และผู้ใช้ (user experience) เพื่อนำมาเปลี่ยนแปลงการทำงานให้ได้ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้น ส่วนเทรนด์ที่ 3 คือ การใช้เทคโนโลยีเพื่อประมวลผลข้อมูลได้อย่างปลอดภัย
แนวโน้มที่ 4-6 เกี่ยวข้องกับตำแหน่งสถานที่หรือโลเคชัน ได้แก่ เทคโนโลยีคลาวด์แบบกระจาย การปรับรูปแบบของธุรกิจ ที่จะให้บริการลูกค้าจากที่ใดก็ได้ รวมถึงให้พนักงานทำงานจากที่ใดก็ได้ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล
และแนวโน้มที่ 7-9 โฟกัสที่การปรับตัวของธุรกิจ ได้แก่ การปรับให้บริษัทมีสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เร็ว การใช้วิศวกรรมระบบแบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหากมีช่องทางทำระบบออโตเมชันได้ ธุรกิจก็ควรทำให้กระบวนการทำงานต่าง ๆ เป็นระบบอัตโนมัติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
องค์กรต้องปรับตัว 4 ด้าน
“รศ.ดร.ธนชาติ” อธิบายต่อว่า เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้ง 9 เทรนด์นี้ องค์กต่าง ๆ ต้องทำ 4 ด้าน ได้แก่ หนึ่ง การปรับกลยุทธ์ด้านการวางแผนสถาปัตยกรรมไอที จากการรวมศูนย์ให้เป็นการกระจาย อาจจะปรับให้ข้อมูลถูกเก็บไว้หลายที่ ทั้งพับลิกคลาวด์หรือที่ใดก็ได้ แต่ต้องทำให้บริการสร้างได้เร็ว ขณะเดียวกันก็ต้องกระจายเรื่องความปลอดภัย จากที่กระจุกแต่ในบางส่วนขององค์กร ก็จะต้องกระจายให้ครอบคลุมทั่วทุกส่วน
สอง ปรับตัวเรื่องไอที โดยเฉพาะการทำบิ๊กดาต้า (big data) ต้องเก็บข้อมูลให้มากที่สุด ทั้งในส่วนของระบบ CRM และช่องทางโซเชียล และต้องให้สอดคล้องกับกฏหมาย สาม ปรับให้มีการออกแบบแอปพลิเคชัน หรือบริการให้ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา
“4 ด้านนี้จะสอดคล้องกับหลักสูตรที่สถาบันไอเอ็มซีเตรียมไว้ปีหน้า จะประกอบด้วยหลักสูตรผู้บริหาร การวางแผน AI และเทคโนโลยีใหม่รวมถึงบล็อกเชน จะมีการให้ข้อมูลเชิงลึกที่ธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ได้”
ภาวะที่มีสถานการณ์โควิด-19 ยิ่งเห็นได้ชัดว่าองค์กรที่ไม่ได้เตรียมการล่วงหน้า จะไม่สามารถทำงานได้ต่อเนื่อง แม้ว่าหลายองค์กรจะให้พนักงานให้กลับไปทำงานที่ออฟฟิศแล้ว แต่ก็ไม่ควรกำหนดให้พนักงานหรือลูกค้าเดินทางไปศูนย์บริการเท่านั้น เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มคุ้นเคยกับการรับบริการจากที่ไหนก็ได้บนระบบดิจิทัล และสิ่งสำคัญที่ต้องทำคู่ขนานไปกับการปรับตัว 4 ด้านคือ การพัฒนาบุคลากร
ตำแหน่งงานใหม่ในอนาคต
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทาง World Economic Forum (WEF) ได้เผยแพร่รายงานเรื่อง The Future of Jobs 2020 ผลการสำรวจที่มีข้อมูลน่าสนใจลายด้าน โดยเฉพาะด้านทักษะการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการเกิดวิกฤติโควิด-19 ซึ่งทาง WEF ระบุว่า การล็อกดาวน์และเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้นทั่วโลกจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “double disruption” คือทำให้มีความต้องการตำแหน่งงานใหม่ ๆ “รศ.ดร.ธนชาติ” กล่าว
ตำแหน่งงานส่วนใหญ่ตอนนี้ต้องการที่มีทักษะทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Data Analysis and Scientist, AI and Machine Learning Specialists, Big Data Specialists นอกจากนี้ยังมีงานใหม่ ๆ อีกหลายด้าน ดังเช่น Customer Success Specialist, Digital Marketing and Strategy Specialist และ Digital Transformation Specialists
จากการสำรวจพบว่า ครึ่งหนึ่งของพนักงานที่มีอยู่จำเป็นต้องการปรับทักษะใหม่ (re-skill) และคนที่ยังอยู่ในตำแหน่งเดิม 40% ต้องเพิ่มทักษะ (up-skill) ของตัวเอง เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของการทำงานในรูปแบบใหม่
ปรับหลักสูตรเทรนนิ่ง
“รศ.ดร.ธนชาติ” กล่าวว่า ปีนี้สถาบันไอเอ็มซีได้ปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์และ WEF จึงเน้นหลักสูตรด้านบิ๊กดาต้า, ปัญญาประดิษฐ์, และวิทยาศาสตร์ข้อมูลมากกว่าทุกปี รวมถึงการวางสถาปัตยกรรมแบบกระจาย การทำไมโครเซอร์วิส ทั้งหมดออกแบบเพื่อให้องค์กรสร้างคนสำหรับการพัฒนาไปสู่อนาคต
“ความท้าทายที่สำคัญที่สุดในปี 2564 ยังคงอยู่ที่ผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ในเรื่องวิสัยทัศน์ที่ควรมี คือต้องมองว่าเทคโนโลยีเป็นตัวหลักของธุรกิจ แล้วเอามาเป็นตัวขับเคลื่อน ใช้เป็นกลยุทธ์นำหน้า เพื่อเปลี่ยนรูปแบบวิธีการทำงานให้ยืดหยุ่นว่าเดิม”