สธ.โต้ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง แจง SCG คุยออกซ์ฟอร์ดช่วยสยามไบโอฯ คว้าดีล
กรณีที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมเรื่องการจัดหาวัคซีนโดยรัฐ หลังจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไลฟ์สดวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการจัดหาวัคซีน ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เมื่อคืนวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา
วันนี้ (19 มกราคม 2563) กระทรวงสาธารณสุขแถลงข่าวโต้แย้ง ชี้แจงทุกประเด็น โดยนายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้นำในการแถลงข่าว
นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวว่า กระบวนการจัดหาวัคซีนเริ่มมาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ไม่ได้ดำเนินการชักช้าแต่อย่างใด และมีกลไกการจัดหาที่ชัดเจน ได้ติดตามข้อมูลการพัฒนาวัคซีนของบริษัทต่าง ๆ โดยตลอด วิธีการ ตั้งเป้าว่าน่าจะได้วัคซีนมาฉีดให้ประชาชนภายในปี 2564 ครอบคลุมประชาชนกว่า 50% ของประเทศ โดยการจัดหาวัคซีน 3 ช่องทาง ได้แก่ 1.โครงการ COVAX ของ WHO 2.ซื้อจากบริษัทต่างประเทศ 3.ผลิตเองในประเทศไทย

“เราติดตามอยู่ตลอด มีการศึกษาข้อมูลเกือบทุกเจ้าที่ผลิตวัคซีน เพียงแต่เราไม่ได้นำมาเปิดเผยสาธารณะ เพราะเราทำข้อตกลงกับบริษัทเหล่านั้นไว้ เพราะเป็นความลับของบริษัทต่าง ๆ เรามีการศึกษากันโดยตลอด ไม่ได้แทงม้าตัวเดียว นอกจากนั้นเราไม่ได้ละเลยการสนับสนุนการผลิตเองในประเทศ”
“สถานการณ์วัคซีนเป็นสถานการณ์ที่ไม่ได้มีข้อมูลสำเร็จรูป ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง หลายเรื่องต้องมีการวางแผนล่วงหน้า มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หรือแนวทางตามสถานการณ์ เพราะฉะนั้นการที่เราได้มาจำนวนหนึ่งจากซิโนแวค (Sinovac) ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ต่อด้วย 26 ล้านโดสของแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม จากนั้นจะเจรจาขอซื้อเพิ่มเติมเพื่อให้ครบถ้วนครอบคลุมประมาณ 50% ภายในปี 2564 ผมคิดว่าไม่ได้ล่าช้าอะไรนักเมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ ประเทศที่ได้ฉีดก่อนส่วนใหญ่จองซื้อตั้งแต่เริ่มวิจัย ซึ่งมีข้อแตกต่างจากการดำเนินการของประเทศเราพอสมควร”
นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ชี้แจงว่า โควิด-19 ต่างจากสถานการณ์ทั่วไปโดยสิ้นเชิง การที่กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสถาบันวัคซีคแห่งชาติจัดหาวัคซีนป้องกันโควิดโดยวิธีการจองล่วงหน้า ได้ใช้ข้อมูลหลายองค์ประกอบมาประกอบกัน ไม่ใช่เพียงแค่พิจารณาตามชื่อบริษัทหรือตัววัคซีนอย่างเดียว
กรณีการจัดซื้อวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า ไม่ใช่เป็นการจองซื้อแบบทั่วไป แต่เป็นการจองซื้อโดยมีข้อตกลงถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ประเทศไทยด้วย ซึ่งจำเป็นต้องหาผู้มารับเทคโนโลยีในช่วงเวลาเร่งด่วน โดยต้องเป็นบริษัทที่พร้อมที่สุด มีความสามารถมากที่สุด บริษัทแอสตร้าเซนเนก้าได้ทบทวนคุณสมบัติของบริษัทต่าง ๆ ในประเทศไทยไม่ใช่เพียงเจ้าเดียว แต่มีเพียงบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์เท่านั้นที่มีศักยภาพจะรับเทคโนโลยีการผลิตในรูปแบบ Viral Vector Vaccine ซึ่งพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แม้แต่องค์การเภสัชกรรม ของกระทรวงสาธารณสุข ก็ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะรับเทคโนโลยีการผลิตนี้ เพราะเป็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่
“แอสตร้าเซนเนก้าเป็นผู้คัดเลือกบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์ ซึ่งเกิดจากการมีเครือข่ายการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดกับเครือเอสซีจีมาอย่างต่อเนื่อง เครือเอสซีจีจึงเจรจาให้แอสตร้าเซนเนก้ามาพิจารณาศักยภาพบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ พร้อมกันนั้น แอสตร้าเซนเนก้าก็มีนโยบายขยายกำลังการผลิตไปทั่วโลก และต้องการกำลังการผลิตจำนวนมากในระดับ 200 ล้านโดส/ปี ซึ่งเมื่อพิจารณาศักยภาพบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์แล้วเข้ากับหลักเกณฑ์ที่แอสตร้าเซนเนก้าต้องการ”

นายแพทย์นคร เปรมศรี แจงเรื่องบประมาณว่า รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ 595 ล้านบาท บวกกับเอสซีจีสนับสนุน 100 ล้านบาท ให้บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์พัฒนาขีดความสามารถจนเข้าคุณลักษณะของแอสตร้าเซนเนก้า และได้รับการคัดเลือก เป็นความพยายามของทีมประเทศไทยที่ไม่ได้เกิดชั่วข้ามคืน แต่เกิดขึ้นได้เพราะมีพิ้นฐานที่ดี
ส่วนข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าสนับสนุนงบประมาณให้บริษัทเอกชนได้รับผลประโยชน์นั้น ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติแจงว่า เรื่องการสนับสนุนเอกชน ไม่ได้สนับสนุนแค่สยามไบโอไซเอนซ์ แต่สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้ของบประมาณเพื่อสนับสนุนทุกหน่วยงานในประเทศเพื่อจะวิจัยพัฒนาวัคซีนให้ได้ ตอนนี้ ครม.อนุมัติงบประมาณแล้ว ทั้งบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเล้าธนบุรี และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติชี้แจงความสัมพันธ์ระหว่าง บริษัทแอสตร้าเซนเนก้า บริษัทสยามไบโอไซน์ และกระทรวงสาธารณสุขด้วยว่า กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยซื้อวัคซีนจากแอสตร้าเซนเนก้า ส่วนแอสตร้าเซนเนก้าจ้างให้บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ผลิตวัคซีนพร้อมกับถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ด้วย
“การจัดซื้อวัคซีนเป็นการซื้อจากแอสตร้าเซนเนก้า แบรนด์แอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งแอสต้ราเซนเนก้าขายให้ไทยบนพื้นฐานนโยบาย no profit-no loss ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด คือคิดราคาต้นทุน ดังนั้นค่าจ้างผลิตวัคซีนจึงเป็นการคิดราคาต้นทุนเช่นกัน สยามไบโอไซเอนซ์ต้องผลิตวัคซีนตามคำสั่งซื้อของแอสตร้าเซนเนก้าในราคาต้นทุน เพื่อให้แอสตร้าเซนเนก้าขายให้ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนในราคาต้นทุนเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นเรื่องกำไร แต่เป็นเรื่องการทุ่มเทเพื่อให้ได้วัคซีนจริง ๆ จะเห็นได้ว่าวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าราคาถูกที่สุดในท้องตลาด ณ เวลานี้ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีกำไรเกิดขึ้นจึงไม่มีผลประโยชน์อะไรมาเคลือบแฝงในการเจรจาจัดซื้อวัคซีนในครานี้เลยครับ ทุกอย่างเป็นการจัดซื้อในราคาที่สะท้อนต้นทุนทั้งสิ้น”

ด้านนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้มีวัคซีนที่มาขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงานองค์การอาหารและยา (อย.) แล้ว 2 บริษัท คือ แอสตร้าเซนเนก้า และ ซิโนแวค ซึ่งคาดว่า อย.จะอนุมัติและขึ้นทะเบียนแล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขกำลังเจรจาจัดหาวัคซีนจากบริษัทอื่น ๆ อีก 4 บริษัท ซึ่งบริษัทเหล่านี้จะต้องนำเอกสารมาขอขึ้นทะเบียนวัคซีนกับ อย. ตามกระบวนการที่กำหนด หากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป
“กระทรวงสาธารณสุขมีกระบวนการจัดหาวัคซีนมาตั้งแต่ช่วงต้นของการระบาดเมื่อปีที่แล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่ม 3-4 เดือนนี้ แต่เนื่องจากการพัฒนาวัคซีนต้องใช้เวลา การพัฒนาวัคซีนปกติใช้เวลาเป็น 10 ปี สำหรับวัคซีนโควิด กระบวนการต่าง ๆ ถูกร่น แต่กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้คำนึงว่าจะต้องรีบอย่างเดียว สิ่งที่เราต้องมีควบคู่กับการเร่งรีบจัดหาคือความรอบคอบที่จะต้องจัดหาวัควีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคและมีความปลอดภัย วัคซีนที่จะนำมาฉีดให้คนไทยจะต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ประสิทธิภาพและความปลอดภัยทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น เราจะไม่ดำเนินการไปตามกระแสของประเทศอื่น ๆ”
นายแพทย์โอภาสกล่าวถึงเรื่องงบประมาณการจัดซื้อวัคซีนด้วยว่า ในช่วงต้นของการระบาดมีการประมาณการว่า ราคาวัคซีนที่เหมาะสมอยู่ที่ 1,000 บาท/โดส ซึ่ง สธ.ใช้ราคานี้ในการอ้างอิง สำหรับการจองซื้อวัคซีน AstraZeneca ซื้อได้ใน 5 เหรียญ/โดส ซึ่งเป็นราคาที่ถูกที่สุดที่หาได้ในท้องตลาด ณ ขณะนี้
“ขออนุญาตให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่า ประทรวงสาธารณสุขจะมีความรอบคอบในการนำวัคซีนมาฉีดให้พี่น้องประชาชนโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพความปลอดภัย และราคาที่เหมาะสม” อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว