ประยุทธ์ ขอบคุณสื่อตั้งฉายารัฐบาล บ่นเบา ๆ พูด ”นะจ๊ะก็มีปัญหา”
“ประยุทธ์” ขอบคุณสื่อตั้งฉายารัฐบาล ย้อนกลับรอฟังประชาชนตั้งฉายาสื่อบ้าง บอกเป็นเรื่องดี ย้ำรัฐบาลไม่ใช่คู่ขัดแย้งใคร บ่นเบา ๆ พูด ”นะจ๊ะก็มีปัญหา”
วันที่ 28 ธันวาคม 2563 เวลา 14.40 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ครั้งที่ 3/2563 ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่า ถึงแม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะมีมากในช่วงนี้ก็ตาม แต่เราก็รู้ที่มา หลายคนออกมาพูดว่ารัฐบาลปล่อยโควิด-19 ออกมาในช่วงนี้เพื่อประโยชน์อย่างอื่น ผมคิดว่าคนที่คิดอย่างนี้ใช้ไม่ได้ อย่าไปให้ค่าข่าวพวกนี้ เพราะรัฐบาลมีแต่คิดว่าจะทำอย่างไรให้คนในชาตินั้นปลอดภัยไม่ว่าจะเป็นใคร จะหวังดีหรือหวังร้ายต่อรัฐบาลก็ตาม รัฐบาลมีหน้าที่ดูแล
“สิ่งที่ต้องย้ำเตือนกันอยู่เสมอคือ การสวมใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง การเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง หรือสถานที่ชุมชนแออัด หรือเป็นสถานที่ที่พูดคุยกัน แล้วทำให้น้ำลาย ลมหายใจ แพร่ไปสู่คนอื่นได้ ดังนั้น ต้องเตือนกันทุกคน ทั้งเตือนตัวเอง คนในครอบครัว คนในสังคมด้วย”
เตรียมเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทุกราย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ช่วงนี้อาจจะลำบากกันนิดหน่อยในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงปีใหม่ อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้วว่าเราทุกคนน่าจะมีความสุข แต่เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วไม่ใช่เวลาที่จะมาโทษกันไปโทษกันมา แต่เป็นเวลาที่เราจะต้องร่วมมือกันมากขึ้น ต้องช่วยกันทุกภาคส่วน และต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วนด้วย เพราะเรามีปัญหามากมาย มีคดีเกิดขึ้นมากมาย เรามีเรื่องราวที่ไม่ดีมากมาย แต่ถ้าเราไม่มีเจ้าหน้าที่ทำงานมันจะต้องยิ่งมากขึ้นไปกว่านี้อีก
ดังนั้นต้องดูว่าไม่ใช่เมื่อมีเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาแล้วสรุปว่าหน่วยงานนั้น หน่วยราชการส่วนนั้นใช้ไม่ได้ เพราะแต่ละวันมีคดีความเป็นจำนวนมาก ถ้าเราไม่มีตำรวจเข้ามาดูแล ประชาชนจะมีความปลอดภัยเท่านี้หรือไม่ แล้วจะมีความเสียหายมากกว่านี้หรือไม่ แน่นอนว่าคนจำนวนมากต้องมีทั้งคนดีและคนไม่ดี
“วันนี้ผมได้สั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สอบสวนดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงขึ้นมาและลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องทุกราย ผมไม่เคยให้ใครไปเอื้อประโยชน์ และทุกคนในรัฐบาลในรัฐบาลก็ไม่มีใครกล้าที่จะไปทำแบบนั้น เว้นแต่ว่ามันหลบหนี หลีกเลี่ยง แล้วมีขบวนการทุจริตร่วมกัน มีทั้งผู้ให้และผู้รับ เดี๋ยวจะมาหาว่าผมโทษประชาชนอีก ถึงผมจะไม่ได้ลงไปดูตำรวจในพื้นที่ แต่ได้มอบหมายความรับผิดชอบไปแล้ว โดยสั่งการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งในวันเดียวกันนี้ (28 ธ.ค.) มีการลงโทษชั้นแรกคือ การปล่อยปละละเลย”
