เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ต่างชาติ ‘เผ่นหนี’ ตลาดหุ้น ‘อินเดีย’ หมดเสน่ห์จริงหรือ ?
World ต่างชาติ ‘เผ่นหนี’ ตลาดหุ้น ‘อินเดีย’ หมดเสน่ห์จริงหรือ ?
เจรจาลงตัวตัว ร.ฟ.ท. เซ็น MOU ซี.พี. เดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ต่อ 4 เดือน 28 ก.ย.นี้
Economic เจรจาลงตัวตัว ร.ฟ.ท. เซ็น MOU ซี.พี. เดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ต่อ 4 เดือน 28 ก.ย.นี้
ราคาทองวันนี้ (25 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท รูปพรรณบาทละ 68,700 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (25 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท รูปพรรณบาทละ 68,700 บาท
ตลท.เร่งแก้เกม IPO ซบ ตั้งทีมลุยธุรกิจครอบครัว หวังเห็นผล 1-2 ปี
Finance ตลท.เร่งแก้เกม IPO ซบ ตั้งทีมลุยธุรกิจครอบครัว หวังเห็นผล 1-2 ปี
ศาลปกครอง ยกฟ้อง นพ.สรณ ชี้ คำวินิจฉัย พ้น กสทช. ชอบด้วยกฎหมาย
Tech ศาลปกครอง ยกฟ้อง นพ.สรณ ชี้ คำวินิจฉัย พ้น กสทช. ชอบด้วยกฎหมาย
ถอดรหัส ‘สโคป’ เศรษฐกิจไม่ดี ทำไม ‘เพนต์เฮาส์หรู’ ยังขายได้
Real Estate ถอดรหัส ‘สโคป’ เศรษฐกิจไม่ดี ทำไม ‘เพนต์เฮาส์หรู’ ยังขายได้
‘ภราดร’ แจงรัฐมีงบเยียวยาน้ำท่วมช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบาย ชี้ระบบใหม่จ่ายเร็ว เริ่ม 1 ต.ค. 69
Finance ‘ภราดร’ แจงรัฐมีงบเยียวยาน้ำท่วมช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบาย ชี้ระบบใหม่จ่ายเร็ว เริ่ม 1 ต.ค. 69
โค้งสุดท้าย Udon Grand Sale 2026 หอการค้าอุดรฯ เดินสายกระตุ้นกำลังซื้อ ก่อนปิดโครงการ 30 ก.ย.นี้
เศรษฐกิจภูมิภาค โค้งสุดท้าย Udon Grand Sale 2026 หอการค้าอุดรฯ เดินสายกระตุ้นกำลังซื้อ ก่อนปิดโครงการ 30 ก.ย.นี้
วัดธรรมกาย ช่วยชาวบ้านเปิดอาคารให้จอดรถหนีน้ำท่วม 1,000 คัน
News วัดธรรมกาย ช่วยชาวบ้านเปิดอาคารให้จอดรถหนีน้ำท่วม 1,000 คัน
ครึ่งปีแรก อสังหาฯภาคเหนือ “เชียงใหม่” ฟื้นตัว คอนโดฯ–วิลล่าหรูโตแรง
Real Estate ครึ่งปีแรก อสังหาฯภาคเหนือ “เชียงใหม่” ฟื้นตัว คอนโดฯ–วิลล่าหรูโตแรง
ดูทั้งหมด

ต่างชาติ ‘เผ่นหนี’ ตลาดหุ้น ‘อินเดีย’ หมดเสน่ห์จริงหรือ ?

25 ก.ย. 2569 | 17:29น.
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก 
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

การเติบโตของเศรษฐกิจอินเดียที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องหลายปีในระดับ 7-8% จนถูกจัดให้เป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก ทำให้อินเดียเนื้อหอมสำหรับนักลงทุนต่างประเทศ ส่งผลให้ตลาดหุ้นอินเดียกลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมูลค่าประมาณ 5.4 ล้านล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามในปีที่ผ่านมา (2025) เริ่มเห็นการแผ่วลงของตลาดหุ้นอินเดียจากการที่นักลงทุนเริ่มทยอยขายออกไป ด้วยหลายปัจจัย เช่น มูลค่าแพงเกินไป เศรษฐกิจขาดแรงกระตุ้นใหม่ ๆ

ล่าสุด Bernstein บริษัทโบรกเกอร์ระดับโลก ได้ออกมาตอกย้ำว่านักลงทุนต่างประเทศยังคง “หลั่งไหลหนี” การลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ของอินเดียอย่างต่อเนื่อง เพราะหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ของอินเดียจำนวนมากเป็นหุ้นที่ประกอบธุรกิจแบบเก่าล้าสมัย ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจที่เป็น “อนาคต” ที่มีความเติบโตสูงเพียงพอที่จะทำให้ราคาหุ้นที่สูงลิบตอนนี้มีความชอบธรรมหรือสมเหตุผล

“บริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ไม่ได้ลงทุนในอนาคต แต่กลับไปเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับอดีต และมักจะคาดหวังนโยบายจากรัฐบาลให้ช่วยปกป้องพวกเขาจากการแข่งขันระดับโลก บริษัทที่มีเงินมากที่สุดไม่เต็มใจจะนำเงินทุนมายกระดับพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างรถยนต์ไฟฟ้าและเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งที่เป็นสิ่งที่อินเดียจำเป็นต้องมี”

