หุ้น III แตกไลน์ธุรกิจโต 5 ปี รุกคลังสินค้าดันโลจิสติกส์ครบวงจร
สัมภาษณ์
ธุรกิจขนส่งสินค้าและบริการ หรือ “โลจิสติกส์” เป็นอีกกลุ่มที่สำคัญของห่วงโซ่ระบบเศรษฐกิจไทย ในการช่วยกระจายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์นายทิพย์ ดาลาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัท ทริพเพิลไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ III กล่าวถึงทิศทางของธุรกิจที่ได้อานิสงส์จากการส่งออกไทยที่กลับเติบโตดีในปีนี้ว่าบริษัทเพิ่งเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) เมื่อ ก.ย.ที่ผ่านมา ตอนนี้ก็เป็นช่วงปิดงบฯไตรมาส 3/60 แล้ว ซึ่งภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัท ก็มีทิศทางเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการขยายตัวของภาคส่งออก และต้นทุนลดลงจากการบริหารจัดการที่ดีขึ้น จึงทำให้เรามั่นใจว่าผลประกอบการในงวดไตรมาส 3/60 จะมีการเติบโตมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน และผลักดันให้ภาพรวมผลประกอบการในปีนี้มีกำไรดีได้แน่นอน
“ปีนี้เปิดมาสดใส ครึ่งปีแรกเรามีกำไรใกล้เคียงกำไรรวมของปีก่อน (94 ล้านบาท) ดังนั้นทั้งปีน่าจะเติบโตชัดเจน โดยในงวดไตรมาส 3-4 นี้ แนวโน้มผลประกอบการจะต้องดีกว่าครึ่งปีแรกแน่นอน เพราะเข้าช่วงฤดูการส่งออกปลายปีด้วย”
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานรอบ 6 เดือนแรกที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 1,086 ล้านบาท เติบโต 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่อยู่ที่ 985 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิได้แล้วราว 83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซีอีโอได้ตั้งเป้าหมายในปีนี้ว่า บริษัทจะมีรายได้เติบโต 25% จากปีก่อนที่มีรายได้ 2,075 ล้านบาท เนื่องจากลูกค้าเดิมใช้บริการมากขึ้น และยังได้ลูกค้าใหม่เพิ่มเข้ามาอีกด้วย ซึ่งจะสอดรับกับแผนการขยายการลงทุนโครงการต่าง ๆ ของบริษัท หลังจากที่ระดมทุน IPO จากตลาดหุ้นมาราว 700 ล้านบาท เมื่อช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยจะใช้ลงทุนโครงการต่าง ๆ ราว 235 ล้านบาท ส่วนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
โดยขณะนี้ได้ใช้เงินส่วนหนึ่งลงทุนในโครงการท่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (คลังสินค้า) ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง ถือเป็นการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ของบริษัทให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศแบบครบวงจร เพื่อรองรับไปกับการเติบโตการขนส่งทางอากาศของไทยในอนาคต โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้
“ธุรกิจใหม่จะเป็นการบริหารคลังสินค้า ตอนนี้มีความชัดเจนที่จะเปิดแห่งแรกที่ดอนเมืองแล้ว คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงปี 2561 ประเมินเบื้องต้นมั่นใจว่าจะสร้างรายได้ราว 80-100 ล้านบาทต่อปี โดยปีหน้ารายได้รวมคาดว่าจะเติบโตราว 20-25%”
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทโครงสร้างรายได้จาก 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.รายได้หลักมาจากให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศแบบครบวงจร สัดส่วนกว่า 50% ของรายได้รวม 2.กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์สำหรับเคมีภัณฑ์และสินค้าอันตราย สัดส่วนราว 30% 3.ขนส่งสินค้าทางทะเลและทางบก มีสัดส่วน 10% 4.กลุ่มธุรกิจการบริหารจัดการโลจิสติกส์มีสัดส่วน 10% และ ซีอีโอกล่าวอีกว่า เราก็ยังดูแผนขยายธุรกิจคลังสินค้าในท่าอากาศยานอื่น ๆ หากมีโอกาสในอนาคต อย่างคาร์โก้ที่อู่ตะเภาก็น่าสนใจ เพราะจะเข้ามารองรับพื้นที่เศรษฐกิจอีอีซีที่จะมีการลงทุนอย่างคึกคัก และมีมูฟเมนต์ของสินค้าดี
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนระยะยาว 3-5 ปี จะขยายตัวออกไปต่างประเทศ โดยมองโอกาสเปิดตลาดโลจิสติกส์ในประเทศอินโดจีน อาทิ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ผ่านโครงการขยายสาขาสำหรับธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศร่วมกับพันธมิตรสายการบิน อาทิ ไทยแอร์เอเชีย และไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ในการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศอยู่แล้ว
ด้านธุรกิจขนส่งสินค้าทางเรือ บริษัทจะขยายตัวแทนสายการเดินเรือร่วมกับพันธมิตรที่หลากหลาย ส่วนธุรกิจการให้บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์และลานฝากเก็บ รวมถึงมีแผนลงทุนซื้อรถหัวลาก และหางลาก รวมไปถึงโครงการซื้อรถขนส่งและกระจายสินค้าเคมีและสินค้าอันตราย เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการ ช่วยเพิ่มยอดขายการขนส่งสินค้าและกระจายสินค้าในประเทศ
“ทิพย์” มั่นใจว่า จากแผนเดินหน้าแตกไลน์ธุรกิจ จะทำให้บริษัทมีรายได้ที่สมดุล คือธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศแบบครบวงจร จะลดสัดส่วนไว้ราว 40% ด้านขนส่งสินค้าเคมีภัณฑ์ 30% และจะเพิ่มบทบาทของรายได้จากการขนส่งสินค้าทางทะเลและทางบกขึ้นเป็น 15% เช่นเดียวกับธุรกิจการบริหารจัดการโลจิสติกส์ เพิ่มสัดส่วนเป็น 15%
นี่คือยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่จะเสริมแกร่งให้แก่หุ้น III ในระยะยาว 3-5 ปี ปักธงทำรายได้โตปีละ 20-25%