จากนี้ต้องไปสอบต่อว่าคนที่ติดเชื้อมาไปเล่นที่ไหนมา บ่อนไหน ใครเป็นเจ้าของ เหมือนกรณีลักลอบแรงงานต่างด้าว สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่อยู่กับประเทศไทยมานาน เพราะเราไม่ช่วยกัน เอาแต่ตำหนิติติงกัน แล้วพูดจาให้ร้ายคนที่ทำดี ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น
ดังนั้นต้องดำรงไว้ซึ่งความร่วมมือของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะรู้เบาะแสเรื่องใดก็ตามที่ไม่เป็นเรื่องดี หรือพบผู้กระทำผิดให้ส่งเรื่องมาที่ผมได้โดยตรง จะเขียนจดหมายจ่าหน้าซองส่งมาก็ได้ แล้วผมจะตรวจสอบให้ว่ามันใช่หรือไม่ใช่ แต่ถ้าไปพูดในสื่อโดยไม่มีข้อมูล พาดหัวข่าวทำให้เกิดความตื่นตระหนก นี่คือ สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ โดยที่ท่านจะต้องพูดว่าถึงแม้ว่าจะมีมากน้อยเท่าไหร่ก็ตามก็ยังคงต้องตรวจสอบคัดกรองต่อไป
ขณะเดียวกัน เมื่อตรวจสอบพบแล้ว รัฐบาลหรือ ศบค. หรือกระทรวงสาธารณสุข ทำอะไรไปแล้วบ้าง ท่านก็ไม่พูดตรงนี้ แต่ไปพูดถึงแต่เรื่องนู้น แล้วตีซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น ผมไม่เห็นว่าจะเกิดประโยชน์อะไร ไม่ต้องมาจี้ผมทางนี้
รอฟังข่าว ประชาชนตั้งฉายาสื่อ
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีสื่อมวลชนทำเนียบ ตั้งฉายาประจำปี “ตู่ไม่รู้ล้ม” ว่า ขอขอบคุณสื่อต่าง ๆ ในฉายาที่ตั้งมา ท่านก็สนุกสนานกันไป และทราบว่าประชาชนเขากำลังจะตั้งฉายาสื่อกันอยู่ ก็รอฟังแล้วกัน ผมอยากรู้เหมือนกันว่าประชาชนเขาจะตั้งอย่างไรกัน อันนี้คือการรับฟังสองทาง ผมไม่ว่าใครอยู่แล้ว
“ผมก็มีโอกาสติด”
เมื่อถามถึงกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ติดเชื้อโควิด-19 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็มีโอกาสติดได้ เพราะไปดูแลประชาชนในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด ดูแลเรื่องการสร้างโรงพยาบาลสนาม ในเมื่อจะเป็นหรือไม่เป็นตรวจสอบแล้วก็รักษาพยาบาล ยาฟาวิพิราเวียร์มีเพียงพอ รักษาก็หาย ซึ่งเขาไม่ได้ไปเที่ยวเตร่มาจากที่ไหน
“ผมเองก็มีโอกาสติด ถ้าผมไปที่นั่นที่นี่เหมือนกับเขาไป เมื่อเช้าวันเดียว (28 ธ.ค.) ผมได้ตรวจเลือด แต่ไม่ใช่ว่าตรวจแล้วทุกคนจะตื่นตระหนกไปเสียหมด แล้วไปพาดหัวข่าวว่าในทำเนียบฯ ตรวจพบ 6 คน แต่พอถึงเวลาไปตรวจเหยื่อในโพรงจมูก (Swab) แล้วเขาไม่เป็น ไม่เห็นออกข่าวให้เลย ควรช่วยกันดูแลพื้นที่ในทำเนียบฯให้มีความปลอดภัยดีกว่า
พร้อมทั้งย้อยถามสื่อมวลชนควรไปควรไปตรวจ หาเชื้อ ไม่ห่วงชีวิตตัวเองกันหรืออย่างไร ไม่ได้หมายความว่าให้ทุกคนตื่นตระหนกว่าเป็น แต่อยากให้ไปตรวจสอบว่ามีภูมิต้านทานกันหรือไม่ นี่คือ การตรวจหาภูมิคุ้มกัน (Rapid Test)
วัคซีนโควิด “อย่าเพิ่งไปฉีดก่อน”
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ว่า ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนจากที่ไหนก็ตาม สรุปว่าจะต้องผ่านการตรวจสอบจากองค์การอาหารและยา (อย.) เสียก่อน ไม่ว่าใครจะมาประกาศอย่างไร โรงพยาบาลนั้น โรงพยาบาลนี้ จำนวนพันราย แต่ถ้าไม่ผ่าน อย.ก็เข้าประเทศไทยไม่ได้ นี่คือ ความห่วงใย เพราะจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพื่อคัดกรองคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากมีคนหลายประเภทที่จะต้องฉีด เช่น คนชรา เด็ก คนมีโรคประจำตัว ซึ่งต้องรับฟังคำรับรองของแพทย์ หน่วยงานสาธารณสุข
