ปั้น OTOP ไทย 2 แสนล้าน ของขวัญปีใหม่ “กรมการพัฒนาชุมชน”
กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ในฐานะหน่วยงานสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีภารกิจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ที่ผ่านมากรมการพัฒนาชุมชน มุ่งเน้นการส่งเสริมต่อยอดสินค้า “หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือ OTOP”เติบโตต่อเนื่อง แม้ในยุคโควิด-19 ที่มรสุมเศรษฐกิจรุมกระหน่ำกำลังซื้อแต่สินค้า OTOP ยังทำสถิติสร้างรายได้สู่ท้องถิ่นชุมชนได้ มูลค่านับแสนล้านบาท
“สุทธิพงษ์ จุลเจริญ” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงนโยบายและกระบวนการทำงานโครงการต่าง ๆ ในปี 2563 พร้อมเป้าหมาย ปี 2564
หนุนชุมชนฝ่าวิกฤตโควิดปี’63
“ในปี 2563 เป็นปีที่ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนภาคภูมิใจ ในช่วงเกิดวิกฤตโควิด-19 เศรษฐกิจชะลอตัว สินค้าต่าง ๆ จากชุมชนไม่สามารถหาตลาดได้ กรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งมีกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และมีพี่น้องผู้ประกอบการสินค้า OTOP กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ได้จับมือกันผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีรัฐบาลเป็นผู้มอบเงินสนับสนุน ให้ฝึกอบรมพี่น้องประชาชนทำหน้ากากผ้า เพื่อป้องกันโอกาสการติดเชื้อโควิด-19 เป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในช่วงขาดแคลนหน้ากาก จนสามารถบรรเทาความเดือดร้อนลงได้”
นอกจากนี้ กรมฯยังได้รณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกผักสวนครัวกว่า 12 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ และได้รับพระกรุณาจากสมเด็จพระสังฆราชสนับสนุนโครงการ ด้วยการมอบเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวให้กับเจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ พร้อมเปิดพื้นที่วัดให้ญาติโยมได้ปลูกผักทำกิน เช่น วัดพระพุทธฉาย จ.สระบุรี วัดกวิศรารามราชวรวิหาร จ.ลพบุรี ซึ่งช่วยลดรายจ่ายของครัวเรือนได้หลายแสนล้านต่อปี และเป็นการปลูกผักไม่ใช้สารเคมี โครงการนี้ทำต่อเนื่องมา 1 ปีแล้ว มีต้นแบบจากโครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” โครงการในพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทำให้คนรู้จักกรมการพัฒนาชุมชนมากขึ้น
หนุนต้นแบบ ศก.พอเพียง ร.9
ถัดจากโครงการข้างต้น กรมฯ ยังน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ในการพัฒนาคนพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโต โดยใช้ชื่อว่าโครงการตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”
“ปีงบประมาณ 2563 มีงบประมาณจากเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 กพช.ได้ใช้โครงการโคก หนอง นา โมเดล ขออนุมัติจากรัฐบาลมาทำโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ บริหารจัดการพัฒนาคนให้พึ่งพาตัวเองโดยไม่ต้องเป็นหนี้ และได้รับความเห็นชอบอนุมัติงบประมาณ 4,700 ล้านบาทให้กับ 25,000 กว่าครัวเรือนใน 337 ตำบล 73 จังหวัด”
“สุทธิพงษ์” บอกว่า หลักการสำคัญคือสร้างคนให้มีความรู้ มีความเข้าใจ ลงมือทำได้จริงตามหลักทฤษฎีใหม่ ตามขั้นตอนเศรษฐกิจพอเพียง 9 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่พอกิน พออยู่ พอใช้ พอร่มเย็น เพื่อให้เลี้ยงตัวเองได้ ไปถึงการทำบุญ ทำทาน สู่การแปรรูปผลผลิต เก็บรักษาอาหารการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อช่วยกันขายสินค้า ให้ทำมาหากินในพื้นที่ต้นแบบได้
โครงการนี้สามารถจ้างงานคนเพื่อเป็นต้นแบบโครงการหรือนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบได้ 10,000 คน สัญญาจ้าง 1 ปี ด้วยเงินเดือน 9,000 บาท/เดือน รวมงบฯทั้งสิ้น 993 ล้านบาท ระยะเวลาตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2563 -1 ธันวาคม 2564 แบ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบระดับครัวเรือน ชื่อย่อคือ HLM (household lab model for quality of life) ให้พื้นที่ 1-3 ไร่ และพื้นที่ต้นแบบระดับตำบล CLM (community lab model for quality of life) ให้พื้นที่ 10-15 ไร่
ตั้งเป้า 2 แสน ล. OTOP ปี’64
