เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (14 ก.ย. 69) ปรับลง 150 บาท ทองรูปพรรณ 68,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (14 ก.ย. 69) ปรับลง 150 บาท ทองรูปพรรณ 68,900 บาท
EECO มอบตรารับรอง “EEC Select Best Service 2026” 21 ผู้ประกอบการ ในฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง
เศรษฐกิจภูมิภาค EECO มอบตรารับรอง “EEC Select Best Service 2026” 21 ผู้ประกอบการ ในฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง
SME D Bank ลุยปล่อยสินเชื่อ ต่อยอด AI นกกระซิบ ช่วย SMEs ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
Finance SME D Bank ลุยปล่อยสินเชื่อ ต่อยอด AI นกกระซิบ ช่วย SMEs ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
อิหร่าน-รัฐอ่าวอาหรับเลื่อนประชุมวงเจรจาช่องแคบฮอร์มุซ
World อิหร่าน-รัฐอ่าวอาหรับเลื่อนประชุมวงเจรจาช่องแคบฮอร์มุซ
ก.ล.ต. ตั้ง “อภิสิทธิ์ สุขสาคร” ผู้ช่วยเลขาฯ สายดิจิทัล รับไม้ต่อ “วิบูลย์ ภัทรพิบูล” เกษียณสิ้นปี’69
Finance ก.ล.ต. ตั้ง “อภิสิทธิ์ สุขสาคร” ผู้ช่วยเลขาฯ สายดิจิทัล รับไม้ต่อ “วิบูลย์ ภัทรพิบูล” เกษียณสิ้นปี’69
พร้อมลุย “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส2” รอคลังเคาะ รบ.มีเงินหลายกระเป๋า
Politics พร้อมลุย “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส2” รอคลังเคาะ รบ.มีเงินหลายกระเป๋า
ม.กรุงเทพ คว้าสิทธิ์ Dolby Creator Lab หนุนหลักสูตรสื่อดิจิทัล-ศิลปะภาพยนตร์
การศึกษา ม.กรุงเทพ คว้าสิทธิ์ Dolby Creator Lab หนุนหลักสูตรสื่อดิจิทัล-ศิลปะภาพยนตร์
นายกฯ ขึ้นเวที Gastech 2026 ดัน 5 หมื่นล้าน เปลี่ยนผ่านสู่โซลาร์รูฟท็อป ชู 3 ยุทธศาสตร์พลังงาน
Politics นายกฯ ขึ้นเวที Gastech 2026 ดัน 5 หมื่นล้าน เปลี่ยนผ่านสู่โซลาร์รูฟท็อป ชู 3 ยุทธศาสตร์พลังงาน
เอกชนพร้อมเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ 4 เดือน ไม่ใช่ 1 ปี เงื่อนไขวิ่งเท่าไหร่ได้เท่านั้น
Politics เอกชนพร้อมเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ 4 เดือน ไม่ใช่ 1 ปี เงื่อนไขวิ่งเท่าไหร่ได้เท่านั้น
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ พระองค์ผู้ทรงเป็นเมนเทอร์ โอปอล-สุชาตา
Biz Movement เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ พระองค์ผู้ทรงเป็นเมนเทอร์ โอปอล-สุชาตา
ดูทั้งหมด

ความเท่าเทียม VS ความเสมอภาค ในการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจ

10 ก.ค. 2564 | 18:39น.
คอลัมน์ เช้านี้ที่ซอยอารีย์
พงศ์นคร โภชากรณ์ 
[email protected]

ผมเชื่อว่า ทุก ๆ มาตรการทางเศรษฐกิจที่ออกมา มักจะมีคำถามตามมาเสมอว่า มีความเท่าเทียมไหม ?

มีความเสมอภาคหรือเปล่า ? โดยเฉพาะมาตรการเชิงสวัสดิการ เยียวยา และกระตุ้นเศรษฐกิจ ความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ก็มักจะแตกเป็น 2 ทาง ทางหนึ่งอยากให้ทำแบบเท่าเทียม อีกทางอยากให้ทำแบบเสมอภาค ยิ่งประชาชนแล้วยิ่งไปคนละทาง ทำไมคนข้างบ้านได้มากกว่าฉัน ? ทำไมต้องตัดสิทธิฉัน ? เป็นต้น ทั้ง 2 เรื่องนี้ต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะลองตีโจทย์นี้กัน

หลักความเท่าเทียม คือ ให้เท่ากันหมด (มองจาก input ที่ให้) โดยไม่สนใจฐานะ รายได้ อาชีพ อายุ และภูมิลำเนา ข้อดีคือไม่มีใครบ่นเพราะได้เท่ากัน ไม่ต้องไปเทียบกับคนอื่น ไม่ต้องใช้ข้อมูลซับซ้อน (หรือเพราะไม่มีข้อมูลอะไรเลย จึงต้องยึดหลักนี้) ประชาสัมพันธ์ง่าย คนเข้าใจง่าย ฐานคะแนนเสียงไม่ตกหล่น แต่อาจจะมีข้อเสีย เช่น ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของงบประมาณอาจจะไม่เหมาะสมสอดคล้องกับพื้นที่ เช่น พื้นที่ที่มีค่าครองชีพสูงกว่าอาจจะได้เงินไม่พอค่าครองชีพ