“วันนี้ยังไม่อยากให้ไปฉีดวัคซีน ไม่ว่าใครจะได้มาอย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งไปฉีดก่อน เพราะถ้ามีอันตรายเกิดขึ้น รัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบอีก จะกลายเป็นว่ารัฐบาลไม่ควบคุม ผมเองก็ได้แต่แนะนำแบบนี้ ว่าทุกอย่างมันยังไม่ชัดเจน ถึงแม้ว่าจะมีความก้าวหน้าในสื่อต่างประเทศก็ตาม ขอให้ติดตามผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย ผมเป็นห่วงประชาชนคนไทยตรงนี้ จึงต้องมีกติกาและกฎเกณฑ์”
นายกฯ กล่าวว่า ในส่วนของวัคซีนที่เราจองไป 20 ล้านโดสขั้นต้นนั้น ได้มีข้อสัญญาไว้ว่าเราสามารถมาวิจัย พัฒนา และผลิตเองได้ ซึ่งจะฉีดกันได้ครบทั้งประเทศ โดยการจองวัคซีนต้องใช้งบประมาณจำนวนหนึ่ง เพราะถือเป็นธุรกิจของบริษัททางยาด้วย
สำหรับการส่งเสริมในประเทศก็มีแพทย์บางกลุ่มไปขอรับบริจาค รัฐบาลไม่ต้องการให้ทำแบบนั้น รัฐบาลมีวงเงินงบประมาณอยู่ที่ได้ให้กับสถาบันวัคซีนแห่งชาติไปแล้วก้อนแรก 400 ล้านบาท เพื่อที่จะไปแจกจ่ายในโรงพยาบาลที่มีคณะทำงานอยู่ ส่วนโรงพยาบาลไหนที่ยังไม่ได้ เป็นเพราะยังไม่ครบตามหลักเกณฑ์ที่สถาบันวัคซีนแห่งชาติเขากำหนด เนื่องจากต้องมีผลการทดลองตามลำดับ เช่น ห้องทดลองกับหนู ลิง และมนุษย์
“ทุกอย่างเป็นเรื่องของยาที่จะต้องใช้เวลาในการตรวจสอบอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้สั่งการให้เพิ่มวงเงินตรงนี้ไปแล้ว โดยกำชับไปว่าให้ไปพูดคุยตกลงกันให้ได้ในหลายๆ กลุ่มหมอด้วยกันนั้น ก็จะกลายเป็นว่ารัฐบาลไม่ดูแลไม่รับผิดชอบประเทศไทย แล้วกลับมาด่ารัฐบาลอีก แต่ต้องขอให้เข้าใจว่าการทำงานเป็นระบบนั้นคืออะไร”
ยุบนปช. ถ้าทำได้ เป็นเรื่องดี
เมื่อถามว่ากรณีนายจตุพร พรหมพันธ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เตรียมเดินสายยุติบทบาท นปช.นั้น นายกฯมองอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าเรื่องนี้ผมไม่จำเป็นต้องมองอย่างไร ผมไปเกี่ยวอะไรกับเขา
ถามต่อว่า การกระทำเช่นนี้จะเป็นส่วนหนึ่งให้เกิดความปรองดองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าทำได้จริงก็ดีอยู่ไม่ใช่หรือ หรือว่าสื่อไม่ชอบ เรื่องเช่นนี้ต้องมาถามนายกฯทั้งหมดหรือ เขาทำความดีก็ให้เขาทำไป ถ้าทำไม่ดีค่อยมาบอกผม หากเขาทำความดีแล้วสำเร็จก็ดีไป เพราะคนที่ได้ไม่ใช่ผม แต่เป็นเทศชาติเป็นผู้ได้ พวกเราเป็นคนได้ไม่ใช่หรือ ความสงบสุขของบ้านเมือง
“ปัญหาประเทศไทย ไม่ใช่โควิดอย่างเดียว มันมีเยอะแยะ เราต้องช่วยแก้ปัญหาวันนี้ด้วยความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน และให้เวลาดำเนินการ ไม่อยากให้ทำให้เกิดความแตกแยกกันต่อไปพอได้แล้ว ไม่ว่าเวทีใดก็ตาม และอย่าเอารัฐบาลไปเป็นคู่ขัดแย้งกับใคร เพราะมีเรื่องที่ผมต้องคิดต้องทำอีกเยอะแยะทุกวัน และไม่ได้ทำเพื่อใคร ทำเพื่อพวกเราทั้งนั้น รวมถึงเพื่อตัวผมเองด้วยเพราะผมก็เป็นประชาชนคนหนึ่งเหมือนกัน ไม่ใช่เป็นนายกฯแล้วไม่เป็นประชาชนคนไทย ทุกคนก็เป็นเหมือนกันหมด มีหน้าที่ของผมก็ทำกันให้ดีแล้วกัน”
“พูดนะจ๊ะก็มีปัญหา”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการให้สัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า ”ขอบคุณนะจ๊ะ พูดนะจ๊ะก็มีปัญหา เออก็ดีเหมือนกัน” และเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไป