ยักษ์ธุรกิจออก “SLB Bond” ตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน เครื่องมือระดมทุนใหม่
ภาวะโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย อากาศแปรปรวน มลพิษ น้ำท่วม ภัยธรรมชาติต่างๆ ดูเหมือนจะรุนแรง และเกิดขึ้นทั่วโลก บ่อยมากขึ้น ทุกภาคส่วนตื่นตัวและเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงตลาดทุน
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) รายงานข้อมูลเครื่องมือการระดมทุนประเภทตราสารหนี้รูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า “ตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Bond: SLB)” เป็นตราสารหนี้ที่ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับเป้าหมายโดยรวมของบริษัทผู้ออกในอนาคตที่จะก่อให้เกิดผลกระทบด้านดีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยผู้ออกสามารถนำเงินทุนที่ระดมได้ไปใช้กับโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคมโครงการหนึ่งหรือหลายโครงการก็ได้ แต่หากบริษัททำไม่สำเร็จตามเป้าหมายภายในระยะเวลาที่กำหนด จะต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (คูปอง: Coupon) ให้แก่นักลงทุน
แนวคิด SLB มาจาก Enel Group บริษัทพลังงานในอิตาลีที่ต้องการสร้างแรงจูงใจในการดำเนินกิจการให้แก่ตัวเองบรรลุเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable development) ขององค์การสหประชาชาติ จึงนำหลักเกณฑ์การกู้เงินส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability Linked Loan Principles: SLLP) ที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สามารถปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงตามดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (Key Performance Indicators) ของผู้ขอกู้ มาใช้อ้างอิงในการออกตราสารหนี้
SLB รุ่นแรกของโลกเกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2562 โดยบริษัท Enel Group ที่ผูกโยงอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วของตราสารหนี้มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้ากับตัวชี้วัดความยั่งยืนของบริษัท โดยกำหนดเป้าหมายในการประเมินผลรอบแรกในเดือนธันวาคมปี 2564 ว่าบริษัทต้องสามารถผลิตพลังงานทดแทนได้อย่างน้อย 55% ของกำลังการผลิตทั้งหมด หากไม่บรรลุตามเป้าหมาย บริษัทจะต้องเพิ่มคูปองจากเดิมอีก 25 basis points หรือ 0.25% ให้แก่นักลงทุน ซึ่งตลาดตอบรับค่อนข้างดี บริษัทจึงได้ออก SLB อีก 3 รุ่นมูลค่ารวมกว่า 2.5 พันล้านยูโรในเดือนถัดมา
จากการที่ SLB ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก สมาคมตลาดทุนระหว่างประเทศ หรือ ICMA (international Capital market Association) จึงได้ออกมาตรฐานการออก SLB เรียกว่า Sustainability-linked Bond Principle (SLBP) ในเดือนมิถุนายน 2563 เพื่อเป็นแนวปฏิบัติให้แก่ผู้ออก ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอนดังนี้
1) Selection of KPIs: ผู้ออกต้องกำหนดตัวชี้วัด มีหลายตัวชี้วัดได้แต่ต้องสามารถประเมินผลในเชิงปริมาณและตรวจสอบได้โดย external reviewer
2) Calibration of Sustainability Performance Targets (SPTs): ต้องระบุเป้าหมายของตัวชี้วัดหรือค่าอ้างอิง ซึ่งควรกำหนดไว้สูงกว่าค่ามาตรฐานของการทำงานปกติ รวมถึงระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย
3) Bond characteristics: ผู้ออกต้องกำหนดลักษณะการเปลี่ยนแปลงของตราสารและเงื่อนไขที่ต้องดำเนินการภายหลังการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ เช่น หากไม่สามารถบรรลุตัวชี้วัด ผู้ออกต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ เป็นเวลานานแค่ไหน
4) Reporting: จัดทำรายงานและเปิดเผยข้อมูลต่อนักลงทุนเป็นประจำเพื่อแจ้งผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัด เช่น รายปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
5) Verification: จัดให้มีการรับรองหรือการให้ความเห็นโดย external reviewer
หลังการประกาศหลักเกณฑ์ของ ICMA ในเดือนกันยายนปี 2563 ที่ผ่านมา มีผู้ออก SLB แล้วถึง 3 ราย ผู้ออกรายแรกคือ Suzano บริษัทผลิตกระดาษขนาดใหญ่ของบราซิลออก SLB มูลค่า 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็น SLB รุ่นแรกภายใต้หลักเกณฑ์ของ ICMA โดยตราสารนี้กำหนดเงื่อนไขว่า หากในปี 2568 บริษัทไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตลง 10.9% จากค่าการปล่อยของปี 2558 ได้ จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว
ถัดมา Novartis บริษัทยาอันดับ 2 ของโลกเสนอขาย SLB มูลค่า 1.85 พันล้านยูโรที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายการเพิ่มจำนวนการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยในประเทศรายได้ปานกลางและต่ำ และ Chanel แบรนด์แฟชั่นชั้นนำของฝรั่งเศสออก SLB มูลค่า 600 ล้านยูโร โดยบริษัทมุ่งลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกลง 10% และปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปใช้พลังงานทดแทนทั้งหมดภายใน 5 ปี หากทำไม่สำเร็จจะต้องจ่ายคูปองเพิ่มอีก 50-75 basis points ให้แก่นักลงทุน
ล่าสุดในวันที่ 29 ตุลาคมปี 2563 ที่ผ่านมา สายการบิน Etihad ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เสนอขาย SLB มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยผูกโยงอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วของตราสารหนี้เข้ากับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ภายในปี 2593 ซึ่งหากถึงรอบการประเมินแล้วไม่สามารถบรรลุเป้าหมายจะต้องปรับอัตราคูปองขึ้น 0.25%
สำหรับประเทศไทยขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังรับฟังความคิดเห็นต่อหลักเกณฑ์การออกและเสนอขายตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน คาดจะออกเกณฑ์ได้ภายในปี 2565 ทั้งนี้นอกจากจะเพิ่มช่องทางการระดมทุนให้แก่ภาคธุรกิจแล้ว นักลงทุนก็จะมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกและดูแลสังคมไปด้วยกัน
