นายกฯสั่งรับมือฝนถล่มซ้ำ เฝ้าระวังเขื่อนระบายน้ำเพิ่ม
“นายกฯ อนุทิน” นั่งหัวโต๊ะถกแผนรับมือน้ำท่วม จับตาฝนมาอีกระลอก สั่งเตรียมความพร้อมทุกระบบ ปภ.ระบุฝนแช่ที่ผ่านมาท่วม 31 จว. กรุงเทพฯ สาหัสสุด เดือดร้อนกว่า 3.5 ล้านคน กรมชลฯ เผยหลายเขื่อนลุ่มน้ำเจ้าพระยายังมีพื้นที่รับน้ำได้อีก ยกเว้นบางเขื่อนที่เกินความจุแล้ว เตือน 11 จว.เกาะติดหลังเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มระบายน้ำ
ความคืบหน้าสถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศ ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวระหว่างการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ว่า จากการประเมินของกรมอุตุนิยมวิทยาในช่วงวันที่ 4-5 ตุลาคม มีความเสี่ยงที่จะเกิดพายุฝนเป็นจำนวนมากครอบคลุมหลายพื้นที่ของประเทศ

ดังนั้นการจัดเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านบุคลากร เครื่องมือ อุปกรณ์ อาหารของยังชีพชีพต่างๆ รวมไปถึงแผนการจัดตั้งศูนย์พักพิง เตรียมเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ สำหรับพี่น้องประชาชน การจัดตั้งแผนเผชิญเหตุขอให้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สั่งผู้ว่าฯ รับมือฝนถล่มใต้
นายอนุทิน กล่าวอีกว่าตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม ฝนจะก่อตัวมากขึ้นและหนักในพื้นที่ภาคใต้ จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหาร ยารักษาโรค ศูนย์พักพิง ที่เน้นย้ำต้องไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอก แต่เป็นที่ที่เราขอความร่วมมือให้ประชาชนย้ายออกมาอาศัยเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตนได้สั่งการให้ผู้ว่าฯทุกจังหวัดใส่ใจเรื่องศูนย์พักพิงให้มีมาตรฐานที่ประชาชนนอนได้ อาหารการกิน เครื่องนุ่งหุ่มเครื่องนอนพร้อม ที่สำคัญที่สุดเรื่องห้องน้ำต้องสะอาด
ปภ.เผย 31 จว.โดนอ่วม
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ระยะนี้ ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือ มาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 31 จังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,245,581 ครัวเรือน 3,535,206 คน
ภาพรวมเขื่อนยังรับน้ำได้อีก
รายงานข่าวจากกรมชลประทาน ระบุว่า ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2569 สถานการณ์น้ำในเขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำรวม 18,298 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 74% ของความจุอ่างรวม มีน้ำใช้การได้ 11,591 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 64% และยังสามารถรับน้ำได้อีก 6,575 ล้านลูกบาศก์เมตร
แยกเป็นเขื่อนภูมิพล มีน้ำ 8,974 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 67% ของความจุ มีน้ำใช้การได้ 5,174 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 54% ยังรับน้ำได้อีก 4,488 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีน้ำไหลเข้า 69.31 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน, เขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำ 7,657 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 81% มีน้ำใช้การได้ 4,807 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 72% ยังรับน้ำได้อีก 1,853 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำไหลเข้า 17.10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และระบาย 7.01 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
กังวลป่าสักฯเกินความจุ 110%
ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำสูงสุดเมื่อเทียบกับความจุ อยู่ที่ 962 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 110% มีน้ำใช้การได้ 947 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 111% และไม่มีพื้นที่รับน้ำเพิ่มเติม โดยมีน้ำไหลเข้า 40.75 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่การระบายเพิ่มเป็น 34.57 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีน้ำ 706 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 75% มีน้ำใช้การได้ 663 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 74% และยังรับน้ำได้อีก 234 ล้านลูกบาศก์เมตร
กรมชลฯเตือน 11 จว.เกาะติด
สำหรับเขื่อนเจ้าพระยา ปัจจุบันระบายน้ำประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยกรมชลประทานบริหารน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและตะวันตกรวม 605 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แบ่งเป็นฝั่งตะวันออก 257 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และฝั่งตะวันตก 348 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมแจ้งเตือน 11 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ด้านลุ่มน้ำป่าสัก น้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไหลผ่านเขื่อนพระราม 6 ประมาณ 546 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยพื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ต้องเฝ้าระวังระดับน้ำที่อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 1.00-1.50 เมตร
ทั้งนี้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักเมื่อไหลมาบรรจบกันบริเวณสถานี C.29B อ.สามโคก จ.ปทุมธานี มีปริมาณเฉลี่ย 2,113 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งกรมชลประทานระบุว่า ยังอยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพมหานคร พร้อมเร่งใช้ระบบสูบน้ำและประตูระบายน้ำในพื้นที่ กทม.-ปริมณฑล ระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยต่อเนื่อง
เขื่อนเจ้าพระยาระบาย 2,500 ลบ.ม.
ขณะเดียวกัน ที่สถานี C.2 จ.นครสวรรค์ อาจไหลผ่านสูงสุดราว 3,010 ลบ.ม./วินาที ทำให้ต้องระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่ 2,200-2,500 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ระดับน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 0.40-0.70 เมตร
สำหรับพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประชาชนและผู้ประกอบกิจการริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย
10 วันข้างหน้าไม่มีแนวโน้มฝน
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ รายงนาสถานการณ์ฝนและน้ำเหนือ(2 ต.ค.69) คาดการณ์ปริมาณฝนในช่วง 10 วันข้างหน้า ยังไม่มีแนวโน้มฝนตกหนักในพื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ขณะที่การเกิดพายุจรที่มีความเสี่ยงต่ำที่จะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย
น้ำเหนือผ่านจุดพีก มวลน้ำปิง (อ.บรรพตพิสัย) ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำหลาก จ.นครสวรรค์ ผ่านยอดสูงสุดแล้วที่ประมาณ 2,610 ลบ.ม./วินาที ซึ่งปริมาณสะสมต่ำกว่าปี 2554 คิดเป็นเพียง 57% ส่วนฝั่งตะวันออก กทม. เร่งระบายน้ำปลายคลองด่านลงทะเลต่อเนื่อง
สำหรับพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวังจากเขื่อนเจ้าพระยาคงการระบายที่ 2,500 ลบ.ม./วินาที โดยมีพื้นที่เหนือเขื่อน ได้แก่ ชัยนาท, อุทัยธานี (นอกคันกั้นน้ำ) ส่วนพื้นที่ใต้เขื่อน ได้แก่ อ.สรรพยา, สิงห์บุรี, อ่างทอง, อยุธยา (แนวคันคลองมหาราช และคันถนนดำ) รวมถึงพื้นที่แม่น้ำสายรอง ชุมชนริมแม่น้ำน้อย และแม่น้ำท่าจีน สุพรรณบุรี, นครปฐม
ทั้งนี้ ถ้าหากปริมาณน้ำหลากที่ จ.นครสวรรค์ เกิน 3,000 ลบ.ม./วินาที จะเป็นสัญญาณเตือนว่าระดับความรุนแรงของความเสี่ยงกำลังจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ขั้นวิกฤต หรือเริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่างอย่างมีนัยสำคัญ
อ่าง-เขื่อนหลายแห่งเกิน100%
กรมชลประทาน รายงานปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ปริมาณน้ำเก็บกักใกล้เกิน 100% โดยภาคเหนือ เขื่อนกิ่วลมมีน้ำ 92% และเขื่อนกิ่วคอหมา 96% ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเขื่อนลำพระเพลิง 82% ที่ภาคกลาง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 110%
ภาคตะวันออก เขื่อนขุนด่านปราการชลมีน้ำ 96% คลองสียัด 92% หนองปลาไหล 96% ประแสร์ 102% และนฤบดินทรจินดา 95% ส่วนภาคใต้ เขื่อนแก่งกระจานมีน้ำ 102% และปราณบุรี 82%