ธปท.ชี้ภาคการผลิตฟื้นตัวเป็นบวกในรอบ 19 เดือน อานิสงส์ยอดขายรถยนต์กลับมาโต
ธปท.เผยตัวเลขเศรษฐกิจเดือนพ.ย.63 ทยอยฟื้นตัวดีขึ้น แต่ยังไม่ทั่วถึง เผยภาคการผลิตอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวเป็นบวกในรอบ 19 เดือนอยู่ที่ 0.4% ส่วนภาคการส่งออกหดตัวน้อยลงเหลือ 3.1% จากภาครถยนต์เป็นสำคัญ การบริโภคเอกชน-การลงทุนทยอยฟื้นตัวตามลำดับ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 1.5 พันล้านดอลลาร์ฯ ตามการนำเข้าทองคำ ส่วนเงินบาททยอยอ่อนค่าหลังโควิด-19 ระบาดรอบใหม่
นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงตัวเศรษฐกิจและการเงินในเดือนพฤศจิกายน 2563 ว่า เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจหลายตัวทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง และยังไม่ทั่วถึง อย่างไรก็ดี หากดูการผลิตภาคอุตสาหกรรม จะพบว่า กลับมาขยายตัวเป็นบวกเล็กน้อยในรอบ 19 เดือนอยู่ที่ 0.4% โดยกลุ่มที่ขยายตัวได้ดี จะเป็นภาคยานยนต์ที่กลับมาขยายตัวจากโปรโมชั่นและฐานที่ต่ำในปีก่อนจากปัจจัยสงครามการค้าช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ภาคอุตสาหกรรมที่ยังเป็นตัวฉุดรั้งจะเป็นเครื่องดื่มจากกิจกรรมที่ลดลง และการเร่งผลิตไปก่อนหน้านี้
ขณะที่ภาคการส่งออกยังคงเห็นการฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยตัวเลขมูลค่าการส่งออกหดตัวลดลงเหลือ -3.1% จาก -5.6% เมื่อเทียบก่อนหน้า ซึ่งหมวดที่ส่งออกได้ดีจะเป็นรถยนต์ เกษตรที่ส่งสินค้ายางพาราไปจีนและอาเซียน รวมถึงปิโตรเลียมหลังจากไตรมาสที่ 4 ปีก่อนมีเรื่องปิดโรงกลั่น แต่ตัวที่ยังหดตัวจะเป็นฮาร์ดดิสก์ที่มีการส่งออกไปก่อนหน้า
ส่วนการบริโภคภาคเอกชนกลับมาขยายตัวได้ 1% เมื่อเทียบเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 0.4% โดยสินค้าคงทนเติบโต 0.2% มาจากตลาดรถยนต์ ขณะที่การลงทุนภาตเอกชนขยายตัว 1.4% มาจากการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นครั้งแรก โดยมีการนำเข้าสินค้าทุนและจำหน่ายเครื่องจักรภายในประเทศ แต่ยังคงไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะหมวดการก่อสร้างที่หดตัวแต่เริ่มดีขึ้น ส่งผลให้การลงทุนมีสัญญาณปรับดีขึ้น สอดคล้องกับความเชื่อมั่นที่ทยอยปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่ถึงระดับ 50 แต่ความเชื่อมั่นในระยะ 3 เดือนข้างหน้าปรับดีขึ้นเกินระดับ 50
สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนกลับมาขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน จากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน ส่วนหนึ่งเป็นผลของฐานต่ำในปีก่อนที่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณปี 2563 ประกาศใช้ล่าช้า โดยรายจ่ายประจำกลับมาขยายตัวจากการเบิกจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร และการเบิกจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการ สำหรับรายจ่ายลงทุนขยายตัวสูงขึ้นตามการลงทุนของรัฐบาลกลางด้านคมนาคมและชลประทาน ขณะที่การลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัว
“เศรษฐกิจไทยในเดือนพ.ย.63 ทยอยฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง และหลายเครื่องชี้เศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานต่ำในปีก่อนด้วย โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนกลับมาขยายตัวจากผลของมาตรการภาครัฐและวันหยุดยาวพิเศษ”
นางสาวชญาวดี กล่าวต่อไปว่า สำหรับเสถียรภาพต่างประเทศ พบว่าดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลอยู่ที่ 1.5 พันล้านดอลลาร์ฯ จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 1 พันล้านดอลลาร์ฯ ตามการเกินดุลการค้าที่ลดลง เป็นมาจากการนำเข้าทองคำที่สูงขึ้น และการขาดดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่มากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากค่าใช้จ่ายในเรื่องของตู้คอนเทรนเนอร์ และบริษัทส่งกำไรกลับไปต่างประเทศ
อย่างไรก็ดี หากดูตัวเลขไตรมาสที่ 3 ตัวเลขขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสุทธิอยู่ที่ 4.9 พันล้านดอลลาร์ฯ มาจากการไหลออกสุทธิไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศ (FIF) การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ เป็นต้น อย่างไรก็ดร หากดูตัวเลขต่างชาติยังคงเป็นการขายสุทธิต่อเนื่องใน 3 ไตรมาส
และข้อมูลในไตรมาสที่ 4 จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบว่าตัวเลขในเดือนตุลาคมที่ไหลออกสุทธิ เมื่อเทียบเดือนพฤศจิกายนนักลงทุนต่างชาติยังเป็นการไหลเข้าสุทธิในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งสหรัฐฯ และข่าวความคืบหน้าวัคซีน ทำให้มีการเทขายสินทรัพย์ปลอดภัยมาลงทุนในตลาดที่มีความเสี่ยงขึ้น ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีพื้นฐานดี เพราะมีภาคการท่องเที่ยวที่ได้อานิสงส์จากข่าวดีของวัคซีน ทำให้เงินดอลลาร?อ่อนค่า และส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าเร็วในเดือนพฤศจิกายนต่อเนื่องธันวาคม อย่างไรก็ดี หลังจากมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่เริ่มเห็นสัญญาณเงินบาทอ่อนค่าในช่วงปล่ยเดือนธันวาคมและเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น