“สุพันธุ์” หนุนเปิดประเทศ เพื่อเศรษฐกิจไม่ใช่เปิดรับเชื้อโรค
“สุพันธุ์” ประธาน ส.อ.ท. ชี้ 120 วันเปิดประเทศ หนุนเศรษฐกิจไปได้ต่อ ต้องมั่นใจไม่ใช่การเปิดรับเชื้อโรคเพิ่ม แนะรัฐให้ช่วยกันสร้างบาลานซ์ความปลอดภัยคู่ไปด้วย ย้ำ “วัคซีน” คือตัวชี้วัด GDP
วันที่ 23 มิถุนายน 2564 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในงานสัมมนา “Empowering Thailand 2021 เคลื่อนอนาคตไทยด้วยการลงทุน” จัดโดยหนังสือพิมพ์มติชนว่า เอกชนมีความมั่นใจ และเชื่อว่า 120 วันเป็นระยะเวลาที่ถูกต้อง โดยยังคงยืนยันว่า เรื่องของ “วัคซีน” ยังคงเป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องชัดเจนว่าจะจัดสรรให้เอกชนได้จำนวนเท่าไร เมื่อใด เพื่อที่เอกชนจะได้นำไปฉีดให้กับพนักงาน ลูกจ้างภายในองค์กรเพื่อสร้างความมั่นใจ โดยยอมรับว่าปัญหาที่เกิดในขณะนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ
ดังนั้นแล้วในหลายมาตรการของภาครัฐอย่างเกณฑ์การปล่อยกู้ให้ SMEs จำเป็นที่ต้องผ่อนปรน ลดเกณฑ์การดูเรื่องแบล็กลิสต์ เครดิตบูโรลง เพื่อที่จะให้บุคคลเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ และสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ต่อ
“รัฐเองสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ว่าก่อนหน้าเกิดโควิด-19 เขาเหล่านี้มีสถานะเป็นอย่างไร หากรายที่ยังไม่เคยติดเครดิตบูโร แต่มาติดตอนเกิดโควิด-19 ก็ต้องผ่อนปรนให้เขา ต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่สถานะการณ์ปกติ กินเวลามานาน 1 ปีกว่าแล้ว เศรษฐกิจเสียหายไป 3-5 แสนล้านบาทแล้ว ตอนนี้ที่ทำได้คือเราต้องมั่นใจกันเชื่อใจกัน ว่าในอีก 120 วันที่จะเปิดประเทศนั้น มันจะเปิดเพื่อเศรษฐกิจให้เดินต่อไปได้ ไม่ใช่เปิดรับโรคเข้ามาเพิ่ม ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างบาลานซ์ด้านความปลอดภัยควบคุมโรคไปคู่กัน”
อย่างไรก็ตาม หากเปิดประเทศได้จริงและได้วัคซีนมาฉีดตามที่ต้องการ เชื่อว่าเศรษฐกิจ GDP ของไทยปี 2565 จะต้องโตกว่าปีนี้แน่นอน ซึ่งปี 2564 เอง กกร.ประเมินไว้ว่าจะโตอยู่ที่ 0.5-2% ส่วนด้านการลงทุนยอมรับว่า ไทยยังมีโอกาสอีกมาก เห็นได้จากโครงการก่อสร้างทั้งทางราง สนามบิน ทำให้ระบบโลจิสติกส์ของไทยพร้อมทุกด้าน
ซึ่งแน่นอนว่านักลงทุนเอง เมื่อจะพิจารณาการลงทุนแต่ละครั้งจะพิจารณาไม่กี่ตัวเลือก โดยหลักคือ ความคุ้มค่า ต้นทุนถูกหรือแพง โลจิสติกส์ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐานพร้อมหรือไม่ หากพร้อมก็ตัดสินใจไม่ยาก ซึ่งนั่นคือประเทศไทยที่พร้อมทั้งหมด แต่ในทางกลับกัน ไทยเองก็ต้องเลือกนักลงทุนที่เข้ามาสร้างประโยชน์อะไรบ้าง ไม่ใช่เข้ามากอบโกยเพียงอย่างเดียว
ดังนั้นแล้วสิ่งที่เอกชนและรัฐต้องช่วยกันทำต่อคือ ความสะดวกและความยากง่ายของการดำเนินธุรกิจ (ease of doing business) ซึ่งจะเป็นอีกตัวที่จะผลักดันให้เกิดการลงทุน