ทำความรู้จัก TOEFL เรื่องสำคัญสำหรับคนที่อยากศึกษาต่อต่างประเทศ
สำหรับคนที่กำลังเริ่มต้นศึกษาวิธีไปเรียนต่อประเทศ หนึ่งในเอกสารสำคัญที่จำเป็นต้องมีในการยื่นเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศก็คือ ผลสอบวัดความรู้ความสามารถทางภาษาอังกฤษสำหรับคนต่างชาติโดยข้อสอบที่เรามักจะเห็นผ่านหูผ่านตากันบ่อย ๆ ก็จะมี IELTS (International English Language Testing System) และ TOEFL (Test of English as a Foreign Language) ความแตกต่างของข้อสอบสองตัวนี้ก็คือ หากเราต้องการไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ก็จะต้องใช้ตัวข้อสอบ IELTS ส่วนใครที่ต้องการไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา หรือแคนาดา ให้เลือกการสอบเป็น TOEFL เพราะได้รับการยอมรับจากสถาบัน และมหาลัยต่าง ๆ ในฝั่งอเมริกาอย่างกว้างขวาง และในบทความนี้จะมาชวนให้ทุกคนได้รู้จักกับข้อสอบ TOEFL ใบเบิกทางในการไปเรียนต่อต่างประเทศ พร้อมกับแนะนำสถานที่ติวโทเฟล ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญของประสบการณ์ที่ดีที่สุดในชีวิต!
1. TOEFL iBT และ TOEFL ITP คืออะไร?
เมื่อจุดหมายปลายทางของการศึกษาต่อของเรา คือประเทศสหรัฐอเมริกา อันต่อไปคือการเตรียมตัวสอบ TOEFL ที่เมื่อทำการศึกษาตัวข้อสอบ ก็จะพบว่า TOEFL มีการแยกประเภทออกมาให้เราสับสนกันเล่น ๆ 2 ประเภทด้วยกัน ดังนี้
• TOEFL iBT (Internet-Based Test) เป็นรูปแบบข้อสอบที่ได้รับการยอมรับในการไปเรียนต่อ
– สอบผ่านระบบ Internet
– ขอบเขตของการสอบ: Reading, Writing, Listening และ Speaking
– คะแนนเต็ม: 120
– ค่าสอบ 6,000 – 7,000 บาท
• TOEFL ITP (Institutional Testing Program)
– ขอบเขตของการสอบ: Reading, Writing และ Listening
– คะแนนเต็ม: 677
– ค่าสอบ 1,500 – 2,000 บาท
ข้อสำคัญที่ควรจำกันให้แม่น คือหากเราจะไปเรียนต่อต่างประเทศให้เลือกการสอบ TOEFL iBT เพราะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากกว่าตัวข้อสอบ TOEFL ITP อย่างไรก็ตาม เราต้องทำการเช็คกับสถาบัน หรือมหาลัยที่เราจะสมัครให้ดีว่าเค้ารับพิจารณาผลสอบรูปแบบไหน
2. ข้อสอบ TOEFL iBT มีกี่พาร์ท แต่ละพาร์ทประกอบด้วยอะไรบ้าง?
