จบศึกเลือกตั้งสหรัฐ เงินบาท “แข็งค่า” ขึ้นแล้ว 3.7%
“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” เชื่อเฟดยังไม่ผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมปีนี้ ส่งสัญญาณไตรมาสแรกปี 2564 ออกมาตรการเพิ่มเติม กดดันค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 0.00-0.25% ตามเดิม และน่าจะไม่มีการประกาศใช้เครื่องมือผ่อนคลายทางการเงินอื่น ๆ เพิ่มเติมในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 15-16 ธันวาคมนี้
อย่างไรก็ดี จุดจับตาในการประชุมเฟดรอบนี้น่าจะอยู่ที่ 2 เรื่อง คือ รายละเอียดของแนวทางสำหรับโครงการซื้อสินทรัพย์และตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เฟดอาจจะปรับเพิ่มตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจในปี 2565-2566 ขึ้นเล็กน้อย
แต่สำหรับปี 2564 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เฟดจะยังคงมีความระมัดระวังในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐฯ ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นจะเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
ซึ่งทำให้ประเมินว่า เฟดจะยังคงส่งสัญญาณพร้อมผ่อนคลายมาตรการทางการเงินเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงต้นปี 2564 ซึ่งภาพดังกล่าวจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินดอลลาร์ฯ มีแนวโน้มอ่อนค่า และกดดันให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเพิ่มเติมได้ในช่วงหลังจากนี้
ทั้งนี้ หากนับเฉพาะในช่วงประมาณกว่า 1 เดือนหลังการเลือกตั้งสหรัฐฯ สิ้นสุดลง (3 พ.ย.-9 ธ.ค. 2563) จะพบว่า เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้วประมาณ 3.7% และกำลังเข้าทดทดสอบแนว 30.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ วันที่ 9 ธ.ค. 2563 ท่ามกลางสัญญาณเงินทุนไหลเข้า โดยนักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยรวมกันประมาณ 6.38 หมื่นล้านบาท (ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตร 4.61 หมื่นล้านบาท และ 1.77 หมื่นล้านบาทตามลำดับ)
ซึ่งอัตราการแข็งค่าของเงินบาทดังกล่าวเป็นอันดับ 3 หากเปรียบเทียบกับสกุลเงินอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยเป็นรองจากเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียที่แข็งค่าแล้ว 4.0% และเงินวอนของเกาหลีใต้ที่แข็งค่าขึ้นมาแล้วถึง 4.6%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มีความเป็นไปได้ที่จะยังคงเห็นเฟดส่งสัญญาณพร้อมผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมภายในไตรมาส 1/2564 เนื่องจากความเสี่ยงจากโควิด-19 กำลังเลวร้ายลงจนทำให้หลายรัฐต้องมีการประกาศมาตรการควบคุมสถานการณ์ และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงต้องรอแรงกระตุ้นจากมาตรการฝั่งการคลังที่คงจะเริ่มมีผลจริงต่อเศรษฐกิจภายหลังจากการเข้ารับตำแหน่งของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของนายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ดังนั้น สำหรับผลต่อไทยที่ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด น่าจะอยู่ที่แรงกดดันต่อค่าเงินบาท ซึ่งมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเพิ่มเติมในปีหน้า โดยคาดว่า เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าไปที่ระดับ 29.00-29.25 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงปลายปี 2564 ท่ามกลางแรงหนุนจากปัจจัยที่อ่อนแอของเงินดอลลาร์ฯ โดยเฉพาะแนวโน้มการดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของเฟดเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นและประคองเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจากปัจจัยพื้นฐานของไทยที่เกิดจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและความเป็นไปได้ที่จะมีกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดการเงินในเอเชียและไทยต่อเนื่อง