ต่างชาติ ‘เผ่นหนี’ ตลาดหุ้น ‘อินเดีย’ หมดเสน่ห์จริงหรือ ?
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
การเติบโตของเศรษฐกิจอินเดียที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องหลายปีในระดับ 7-8% จนถูกจัดให้เป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก ทำให้อินเดียเนื้อหอมสำหรับนักลงทุนต่างประเทศ ส่งผลให้ตลาดหุ้นอินเดียกลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมูลค่าประมาณ 5.4 ล้านล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามในปีที่ผ่านมา (2025) เริ่มเห็นการแผ่วลงของตลาดหุ้นอินเดียจากการที่นักลงทุนเริ่มทยอยขายออกไป ด้วยหลายปัจจัย เช่น มูลค่าแพงเกินไป เศรษฐกิจขาดแรงกระตุ้นใหม่ ๆ
ล่าสุด Bernstein บริษัทโบรกเกอร์ระดับโลก ได้ออกมาตอกย้ำว่านักลงทุนต่างประเทศยังคง “หลั่งไหลหนี” การลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ของอินเดียอย่างต่อเนื่อง เพราะหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ของอินเดียจำนวนมากเป็นหุ้นที่ประกอบธุรกิจแบบเก่าล้าสมัย ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจที่เป็น “อนาคต” ที่มีความเติบโตสูงเพียงพอที่จะทำให้ราคาหุ้นที่สูงลิบตอนนี้มีความชอบธรรมหรือสมเหตุผล
“บริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ไม่ได้ลงทุนในอนาคต แต่กลับไปเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับอดีต และมักจะคาดหวังนโยบายจากรัฐบาลให้ช่วยปกป้องพวกเขาจากการแข่งขันระดับโลก บริษัทที่มีเงินมากที่สุดไม่เต็มใจจะนำเงินทุนมายกระดับพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างรถยนต์ไฟฟ้าและเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งที่เป็นสิ่งที่อินเดียจำเป็นต้องมี”
ซีเอ็นบีซีรายงานว่า ข้อมูลจากศูนย์รับฝากหลักทรัพย์แห่งชาติของอินเดีย แสดงให้เห็นว่าในปีนี้ (2026) นักลงทุนต่างชาติหยุดขายหุ้นอินเดียเป็นช่วงสั้น ๆ ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม และกลับมาขายอีกในเดือนกันยายน ซึ่งล่าสุดมีการขายไปแล้วมูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้รวมแล้วจนถึงตอนนี้ขายไปเกือบ 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น
นับจากเดือนมกราคม ดัชนี Nifty 50 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ ปรับลงมากกว่า 10% กลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีผลงาน “แย่ที่สุด” ในโลก อย่างไรก็ตามข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจอินเดียยังคงเติบโต “แข็งแกร่งที่สุด” ในโลก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจอินเดียไม่ได้สะท้อนอยู่ในดัชนีหุ้นหลัก เพราะบริษัทจำนวนมากที่ลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ อยู่ในหุ้นขนาดกลางและเล็ก ไม่ได้อยู่ใน Nifty 50
ทางด้าน Ambit Capital บริษัทโบรกเกอร์ของอินเดีย ชี้ว่า ส่วนมากหุ้นขนาดกลางและเล็กอยู่ในภาคการผลิต เทคโนโลยีการเงินหรือฟินเทค เทคโนโลยีผู้บริโภคและอื่น ๆ ที่มีส่วนแบ่งในกิจกรรมเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ ผลก็คือทำให้กำไรของบริษัทใน Nifty 50 เติบโต 11% ส่วนบริษัทขนาดกลางเติบโตถึง 31% ในไตรมาส 2 ปีนี้ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตามในมุมมองของ Bernstein โต้แย้งว่า บริษัทขนาดกลางและเล็กลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็จริง แต่มันไม่ได้น่าสนใจเพียงพอสำหรับนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ เพราะว่าบริษัทดังกล่าวเป็นเพียงบริษัทขนาดเล็กที่มีฟรีโฟลต (สัดส่วนการถือครองหุ้นโดยรายย่อย) ต่ำ ทำให้สภาพคล่องของการหมุนเวียนหุ้นในตลาดมีจำกัด และนักวิเคราะห์ไม่ค่อยให้ความสนใจวิเคราะห์
ปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งของอินเดีย เช่น Reliance Industries และธนาคารเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศอย่าง HDFC Bank ซื้อขายในราคาเกือบต่ำที่สุดในรอบ 52 สัปดาห์ ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีข่าวสาร ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า 8% ในดัชนี Nifty 50 กำลังประสบปัญหารายได้และแรงกดดันจากส่วนต่างกำไร ท่ามกลางแนวโน้มโลกที่ให้ความสำคัญกับปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ดังนั้นหากอินเดียยังไม่รุกเอไอ แต่ขณะเดียวกันภาคบริการไอทีที่อินเดียโดดเด่นก็กำลังเผชิญกับความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเอไอ อินเดียจะถูกมองว่าเป็นประเทศ “ต่อต้าน” เอไอ อย่างไรก็ตามต่อให้เอไอโลกชะลอลง อินเดียก็ไม่น่าจะสามารถเรียกเงินทุนต่างประเทศกลับเข้ามาได้มากนัก
“เป็นเรื่องโง่เขลาที่จะคิดว่าเป็นแค่เรื่องของเวลา หรือคิดว่าทันทีที่เอไอเริ่มอยู่ตัวและปัญหาตะวันออกกลางคลี่คลาย เงินทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาอินเดีย” Bernstein ระบุ
ทั้งนี้การออกมาเตือนของ Bernstein เกิดขึ้นเพียง 2 สัปดาห์หลังจากอินเดียเปิดเผยว่าเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 ขยายตัว7.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เหนือความคาดหมายของบรรดานักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดยรอยเตอร์ที่เชื่อว่าจะเติบโตเพียง 7.1% ส่วนธนาคารแห่งชาติอินเดียประมาณการเอาไว้เพียง 7% เท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีนี้ถือว่าชะลอลง เนื่องจากไตรมาสแรกขยายตัว 8.6%
การลดภาษีทั้งสำหรับสินค้า บริการและรายได้ในช่วงต้นปีนี้ เป็นแรงส่งสำคัญให้ผู้บริโภคเกิดการใช้จ่ายคึกคัก โดยการบริโภคส่วนบุคคลเติบโต 7.1% การลงทุนภาคเอกชนก็เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 12% ภาคการผลิตเติบโต 9.2% ภาคบริการการเงินเพิ่มขึ้น 12.1%
ไล่หลังจากคำเตือนของ Bernstein อินเดียยังได้รับข่าวดี เมื่อบริษัทจัดอันดับมูดี้ส์ เรตติ้งส์ ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีของอินเดียปีงบประมาณ 2026/27 ซึ่งจะสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2027 เป็น 7% จากเดิม 6% เนื่องจากเศรษฐกิจอินเดียมีความหลากหลายและยืดหยุ่นจากแรงกระแทกของปัญหาในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจได้รับแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง การลงทุนในระดับสูง รัฐบาลมีการใช้จ่ายลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ภาคบริการแข็งแกร่ง
มูดี้ส์คาดว่าการปรับเพิ่มจีดีพีครั้งนี้จะทำให้อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศจี 20 หรือกลุ่มประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ 20 ประเทศ อย่างไรก็ตามเตือนว่าอินเดียยังมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ถ้าหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อและราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงอาจดันให้เงินเฟ้อขยับขึ้นเป็น 4.8% ในปีหน้าจากเดิม 2.4%