“ผยง” ชี้ไทยอย่ากังวลรัฐก่อหนี้เพิ่ม แนะเร่งลงทุน-เสริมทักษะแรงงาน
“ผยง” ซีอีโอกรุงไทย แนะเศรษฐกิจไทยออกจากหลุมทางโค้ง เร่งลงทุน R&D-พัฒนานวัตกรรม-เสริมทักษะแรงงานจบใหม่ ชี้อย่ากังวลรัฐกู้เพิ่ม หากเศรษฐกิจโตมากกว่าดอกเบี้ย เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจ เผย มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู-พักทรัพย์ พักหนี้ คาดวงเงิน 3.5 แสนล้านบาทใช้หมดตาม
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) อยู่ที่ 3% จาก 3.2% ซึ่งลดลงจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลพ่วงจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่
โดยความท้าทายยังคงอยู่ในเรื่องของวัคซีนและการกระจายวัคซีน และความรวดเร็วในการเปิดประเทศ เช่น ภูเก็ตโมเดล จะทำให้การเปิดประเทศได้เร็วขึ้น เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังคงยึดโยงกับการท่องเที่ยวมากเกินไป ดังนั้น การปรับจีดีพีของ ธปท.เป็นไปตามความเสี่ยงของกลไกดังกล่าว

ดังนั้น การประคองตัวของภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ออกจากหลุมทางโค้ง มองว่ายังจำเป็นต้องกระตุ้นการใช้จ่ายต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนทางด้านพัฒนาและวิจัย (R&D) การพัฒนานวัตกรรม ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจที่ดี และประชาชนจะต้องกินดีอยู่ดี และมีงานทำ จึงต้องมีทักษะและได้รับการดูแลที่เหมาะสม
อย่างไรก็ดี การใช้งบประมาณขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เน้นการช่วยเหลือประชาชน การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และลดความเหลื่อมล้ำของประชากร ขนาดวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ จะช่วยสร้างบรรยากาศให้เกิดความมั่นใจ แต่เศรษฐกิจไทยยังคงมีความท้าทายสูง
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยควรเปลี่ยนแนวคิดการกู้เงินเพิ่มของภาครัฐ หรือสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี โดยไม่ต้องกังวลความสามารถในการก่อหนี้สาธารณะ หากดูในต่างประเทศที่มีการกู้เงินเพิ่มเพื่อเป็นการประคองและน้ำหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ เช่น สภาครองเกสระบุว่าหนี้ต่อจีดีพีของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 200% ภายในปี 2593 จากปีนี้อยู่ที่ 100%
ซึ่งเป็นการยกระดับการก่อหนี้ใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งไม่ต้องกังวลในเรื่องการชำระหนี้ หากตราบใดที่เศรษฐกิจเติบโตสูงกว่าอัตราดอกเบี้ย ดังนั้น ยอมรับว่าหนี้ต่อจีดีพีที่เพิ่มขึ้นของไทยจะเป็นภาระได้ในอนาคต แต่หากบริหารจัดการที่ดีก็สามารถทำได้ จึงต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่
“ไทยหากจะออกจากหลุมทางโค้ง จะต้องเร่งลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยี และแรงงานที่เกิดใหม่และสามารถออกจากกับดักเดิม ๆ ได้จะต้องเร่ง Upskill และ Reskill และเน้น Speed การต่อยอด Digital Platform เพื่อให้ไทยได้ก้าวสู่ Next Step ในการฟื้นตัวเศรษฐกิจ”
สำหรับมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูและมาตรการ “พักทรัพย์ พักนี้” จะเห็นว่าหลายฝ่ายทำงานแบบ Proactive ซึ่งคาดว่าวงเงินรวม 3.5 แสนล้านบาท น่าจะใช้ได้เต็มที่ตามงบประมาณที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ดีในส่วนของมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ เป็นกลุ่มที่ช็อกด้วยโควิด-19 ทำให้ขาดแคลนดีมานด์ จึงเกิด Over Supply จึงมีความจำเป็นต้องนำไปแช่แข็ง เพื่อประคองซัพพลายส่วนเกิน และต้องการให้ผู้ประกอบการได้หยุดคิด เพราะทุกอย่างแม้จะกลับมาแต่คงไม่เหมือนเดิม