เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
Economic Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
Columns วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
Biz Movement เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
ผ่า ‘ผังน้ำ’ ป้องท่วม กทม. ผุด ‘บัฟเฟอร์โซน-เพิ่มแก้มลิง’
Real Estate ผ่า ‘ผังน้ำ’ ป้องท่วม กทม. ผุด ‘บัฟเฟอร์โซน-เพิ่มแก้มลิง’
‘เอ แอสเสท’ ดึงทุนเวียดนาม-ญี่ปุ่น ปั้น ‘มิกซ์ยูสทองหล่อ’ 1.2 หมื่นล้าน
Real Estate ‘เอ แอสเสท’ ดึงทุนเวียดนาม-ญี่ปุ่น ปั้น ‘มิกซ์ยูสทองหล่อ’ 1.2 หมื่นล้าน
ดูทั้งหมด

หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย

04 ต.ค. 2569 | 17:12น.

ประเทศไทยตั้งเป้าหมายใหญ่ จะก้าวไปสู่การเป็นประเทศ “รายได้สูง” ภายใน 12 ปีข้างหน้า นับเป็นความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากผ่านมากว่า 60 ปีนับตั้งแต่มีการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504-2509) จบกระทั่งปัจจุบันที่ใกล้จะจบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) แล้ว ประเทศไทยยังคงติดกับดัก “ประเทศรายได้ปานกลาง” และเริ่มเติบโตรั้งท้ายกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน หลังจาก “หมดบุญเก่า” จาก “ยุคโชติช่วงชัชวาลย์” อย่างไรก็ดี ในปี 2571 ประเทศไทยจะประกาศใช้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2576) ซึ่งหลายฝ่ายคาดหวังว่าจะเห็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยครั้งสำคัญ

สศช.รับแผน 13 ยังห่างเป้าหมาย

โดย “ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในเวทีประชุมประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” ว่า หากย้อนดูผลการดำเนินงานภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 จะพบว่า แม้รายได้ต่อหัวของคนไทยจะเพิ่มขึ้น แต่ยังห่างจากเป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง เนื่องจากไทยต้องเผชิญวิกฤตต่อเนื่อง ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อสูง สงครามการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จนถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ

“ผลจากปัจจัยดังกล่าวทำให้รายได้ประชาชาติต่อหัวในปี 2568 อยู่ที่ประมาณกว่า 8,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ภายในปี 2570 อีกข้อจำกัดสำคัญ คือ ผลิตภาพ (Productivity) ของเศรษฐกิจไทยที่เพิ่มขึ้นในระดับต่ำ โดยปี 2568 ผลิตภาพขยายตัวเพียง 1.2% ขณะที่อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศตาม IMD Ranking ปัจจุบันอยู่ที่อันดับ 26 แม้ปรับดีขึ้นจากอันดับ 30 แต่ยังไม่สามารถขยับขึ้นไปสูงกว่าอันดับ 25 ได้”

แผน 14 “ซ่อม-สร้าง” อนาคต

จากข้อจำกัดดังกล่าว แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ที่จะประกาศใช้ในปี 2571 จึงวางเป้าหมายให้เศรษฐกิจไทย “ขยายตัวสูงขึ้น ทั่วถึงมากขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น” โดยตั้งเป้าหมายผลักดันอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยให้เติบโตในระดับมากกว่า 3% ต่อปี อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มรายได้ของประเทศและประชาชน พร้อมกระจายประโยชน์จากการเติบโตให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม และตั้งเป้าหมายยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้อยู่ 20 อันดับแรกของโลกภายในปี 2572

“มองไปข้างหน้า โลกยิ่งเปลี่ยน โจทย์ยิ่งยาก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเตรียมการรับมือ การออกแบบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะมุ่งเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านแนวทาง ซ่อมรากฐาน เลิกข้อจำกัด เสริมศักยภาพ และสร้างอนาคต”

กาง 4 เป้าหมาย รื้อโครงสร้าง

“ดนุชา” กล่าวว่า ภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 มีการกำหนด 4 เป้าหมายหลัก ประกอบด้วย เป้าหมายแรก สร้าง Productivity เร่งยกระดับประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบการผลิตและบริการ ผ่าน 3 ด้าน ได้แก่ พลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจรายสาขาให้สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ผนึกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี รวมถึงปฏิรูประบบการเงิน การคลัง และตลาดทุน

เป้าหมายที่ 2 สร้างภาครัฐขนาดเล็กลง แต่มีสมรรถนะสูง โปร่งใส ปลอดทุจริต ควบคู่กับปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

เป้าหมายที่ 3 สร้างประชากรที่รองรับการเติบโตและมีสมรรถนะสูงขึ้น ยกระดับทักษะแรงงานที่มีผลิตภาพต่ำและสร้างเส้นทางไปสู่งานที่มีผลิตภาพสูง ตอบโจทย์ภาคการผลิต และเป้าหมายที่ 4 ปรับการผลิตและการบริโภคให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนาโครงสร้างระบบไฟฟ้าและสมาร์ทกริด พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ลงทุนแก้ปัญหาโครงสร้าง

