จับเทรนด์ ‘หุ้น-ทอง-ตราสารหนี้’ ลงทุนโค้งท้ายปี-ฝ่ามรสุมบอนด์ยีลด์พุ่ง
ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปี 2569 (YTD) ถึงปิดตลาดวันที่ 1 ต.ค. 2569 SET Index อยู่ที่ 1,563.91 จุด เพิ่มขึ้นประมาณ 24.15% จากระดับ 1,259.67 จุด ณ สิ้นปี 2568 ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ประมาณ 69,569.81 ล้านบาทต่อวัน
เมื่อพิจารณาการซื้อขายแยกตามประเภทนักลงทุน YTD พบว่า นักลงทุนทั่วไปในประเทศเป็นกลุ่มที่ซื้อสุทธิสูงสุด 58,807.49 ล้านบาท รองลงมาคือ นักลงทุนต่างชาติที่ยังคงมีสถานะซื้อสุทธิสะสม 21,547.42 ล้านบาท ด้านบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิสะสมประมาณ 6,042.35 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันในประเทศเป็นกลุ่มที่ขายสุทธิสูงสุดประมาณ 86,397.26 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ช่วงปลายเดือน ก.ย. 2569 ต่อเนื่องถึงต้นเดือน ต.ค. 2569 มีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติค่อนข้างมาก โดยเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) เทขายหุ้นไทยอย่างหนักตลอด 8 วันทำการรวมกว่า 34,162 ล้านบาท
ขณะที่ข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) พบว่า เดือน ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิบอนด์ไทย 22,003 ล้านบาท ทำให้ยอดสะสมจากต้นปี (YTD) ต่างชาติขายสุทธิบอนด์ไทย 9,426 ล้านบาท
โฟลว์เสี่ยงไหลออก-ชูเลือกหุ้น
โดย “สุทธิชัย คุ้มวรชัย” Head of Investment Strategy & Research บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) ประเมินทิศทางการลงทุนในไตรมาส 4/2569 ว่า ตลาดการเงินยังเผชิญความผันผวนจากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ทิศทางดอกเบี้ย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้กลยุทธ์การลงทุนในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีต้องให้น้ำหนักกับการเลือกสินทรัพย์และจังหวะลงทุนมากขึ้น
สำหรับตลาดหุ้นไทย หลังดัชนีปรับตัวขึ้นประมาณ 25% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ก่อนเริ่มพักฐานในไตรมาส 3 แต่ก็ลดลงเพียง 0.4% ขณะที่ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยยังดีกว่าตลาดหุ้นโลกประมาณ 2% และดีกว่าตลาดหุ้นเอเชียประมาณ 3% ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากภายในประเทศ ทั้งการอนุมัติงบประมาณภาครัฐ การส่งออกที่ขยายตัว และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่งกว่าคาด ส่งผลให้มีการปรับประมาณการกำไรขึ้นต่อเนื่อง
ทั้งนี้ เงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) กลับมาเป็นแรงหนุน โดยในไตรมาส 3 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยประมาณ 861 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไทยเป็น 1 ใน 2 ตลาดอาเซียนที่มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิ สวนทางกับหลายประเทศในภูมิภาคที่เผชิญแรงขาย
อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 4 ทิศทางฟันด์โฟลว์อาจไม่ได้ไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่พร้อมกันทุกแห่ง แต่จะมีลักษณะเลือกลงทุนเป็นรายประเทศและรายสินทรัพย์มากขึ้น โดยตลาดที่มีปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มกำไรแข็งแกร่งจะมีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินได้มากกว่า
“ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางเงินลงทุนทั่วโลกที่เริ่มกระจายตัว แม้ตลาดหุ้นสหรัฐ และหุ้นเทคโนโลยียังคงได้รับแรงหนุนจากกระแส AI แต่เริ่มเห็นเงินลงทุนหมุนไปสู่หุ้นขนาดใหญ่ และกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น ขณะเดียวกันตลาดเกิดใหม่นอกจีน (Emerging Markets ex-China) เริ่มได้รับเงินทุนไหลกลับเช่นกัน”
“สุทธิชัย” กล่าวว่า ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยคาดว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 22% ประกอบกับเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่งกว่าคาด จึงปรับเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ปี 2569 ขึ้นจาก 1,600 จุด เป็น 1,700 จุด
“กลยุทธ์ไตรมาส 4 เน้น ‘เลือกหุ้น’ มากกว่าการไล่ซื้อทั้งตลาด โดยหากดัชนีต่ำกว่า 1,550 จุด เป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับทยอยลงทุน เน้นบริษัทฐานะการเงินแข็งแกร่ง แนวโน้มกำไรชัดเจน ราคาหุ้นไม่แพงเกินไป พึ่งพาปัจจัยภายในประเทศ และได้รับผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยสูงจำกัด อย่าง AMATA, CENTEL, CRC, KTB และ PR9”
ลงทุน “บอนด์” เน้นอายุ 3-5 ปี
ด้านตลาดตราสารหนี้ “สุทธิชัย” ประเมินว่า Bond Yield ทั่วโลกยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง และมีโอกาสปรับขึ้น เนื่องจากเงินเฟ้อลดลงได้ยาก ขณะที่ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน
สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น และอาจส่งผลให้ธนาคารกลางประเทศอื่นดำเนินนโยบายในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หากเฟดกลับมาขึ้นดอกเบี้ยน่าจะเป็นการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การเร่งขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงเหมือนปี 2565
ภายใต้สภาวะดังกล่าวตลาดตราสารหนี้ยังมีโอกาสลงทุน โดยแนะนำให้เน้นตราสารหนี้อายุสั้นถึงปานกลางประมาณ 3-5 ปี เพราะสามารถรับผลตอบแทนจากการถือครอง (Carry Yield) ที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ พร้อมลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ระยะยาว
นอกจากนี้ ยังให้น้ำหนักกับตราสารหนี้ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน โดยมองว่าแม้ Bond Yield สูงจะกดดันราคาพันธบัตรเดิม แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้ตราสารหนี้ที่ออกใหม่ หรือการนำเงินกลับไปลงทุนใหม่ มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงขึ้น
ระยะยาว “ทอง” ยังน่าลงทุน
ส่วนการลงทุนทองคำ “สุทธิชัย” กล่าวว่า ยังคงมุมมองเชิงบวกในระยะกลางถึงระยะยาว แม้ระยะสั้นมีโอกาสพักฐาน หลังราคาฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากจุดต่ำสุดในช่วงกลางปี โดยประเมินเป้าหมายราคาทองคำในอีก 12 เดือนข้างหน้าที่ 5,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากความต้องการกระจายความเสี่ยงของนักลงทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลต่อสถานะการคลังของประเทศต่าง ๆ รวมถึงเงินลงทุนที่กลับเข้าสู่กองทุน ETF ทองคำมากขึ้น
“ในระยะยาวทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการกระจายทุนสำรองของธนาคารกลางทั่วโลก ระดับหนี้สาธารณะและการขาดดุลการคลังที่สูง รวมถึงความกังวลต่อมูลค่าที่แท้จริงของเงินตรา ทำให้บทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงยังไม่เปลี่ยนแปลง”