ซีเอ็นบีซีรายงานว่า ข้อมูลจากศูนย์รับฝากหลักทรัพย์แห่งชาติของอินเดีย แสดงให้เห็นว่าในปีนี้ (2026) นักลงทุนต่างชาติหยุดขายหุ้นอินเดียเป็นช่วงสั้น ๆ ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม และกลับมาขายอีกในเดือนกันยายน ซึ่งล่าสุดมีการขายไปแล้วมูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้รวมแล้วจนถึงตอนนี้ขายไปเกือบ 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น

นับจากเดือนมกราคม ดัชนี Nifty 50 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ ปรับลงมากกว่า 10% กลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีผลงาน “แย่ที่สุด” ในโลก อย่างไรก็ตามข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจอินเดียยังคงเติบโต “แข็งแกร่งที่สุด” ในโลก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจอินเดียไม่ได้สะท้อนอยู่ในดัชนีหุ้นหลัก เพราะบริษัทจำนวนมากที่ลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ อยู่ในหุ้นขนาดกลางและเล็ก ไม่ได้อยู่ใน Nifty 50

ทางด้าน Ambit Capital บริษัทโบรกเกอร์ของอินเดีย ชี้ว่า ส่วนมากหุ้นขนาดกลางและเล็กอยู่ในภาคการผลิต เทคโนโลยีการเงินหรือฟินเทค เทคโนโลยีผู้บริโภคและอื่น ๆ ที่มีส่วนแบ่งในกิจกรรมเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ ผลก็คือทำให้กำไรของบริษัทใน Nifty 50 เติบโต 11% ส่วนบริษัทขนาดกลางเติบโตถึง 31% ในไตรมาส 2 ปีนี้ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตามในมุมมองของ Bernstein โต้แย้งว่า บริษัทขนาดกลางและเล็กลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็จริง แต่มันไม่ได้น่าสนใจเพียงพอสำหรับนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ เพราะว่าบริษัทดังกล่าวเป็นเพียงบริษัทขนาดเล็กที่มีฟรีโฟลต (สัดส่วนการถือครองหุ้นโดยรายย่อย) ต่ำ ทำให้สภาพคล่องของการหมุนเวียนหุ้นในตลาดมีจำกัด และนักวิเคราะห์ไม่ค่อยให้ความสนใจวิเคราะห์

ปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งของอินเดีย เช่น Reliance Industries และธนาคารเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศอย่าง HDFC Bank ซื้อขายในราคาเกือบต่ำที่สุดในรอบ 52 สัปดาห์ ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีข่าวสาร ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า 8% ในดัชนี Nifty 50 กำลังประสบปัญหารายได้และแรงกดดันจากส่วนต่างกำไร ท่ามกลางแนวโน้มโลกที่ให้ความสำคัญกับปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ดังนั้นหากอินเดียยังไม่รุกเอไอ แต่ขณะเดียวกันภาคบริการไอทีที่อินเดียโดดเด่นก็กำลังเผชิญกับความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเอไอ อินเดียจะถูกมองว่าเป็นประเทศ “ต่อต้าน” เอไอ อย่างไรก็ตามต่อให้เอไอโลกชะลอลง อินเดียก็ไม่น่าจะสามารถเรียกเงินทุนต่างประเทศกลับเข้ามาได้มากนัก

“เป็นเรื่องโง่เขลาที่จะคิดว่าเป็นแค่เรื่องของเวลา หรือคิดว่าทันทีที่เอไอเริ่มอยู่ตัวและปัญหาตะวันออกกลางคลี่คลาย เงินทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาอินเดีย” Bernstein ระบุ

ทั้งนี้การออกมาเตือนของ Bernstein เกิดขึ้นเพียง 2 สัปดาห์หลังจากอินเดียเปิดเผยว่าเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 ขยายตัว7.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เหนือความคาดหมายของบรรดานักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดยรอยเตอร์ที่เชื่อว่าจะเติบโตเพียง 7.1% ส่วนธนาคารแห่งชาติอินเดียประมาณการเอาไว้เพียง 7% เท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีนี้ถือว่าชะลอลง เนื่องจากไตรมาสแรกขยายตัว 8.6%

การลดภาษีทั้งสำหรับสินค้า บริการและรายได้ในช่วงต้นปีนี้ เป็นแรงส่งสำคัญให้ผู้บริโภคเกิดการใช้จ่ายคึกคัก โดยการบริโภคส่วนบุคคลเติบโต 7.1% การลงทุนภาคเอกชนก็เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 12% ภาคการผลิตเติบโต 9.2% ภาคบริการการเงินเพิ่มขึ้น 12.1% 

ไล่หลังจากคำเตือนของ Bernstein อินเดียยังได้รับข่าวดี เมื่อบริษัทจัดอันดับมูดี้ส์ เรตติ้งส์ ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีของอินเดียปีงบประมาณ 2026/27 ซึ่งจะสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2027 เป็น 7% จากเดิม 6% เนื่องจากเศรษฐกิจอินเดียมีความหลากหลายและยืดหยุ่นจากแรงกระแทกของปัญหาในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจได้รับแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง การลงทุนในระดับสูง รัฐบาลมีการใช้จ่ายลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ภาคบริการแข็งแกร่ง

มูดี้ส์คาดว่าการปรับเพิ่มจีดีพีครั้งนี้จะทำให้อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศจี 20 หรือกลุ่มประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ 20 ประเทศ อย่างไรก็ตามเตือนว่าอินเดียยังมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ถ้าหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อและราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงอาจดันให้เงินเฟ้อขยับขึ้นเป็น 4.8% ในปีหน้าจากเดิม 2.4%

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหุ้น อินเดีย