ขณะที่ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวในหัวข้อ “พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยบนฐานผลิตภาพและนวัตกรรม” ว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มีความเสี่ยง 4 ด้านสำคัญ ที่ต้องจับตา ได้แก่ 1.เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนวิกฤตปี 2540 เคยขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 7% หลังปี 2540 ลดลงมาอยู่ประมาณ 4% ก่อนชะลอลงเหลือราว 3% และปัจจุบันแม้แต่ระดับ 3% ก็ยังทำได้ยาก ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนของ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง”

“สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากไทยไม่ได้ลงทุนในระดับที่เพียงพอมาเป็นเวลานาน ทำให้ฐานการผลิตและเครื่องจักรมีอายุมาก ขณะเดียวกันยังเผชิญโครงสร้างประชากรสูงวัย โดยประชากรอายุเกิน 60 ปี มีสัดส่วนประมาณ 20% หรือ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด ดังนั้น หากต้องการยกระดับศักยภาพการเติบโต จำเป็นต้องลงทุนทั้งเครื่องจักรใหม่และการพัฒนาคน พร้อมนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเพิ่มผลิตภาพ”

ยึดวินัยการคลังรับมือวิกฤตระลอกใหม่

2.เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันแตกต่างจากวิกฤตปี 2540 ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยประสบปัญหาทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงอย่างรุนแรงจนต้องลอยตัวค่าเงินบาท พร้อมกับเกิดวิกฤตสถาบันการเงิน แต่ปัจจุบันประเทศไทยมีทุนสำรอง มากกว่า 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อรวมฟอร์เวิร์ดอยู่ที่ประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ สามารถรองรับการนำเข้าได้ประมาณ 10 เดือน ขณะที่ทุนสำรองสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นประมาณ 2.5 เท่า

“หากประเทศไทยเผชิญวิกฤตรอบใหม่ ความเสี่ยงจึงไม่น่าจะเกิดจากปัจจัยในรูปแบบเดียวกับปี 2540 แต่จุดที่ต้องจับตาคือ ฐานะการคลัง หลังจากภาครัฐใช้มาตรการทางการคลังจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 ดังนั้น การรักษาวินัยการคลังจึงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและป้องกันไม่ให้ปัญหาพัฒนาไปสู่ความเสี่ยงด้านการคลังในอนาคต และต้องแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น”

3.การกระจายรายได้ โดยเศรษฐกิจไทยมีขนาดเกือบ 20 ล้านล้านบาท แต่รายได้ยังกระจุกตัวสูง กลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงสุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้ประมาณ 50% ของประเทศ ขณะที่กลุ่มรายได้น้อยที่สุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้ไม่ถึง 5% เรียกสถานการณ์ดังกล่าวว่าเป็นปัญหา “โตกระจุก จนกระจาย” และมองว่าโอกาสจากการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ต้องถูกส่งต่อไปถึงเอสเอ็มอีและแรงงานไทย ไม่ใช่หยุดอยู่เฉพาะบริษัทหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่

และ 4.สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญความผันผวนทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง จึงต้องเร่งลงทุนด้านการบริหารจัดการน้ำ พร้อมกับเดินหน้าเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง ทำให้ความผันผวนของราคาพลังงานและสถานการณ์ในตะวันออกกลางสามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง จึงต้องเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดและทรัพยากรพลังงานภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า

“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจึงต้องทำทั้ง ‘ซ่อม เสริม และสร้าง’ โดยซ่อมจุดอ่อนด้านเสถียรภาพและการคลัง เสริมศักยภาพของอุตสาหกรรมและธุรกิจเดิม และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ผ่านการลงทุน เทคโนโลยี และกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาด”

โอกาสประเทศไทย-ผนึกเอกชน

“ดร.เอกนิติ” กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังสร้างโอกาสให้ประเทศไทย เนื่องจากบริษัทต่างชาติต้องการกระจายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานไปยังประเทศที่มีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพ ไทยจึงต้องใช้จังหวะดังกล่าวดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้าประเทศ อย่างไรก็ตาม การลงทุนใหม่ต้องเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งการพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างงานคุณภาพ และการดึงเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้รายได้จากการเติบโตกระจายไปสู่คนไทยในวงกว้าง

อุตสาหกรรมเดิมที่มีความแข็งแกร่ง เช่น เกษตรและอาหาร ต้องยกระดับไปสู่ Smart Agriculture และอุตสาหกรรมแปรรูปที่มีมูลค่าสูงขึ้น  ต่อยอดฐานวัตถุดิบของไทยไปสู่อุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง  

“ดร.เอกนิติ” กล่าวว่า การขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 นั้น ต้องทำร่วมกันกับภาคเอกชน โดยปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูลหรือเป้าหมาย แต่เป็นการทำงานแบบแยกส่วน รัฐบาลจึงนำกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) มาใช้เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมภาครัฐกับเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

“หัวใจของการเปลี่ยนประเทศไทยรอบใหม่ จึงไม่ใช่เพียงการกำหนดแผน แต่ต้องทำให้ภาครัฐ เอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสามารถขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และเปลี่ยนการลงทุนใหม่ให้กลายเป็นการเติบโตที่ส่งประโยชน์ถึงแรงงาน เอสเอ็มอี และประชาชนไทยในวงกว้าง”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

รายได้ เศรษฐกิจ