ข้อสอบ TOEFL iBT มีด้วยกันทั้งหมด 4 พาร์ท โดยเราจะมาอธิบายถึงภาพรวมของแต่ละพาร์ทกัน โดยการสอบจะใช้เวลารวมทั้งสิ้น 3 ชั่วโมง
• Reading (54 – 72 นาที) อ่าน Passage ที่มีความยาวประมาณ 700 คำ จำนวน 3 – 4 บทความ พร้อมตอบคำถามที่มีด้วยกันบทความละ 10 คำถาม
• Writing (50 นาที) พิมพ์ Essay ลงบนคอมพิวเตอร์ มีจำนวน 2 ข้อด้วยกัน
– เขียนหลังจากที่เราได้ฟังคำบรรยาย และได้อ่านเรื่องราวที่ข้อสอบให้มา (20 นาที) เขียนประมาณ 150 – 225 คำ
– เขียนแสดงความคิดเห็นของเรา (30 นาที) เขียนขั้นต่ำ 300 คำ
• Listening (41 – 57 นาที) แบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกัน คือ
– ฟังคำบรรยายแบบ Academic Lecture 4 – 6 เรื่อง พร้อมกับตอบคำถามแบบ Multiple Choice 6 ข้อต่อเรื่อง
– ฟังบทสนทนา Conversation 2- 3 บทสนทนา ตอบคำถามประมาณ 5 ข้อต่อเรื่อง
• Speaking (17 นาที) แบ่งออก 4 ส่วนด้วยกัน
– โดย 2 ส่วนแรก จะเป็น Independent Speaking ให้เราแสดงความคิดเห็น และ Conversation คือการจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ และเราต้องจับใจความให้ได้ พร้อมกับให้คำแนะนำต่อสถานการณ์นั้น ๆ
– ใน 2 ส่วนหลัง จะเป็น Lecture ที่จะมีอาจารย์บรรยายเกี่ยวกับหัวข้อต่าง ๆ ในเวลา 5 นาที และเราต้องทำการจดบันทึก เพื่อสรุปใจความออกมาให้ได้
3. ควรได้ TOEFL ขั้นต่ำกี่คะแนน?
มาตรฐานที่มหาลัยส่วนใหญ่ต้องการนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 80 คะแนนขึ้นไป และถ้าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ หรือกลุ่ม IVY LEAGUE ของสหรัฐอเมริกา คะแนน TOEFL ที่ต้องการก็ยิ่งสูงขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น บางมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ต้องการคะแนน TOEFL ที่สูงเสมอไป เพียงแต่เราอาจจะต้องลงเรียนคลาสภาษาอังกฤษกับทางมหาวิทยาลัย และต้องทำการสอบให้ผ่าน เพื่อที่จะได้เรียนในคลาสสอนจริงได้
4. วิธีเตรียมตัว
เราต้องบอกก่อนว่าเส้นทางการเตรียมตัวสอบ TOEFL นั้นต้องใช้ความพยายาม และการฝึกฝนอย่างเดียวเท่านั้น ยิ่งฝึกฝนมากยิ่งมีโอกาสคว้าคะแนนสูง ๆ ได้มากขึ้นได้เท่านั้น และควรเตรียมตัวอย่างน้อย 2 – 3 เดือนก่อนสอบ โดยหากมีเวลาเตรียมตัวไม่มาก การไปติวโทเฟล ก็จะช่วยให้เราได้เนื้อหาเน้น ๆ มาฝึกฝนได้ทันก่อนไปสอบจริง
เมื่อเรามีเป้าหมายในการไปเรียนต่อต่างประเทศแล้ว คงเป้าหมายนั้นให้แน่น และใช้ความพยายามของเราทำให้เต็มที่กับทุก ๆ ขั้นตอน และหากใครที่ต้องการที่ปลุกปั้นกำลังใจ พร้อมกับเสริมความแข็งแกร่งในการไปทำข้อสอบ TOEFL ให้สถาบันกวดวิชา XChange English ติวโทเฟลให้แบบครบทุกทักษะ โดยติวเตอร์ที่มีประสบการณ์สอนมากกว่า 10 ปี รู้ลึกทุกเทคนิค และแนวทางข้อสอบ นอกจากนั้น หากคะแนนสอบที่ได้ยังไม่สมใจ สามารถ #สอบได้ไม่ถึงเรียนซ้ำฟรี! และสามารถเข้าไปทดลองเรียนฟรีได้ ก่อนที่จะตัดสินใจเรียนคอร์สจริงด้วยนะ
หากน้อง ๆ มีคำถาม อยากปรึกษาเพิ่มเติม ให้ติดต่อได้ที่
Line Official : @XChange
โทร: 02-736-3626