โครงการจับคู่กู้เงิน ร้านอาหารเข้ายื่นกว่า 3,000 ราย วงเงิน 880 ล้าน
“จุรินทร์” ชี้โครงการ จับคู่กู้เงิน ล่าสุดมีร้านอาหารเข้ายื่นแล้ว 3,001 ราย วงเงิน 880 ล้านบาท มั่นใจยังมีร้านอาหารเข้าร่วมเป็นจำนวนมากเพื่อผ่านพ้นโควิดให้ได้
วันที่ 14 มิถุนายน 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้า โครงการ “จับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับร้านอาหาร” ว่า โครงการนี้มีร้านอาหารสนใจเข้าร่วมโครงการกับสถาบันการเงินเป็นจำนวนมาก ส่วนกรณีร้านอาหารขอขยายเวลาในการลดค่า GP หรือ Gross Profit ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ทางร้านต้องเสียให้กับบริการส่งอาหาร ซึ่งจะครบกำหนด 1 เดือน ใน 30 มิถุนายน นี้ กระทรวงพาณิชย์ต้องประเมินผลและหารือกับทุกฝ่ายก่อนเพื่อพิจารณาต่อไป หากมีประโยชน์ก็พร้อมจะพิจารณาต่อไป

สำหรับจำนวนเงินปล่อยกู้ให้กับร้านอาหารของสถาบันการเงิน 5 แห่ง ล่าสุด ปล่อยไปแล้วรวม 3,001 ราย วงเงินรวมทั้งสิ้น 880 ล้านบาท แบ่งเป็น บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มีผู้ยื่นขอสินเชื่อเงินกู้ 188 ราย โดยจะค้ำประกันทุกรายที่ธนาคารปล่อยกู้ให้
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) มีผู้ยื่นขอสินเชื่อเงินกู้ 146 ราย วงเงิน 64 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทย มีผู้ยื่นขอสินเชื่อเงินกู้ 98 ราย วงเงิน 43 ล้านบาท ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีผู้ยื่นขอสินเชื่อเงินกู้ 49 ราย วงเงิน 22 ล้านบาท และธนาคารออมสิน มีผู้ยื่นขอสินเชื่อเงินกู้ 2,520 ราย วงเงิน 750 ล้านบาท
“โดยโครงการจับคู่กู้เงิน ระหว่างสถาบันการเงินกับร้านอาหาร ซึ่งมีสถาบันการเงิน 5 แห่งเข้าร่วม ร้านค้าสนใจก็ประสานไปแต่ละจังหวัดซึ่งจะมีหน่วยงานคอยติดตามดูแล พร้อมกันนี้ สถาบันการเงินก็พร้อมจะพิจารณาให้สั้นที่สุดในระยะเวลา 7-14 วัน เพื่อที่จะได้เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารมีเงินทุนหมุนเวียน”
ส่วนร้านอาหารที่สนใจเข้าร่วมสามารถประสานงานผ่าน 7 สมาคม 1.สมาคมร้านอาหารไทยและสตรีทฟู้ด 2.สมาคมภัตตาคารไทย 3.สมาคมร้านอาหารและธุรกิจท่องเที่ยวรายย่อย 4.สมาคมผู้ประกอบการร้านอาหาร 5.สมาคมการค้าธุรกิจร้านอาหาร 6.สมาคมเชียงใหม่ภัตตาคารร้านอาหารและบันเทิง และ 7.สมาคมร้านอาหารไทยจังหวัดกระบี่ รวมทั้งกลุ่มร้านอาหารอื่นๆทั่วทั้งประเทศ
สำหรับร้านอาหารที่อยู่ในระบบทะเบียนประกอบธุรกิจในประเทศไทย มีทั้งสิ้นประมาณ 120,000 ราย โดยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประมาณ 16,000 ราย ที่เหลือจดทะเบียนทำธุรกิจในฐานะบุคคลธรรมดา โดย 120,000 ราย ซึ่งสามารถเข้ามาร่วมโครงการในการเจรจากู้เงินกับสถาบันการเงินได้ สำหรับระยะเวลาของโครงการ เริ่มตั้งแต่วันที่ 7-20 มิถุนายน 2564