อีกหนึ่งผลงานน่าภาคภูมิใจ “สุทธิพงษ์” บอกว่า คือ ยอดขายสินค้าโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP ซึ่งปี 2563 ถือว่าเป็น the best เพราะได้จับมือกับสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ รณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยสวมใส่ผ้าไทย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดลงนามบันทึกข้อตกลงเสนอเรื่องเข้า ครม.ให้คนไทยสวมใส่ผ้าไทยโดยเฉพาะราชการ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน ทำให้ยอดขายผ้าไทยสูงขึ้นมาก แม้อยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ยอดขายยังไม่ตก
ทั้งนี้ มูลค่าการจำหน่ายผ้าสูงเพิ่มขึ้น รวมแล้วมียอดรวมนับแสนล้าน ทำให้การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจฐานรากที่ผ่านกลุ่ม OTOP เพิ่มขึ้น ซึ่งผ้าไทยมีอยู่หลายราคาตั้งแต่หลัก 100-100,000 บาท ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้หลากหลาย และเราได้จ้างนักการตลาดรุ่นใหม่จากทุกจังหวัด จังหวัดละ 3-5 คน ให้เปิดตลาดสินค้าออนไลน์ และช่วยเหลือพี่น้อง OTOP ให้มีความรู้และสามารถขายออนไลน์ได้
ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนเป็นผู้ประกอบการ OTOP 90,289 รายมีผลิตภัณฑ์ OTOP 198,988 ผลิตภัณฑ์ ในระดับ 3-5 ดาว จำนวน 17,011 ผลิตภัณฑ์
“ในปี 2564 เราจะพยายามทำยอดขายสินค้าให้มากกว่า 2 แสนล้านบาท ตัวเลขนี้ไม่รวมโครงการที่สามารถลดรายจ่ายให้กับชุมชน ฉะนั้นในภาพรวมทั้งหมดมั่นใจว่าเกิน 2 แสนล้านบาทแน่ ซึ่งได้บอกกับพัฒนาการจังหวัดทุกคน ผู้บริหารกรมทุกคน ว่าปีหน้าเราต้องทำงานให้หนักเป็นของขวัญปีใหม่ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีของกรมด้วย โดยจะใช้รางวัลเลิศรัฐ ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นเป้าหมายเพื่อวัดความสำเร็จของการทำงาน”
“โคก หนอง นา โมเดล” นำธงปี’64
ด้านนโยบายปี 2564 จะเป็นปีแห่งการเสริมสร้างพลังและยกระดับของกรมการพัฒนาชุมชน เพิ่มขีดความสามารถของชุมชน เพื่อให้คนยังชีพอยู่ได้ มีงานทำ มีรายได้ ทำเศรษฐกิจชุมชนให้ฟื้นตัว และพัฒนาต่อยอดสู่อนาคตได้อย่างสมดุล ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ 1.พัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน (human capital) ขจัดปัญหาความยากจน สร้างความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”
2.เพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก (local economy) พัฒนาศักยภาพกลุ่มอาชีพ OTOP ส่งสริมการเข้าถึงแหล่งทุนชุมชนและช่องทางการตลาดให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ในระดับพื้นที่และชุมชน เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งอย่างสมดุล ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยกลไกประชารัฐ 3.เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (future growth) ของผู้ประกอบการ OTOP ที่มีศักยภาพ และความพร้อมในการส่งเสริมช่องทางการตลาดที่หลากหลาย เช่น OTOP trader, digital marketing ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ “ปรับตัว เปลี่ยนแปลง เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน”
4.สร้างพลังชุมชน (community empowerment) บริหารจัดการข้อมูลเพื่อการพัฒนาชุมชน พัฒนาผู้นำ กลุ่ม/องค์กร เครือข่าย ให้เป็นแกนหลักในการพัฒนาชุมชน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาในทุกระดับ เพื่อให้ชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการตนเองได้ 5.พัฒนาปัจจัยที่เอื้อในการขับเคลื่อนงาน (enabling factors) สร้างอุดมการณ์นักพัฒนา ส่งเสริมธรรมาภิบาลองค์กร บูรณาการการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและภาคีการพัฒนา สร้างองค์ความรู้ และคลังข้อมูลการพัฒนาชุมชน (CDD big data)
“คนในกรมต้องมีใจในการทำงาน รักในเกียรติการเป็นข้าราชการที่สนองเบื้องพระยุคลบาท ทำงานเป็นทีมเวิร์กและให้คำแนะนำเสมือนญาติพี่น้อง เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน และบูรณาการงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนมีความสุขและสร้างเศรษฐกิจฐานรากมั่นคงให้ชุมชนพึ่งตนเองได้”
อธิบดีกล่าวทิ้งท้ายว่า กรมการพัฒนาชุมชนจะเร่งพัฒนาคุณภาพของงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุดอย่างไม่หยุดนิ่ง ถือว่าเป็นของขวัญที่ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน และน่าจะเป็นของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดด้วย