Bond Yield โลกพุ่ง กดหุ้น-โฟล์วไหลออก แนะถือเงินสด 30-40
บล.เอเซีย พลัส ชี้ Bond Yield ทั่วโลกเร่งตัว กดมูลค่าตลาดหุ้นและลดความน่าสนใจสินทรัพย์เสี่ยง หลังส่วนต่างผลตอบแทนหุ้นเทียบพันธบัตรไทยลดเหลือ 3.7% ขณะที่ดอลลาร์แข็งกดเงินบาทอ่อน มองกลุ่ม รพ.-ท่องเที่ยว-ส่งออกได้อานิสงส์ แนะเพิ่มเงินสดเป็น 30-40% ของพอร์ต
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) ระบุว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า ส่งผลให้สกุลเงินหลายประเทศอ่อนค่าลง ขณะที่ตลาดหุ้นถูกกดดันด้านมูลค่าและมีความน่าสนใจลดลงเมื่อเทียบกับการลงทุนในพันธบัตร
ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา Bond Yield อายุ 10 ปีทั่วโลกปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วราว 0.20-1.50% จากแรงกดดันทั้งวิกฤตพลังงาน เงินเฟ้อ ความเสี่ยงด้านการคลัง และแรงขายพันธบัตรทั่วโลก ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. 2569 และตลาดยังมองว่ามีโอกาสปรับขึ้นต่ออีก 0.25% ในการประชุมที่เหลือของปี ภาวะดังกล่าวหนุนดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และกดดันสกุลเงินหลักหลายประเทศให้อ่อนค่าประมาณ 1-2.5% นับจากการประชุมเฟดเดือน ก.ย.จนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ หากอ้างอิงข้อมูลในอดีต ช่วงที่ดอกเบี้ยเฟดอยู่ระดับ 4.5% เงินบาทเคยเคลื่อนไหวบริเวณ 35-37 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งหากเกิดภาพดังกล่าวอีกครั้ง จะเท่ากับเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าจากระดับปัจจุบันอีกราว 4-10%
ด้านทิศทางดอกเบี้ยและดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นยังส่งผลต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ โดยตลาดทุนหลายประเทศในเอเชียเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ ทั้งอินเดีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ศรีลังกา และเวียดนาม
สำหรับตลาดหุ้นไทย นอกจากแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกแล้ว ยังมีปัจจัยเฉพาะจากสถานการณ์อุทกภัย ส่งผลให้ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยประมาณ 771 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าบางประเทศที่มีขนาดตลาดใกล้เคียงกัน เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินบาทไม่ได้เป็นลบกับหุ้นทุกกลุ่ม โดยธุรกิจที่มีรายได้จากต่างประเทศ หรือได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนยังมีโอกาสโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาล BH, BDMS, BCH และ PR9 กลุ่มท่องเที่ยว AOT และ CENTEL รวมถึงกลุ่มส่งออก TU, ITC และ CPF
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือผลกระทบของ Bond Yield ต่อมูลค่าตลาดหุ้น ตามปกติหาก Bond Yield ปรับขึ้นทุก 0.25% บริษัทจดทะเบียนจำเป็นต้องมีกำไรต่อหุ้น (EPS) เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 5% เพื่อชดเชยผลกระทบ และรักษาระดับอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ของตลาดให้อยู่ในระดับเดิม
เมื่อเปรียบเทียบ Bond Yield อายุ 10 ปีของแต่ละประเทศ พบว่า ฟิลิปปินส์ อินเดีย และอินโดนีเซียอยู่สูงกว่า 7% ขณะที่สหรัฐ เวียดนาม เกาหลีใต้ และฮ่องกงอยู่บริเวณ 4-5% ส่วนประเทศไทย Bond Yield อายุ 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 2.4% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบเล็กน้อยที่ -0.14% สะท้อนว่าต้นทุนทางการเงินที่แท้จริงในระบบยังไม่ได้ตึงตัวมากนัก และยังเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ขณะเดียวกัน เมื่อประเมินความน่าสนใจของตลาดหุ้นผ่านส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนจากตลาดหุ้นกับพันธบัตร (Market Earnings Yield Gap : MEYG) พบว่า MEYG ของตลาดหุ้นไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3.7% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี และลดลงจากระดับ 5.3% ในช่วงต้นปี 2569
ภาพดังกล่าวหมายความว่า “ส่วนต่างผลตอบแทน” ที่นักลงทุนได้รับจากการยอมรับความเสี่ยงในตลาดหุ้นลดลง เมื่อเทียบกับการลงทุนในพันธบัตร จึงอาจลดแรงจูงใจในการถือสินทรัพย์เสี่ยง และเพิ่มโอกาสเห็นเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้น
ASPS จึงแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนเงินสดเป็น 30-40% ของพอร์ต เพื่อรองรับความผันผวน