เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อัพเดตค่าธรรมเนียม ‘Shopee-Lazada’ ล่าสุด เฉพาะ GP จ่ายสูงสุด 19.26%
Tech อัพเดตค่าธรรมเนียม ‘Shopee-Lazada’ ล่าสุด เฉพาะ GP จ่ายสูงสุด 19.26%
CAAT แจงเกณฑ์เปิดตรวจกระเป๋าเช็กอิน ทำเฉพาะกรณีพบสิ่งต้องสงสัย
News CAAT แจงเกณฑ์เปิดตรวจกระเป๋าเช็กอิน ทำเฉพาะกรณีพบสิ่งต้องสงสัย
ไทยรื้อวง JTC เมียนมารอบ 10 ปี เร่งปลดล็อกการค้า ดันเป้า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์
World ไทยรื้อวง JTC เมียนมารอบ 10 ปี เร่งปลดล็อกการค้า ดันเป้า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์
OR เผยครึ่งปีแรก 2569 รายได้ เฉียด 4 แสนล้าน
Business OR เผยครึ่งปีแรก 2569 รายได้ เฉียด 4 แสนล้าน
CIMB ชี้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 1.6 ล้านล้าน ช่วยหลายอุตสาหกรรมไทย มองรัฐบาลตื่นตัวออกกฎเกณฑ์
Finance CIMB ชี้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 1.6 ล้านล้าน ช่วยหลายอุตสาหกรรมไทย มองรัฐบาลตื่นตัวออกกฎเกณฑ์
‘ปลอดประสพ’ ฝากข้อคิด ‘อ.วีระ’ วอนให้เกียรติข้าราชการ ยันที่พักอุทยานฯ เน้นอิงธรรมชาติ
Politics ‘ปลอดประสพ’ ฝากข้อคิด ‘อ.วีระ’ วอนให้เกียรติข้าราชการ ยันที่พักอุทยานฯ เน้นอิงธรรมชาติ
มาคาเลียส ชี้กลุ่มท่องเที่ยวชู ‘อี-โวเชอร์’ บริหารรายได้ธุรกิจยุคใหม่
Business มาคาเลียส ชี้กลุ่มท่องเที่ยวชู ‘อี-โวเชอร์’ บริหารรายได้ธุรกิจยุคใหม่
GOLD2go รุกภาคตะวันออก ผนึกร้านทองพันธมิตร รับเทรนด์ออมทอง 100 บาท ถือครองจริงได้
Finance GOLD2go รุกภาคตะวันออก ผนึกร้านทองพันธมิตร รับเทรนด์ออมทอง 100 บาท ถือครองจริงได้
ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค ลุยทุกเส้นทาง
Automotive ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค ลุยทุกเส้นทาง
วีระ ขอโทษ เข้าใจผิดปมเข้าพักเกาะสิมิลัน – วอนอย่าตั้งกรรมการสอบ หน.อุทยานฯ
News วีระ ขอโทษ เข้าใจผิดปมเข้าพักเกาะสิมิลัน – วอนอย่าตั้งกรรมการสอบ หน.อุทยานฯ
ดูทั้งหมด

รัฐประหารเมียนมา: สื่อนอกวิเคราะห์ ทำไมไทยไม่มีท่าทีแข็งกร้าว?

02 เม.ย. 2564 | 18:50น.
สื่อนอกวิเคราะห์ท่าทีไทยต่อสถานการณ์ในเมียนมา

บทวิเคราะห์จากรอยเตอร์สต่อท่าทีของไทย ที่มีต่อสถานการณ์ในเมียนมา หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 

วันที่ 2 เมษายน 2564 รอยเตอร์ส รายงานข้อมูลจากนักวิเคราะห์ที่ระบุว่า ประเทศไทยได้เพิ่มความแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อยในทางภาษาที่ใช้กล่าวถึงสถานการณ์ในเมียนมา โดยใช้คำว่า “กังวลเป็นอย่างยิ่ง” เกี่ยวกับเหตุนองเลือดที่ทวีความรุนแรงขึ้น นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แต่ความสัมพันธ์ทางทหารที่ใกล้ชิด และความกังวลว่าผู้ลี้ภัยจำนวนมากจะแห่เข้าประเทศ ทำให้ไทยไม่น่าจะแสดงท่าทีอะไรได้มากกว่านั้น

ซึ่งนั่นทำให้ไทยตกขบวนจากบางประเทศที่เป็นสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ระหว่างที่ประเทศเหล่านั้นพยายามเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทหารเมียนมา พร้อมกับพยายามวางตัวเป็นกลางเท่าที่จะทำได้

“การแสดงจุดยืนของประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ผมคิดว่ามีโอกาส เพราะเราเป็นพันธมิตรที่สำคัญ” ปณิธาน วัฒนายากร นักรัฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส

ความใกล้ชิดของกองทัพไทยกับกองทัพเมียนมาถูกตอกย้ำโดยคำร้องขอของ พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง ลาย ผู้นำรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ที่ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย ให้การ “สนับสนุนประชาธิปไตย” ภายในเวลาไม่กี่วันหลังจากขับไล่ นางอองซาน ซูจี ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง

พล.อ.ประยุทธ์ ที่ให้การสนับสนุนนั้น ตัวเขาเองก็ได้ยึดอำนาจโดยก่อรัฐประหารเมื่อปี 2557 ขณะเป็นผู้บัญชาการทหารบก ก่อนที่เขาจะรับบทบาทเป็นพลเรือนเมื่อปี 2562 และปฏิเสธข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านที่บอกว่าเขาโกงเลือกตั้ง

ทั้งสองมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันมานานแล้ว แม้ว่ากองทัพของทั้งสองประเทศ ดูเหมือนจะแข่งขันกันในทางประวัติศาสตร์มายาวนาน ตั้งแต่ใช้คำว่าเรียกว่า “พม่า” กับ “สยาม”

ความเป็นพี่เป็นน้อง”

สำหรับพวกเขา ความเป็นพี่เป็นน้องของทหารมีความสำคัญมาก” ลลิตา หิงคานนท์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าว

“ดิฉันไม่คิดว่าความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจะเปลี่ยนการตัดสินใจของรัฐบาลไทยในการรับผู้ลี้ภัยมากขึ้น… ดิฉันคิดว่าพวกเขาแค่อยากเป็นเพื่อนกับเมียนมามากกว่า”

ประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะมีส่วนได้ส่วนเสียในเมียนมามากกว่าสมาชิกอาเซียนประเทศอื่น ๆ เนื่องจากมีพรมแดนร่วมกับเมียนมาเป็นระยะทางยาวกว่า 2,400 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับเมียนมามากที่สุด

ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ และธรรมเนียมทางการทูตที่ต้องระมัดระวัง เป็นเหตุผลที่ต้องกังวลเรื่องการใช้คำพูดเกี่ยวกับการรัฐประหารเป็นพิเศษ ไทยจึงใช้ถ้อยคำที่รุนแรงขึ้นเพียงเล็กน้อย หลังจากที่ยอดผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนพุ่งสูงถึง 500 ราย ระหว่างการปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารของเมียนมา

การใช้คำพูดของประเทศไทยยังคงเบากว่า เมื่อเทียบกับประเทศประชาธิปไตยอื่น ๆ ในอาเซียน อย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์

ความเสี่ยงด้านพรมแดนเริ่มปรากฏชัดขึ้นเมื่อผู้ลี้ภัยกลุ่มชาติพันธุ์กระเหรี่ยงหลายพันคนหนีตายจากการทิ้งระเบิดของกองทัพเมียนมาเข้ามายังประเทศไทย

แม้ว่าไทยจะปฏิเสธว่าไม่ได้ผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศ แต่ผู้ลี้ภัยร้องเรียนว่าพวกเขาถูกเจ้าหน้าที่รักษาชายแดนไทยปิดกั้นไม่ให้เข้ามา ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไทยบอกในที่ประชุมว่าการห้ามผู้ลี้ภัยเหล่านี้เข้าประเทศเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ

การแสดงท่าที

ในขณะที่ประเทศไทยอาจถูกกดดันทางการทูตให้รับผู้ลี้ภัยหรือแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้น “ลลิตา” มองว่า รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่น่าจะขับเคลื่อนเรื่องนี้

“พวกเขาจะทำบางอย่างเพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันจากนานาชาติ พวกเขาจะทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า นี่! เราได้ตอบสนองต่อความกังวลของคุณแล้ว แต่ก็จะทำแค่นั้น”

ความสัมพันธ์ทางธุรกิจยังคงแข็งแกร่ง

สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในเมียนมา ไทยเป็นรองแค่จีนและสิงคโปร์ ด้วยเงินลงทุนกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ปี 2531

ส่วนการค้าข้ามพรมแดนเมื่อปี 2562 อยู่ที่กว่า 9,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ธุรกิจไทยจำนวนมากต้องพึ่งพาแรงงานเมียนมา ซึ่งมีจำนวนอย่างเป็นทางการที่ 1.6 ล้านคน

ประเทศไทยให้ความสำคัญมากขึ้นกับเมียนมา ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการส่งออกเกือบ 1 ใน 4 เมื่อปี 2562 ส่วนใหญ่เป็นก๊าซธรรมชาติ

“แต่ประเทศไทยไม่น่าจะใช้อำนาจทางเศรษฐกิจเพื่อดำเนินมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าใด ๆ” ปิติ ศรีแสงนาม จากศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

เขาแนะนำด้วยว่า ประเทศไทยอาจใช้วิธีทางการทูตเพื่อพยายามส่งเสริมให้นายพลเมียนมายุติการใช้ความรุนแรง และเปิดการเจรจากับพลเรือนที่ถูกขับไล่ หรือผู้ที่ถูกขัง หรือถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ทรยศ

“ถ้าคุณมีเพื่อนคนหนึ่งที่รู้จักกันมานาน และวันหนึ่งเขาก่อคดีฆาตกรรม มันไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ได้เป็นเพื่อนกับเขา ใช่ไหม?” ปิติกล่าวและว่า

“คุณยังคงเป็นเพื่อน แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือการพูดคุยกับเขา เพื่อแสดงว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิดมหันต์”

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

รัฐประหาร เมียนมา