ในขณะที่พื้นที่ที่มีค่าครองชีพต่ำกลับได้เงินจากมาตรการมากเกินไป เช่น คนในกรุงเทพฯ เส้นความยากจนอยู่ที่ประมาณ 3,300 บาทต่อเดือน ขณะที่ จ.เพชรบูรณ์ เส้นความยากจนอยู่ที่ประมาณ 2,300 บาทต่อเดือน แต่กลับได้เงินเท่ากัน

ดังนั้น ความจำเป็นจึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และอีกอย่างที่สำคัญ คือ ทิศทางการพัฒนาก็ยังเหลื่อมล้ำเหมือนเดิม เช่น การจัดงบประมาณเพื่อแก้จน ถ้าการจัดสรรเม็ดเงินลงจังหวัดยังอิงอยู่กับจำนวนประชากรและขนาดพื้นที่เป็นหลัก แต่ให้น้ำหนักกับสัดส่วนคนจนในจังหวัดเพียง 10% เท่านั้น ฉะนั้น การช่วยจังหวัดที่ยากจนให้ดีขึ้นจะทำอะไรไม่ได้มาก

หลักความเสมอภาค คือ ให้ไม่เท่ากัน แต่เล็งที่ผลลัพธ์ว่าจะเท่ากัน (มองจาก output ที่ได้) กรณีนี้ต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น รายได้ การมีงานทำ ฐานะครอบครัว ภูมิลำเนา เป็นต้น ต้องมีข้อมูลที่มากพอในการกำหนดเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และอัตราเงินที่พึงจะได้ (เมื่อมีฐานข้อมูลมากขึ้น การจัดการกับข้อมูลมีความทันสมัยมากขึ้น ควรหันมาใช้แบบนี้)

ข้อดีคือ มีความคุ้มค่าของเงินที่ใส่ลงไปมากกว่า เพราะเม็ดเงินที่จำกัดถูกส่งตรงไปยังคนที่จำเป็นก่อน และตรงไปยังพื้นที่ที่อ่อนแอมากกว่าพื้นที่ที่เข้มแข็ง เช่น คนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนควรจะได้มากกว่าคนที่มีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจน ยิ่งต่ำกว่าเส้นความยากจนจะยิ่งได้มาก แต่มีข้อแม้ว่าต้องทำงานไปด้วย และยิ่งมีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจนมากก็ควรจะได้น้อยลงไปเรื่อย ๆ และถ้าจะใช้ความยากจนของจังหวัดตัวเองเป็นเกณฑ์ก็สามารถทำได้

ทั้งหมดที่ว่ามาเราสามารถออกแบบที่เหมาะสมได้ หรือ tailor-made policy (คล้าย ๆ การผสมผสานระหว่าง negative income tax ที่กระทรวงการคลังเคยเสนอไปหลายปีก่อนหน้านี้ บวก conditional cash transfer ที่ต้องมีเงื่อนไขให้ทำเป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เป็นไปตามทิศทางที่ควรจะเป็น บวก minimum income standard ที่ TDRI เคยจุดประกายขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อน)

และข้อดีอีกข้อหนึ่งที่ผมว่าสำคัญมาก ๆ คือ เป็นการนำข้อมูลที่มีความสำคัญสูงสุดมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด (data-driven policy for equity) ส่วนข้อเสียหรือข้อยุ่งยากบางประการ เช่น ต้องใช้ข้อมูลที่ซับซ้อนขึ้น เข้าขั้น big data ต้องทำ data analytics ดี ๆ ประชาสัมพันธ์ยากกว่า ประชาชนจะสับสนง่ายกว่า เป็นต้น

หน่วยงานสำคัญหน่วยงานหนึ่ง ที่มีความกล้าหาญและเป็นผู้นำในการนำหลักความเสมอภาคมาใช้ คือ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) วัตถุประสงค์ชัดเจนว่า เน้นช่วยเฉพาะเด็กยากจนเท่านั้น มีวิธีการคัดกรองว่าเด็กคนไหนจน คนไหนไม่จน โดยการเข้าไปดูถึงก้นครัว ห้องน้ำ ห้องนอน เลยทีเดียว ฉะนั้น ปัญหา inclusive error (เด็กจนไม่จริง) จึงไม่มี และตั้งเป้าขยายผลไปเรื่อย ๆ ท้ายที่สุด exclusive error (เด็กจนตกหล่น) จะค่อย ๆ ลดลงเอง

ขอยกตัวอย่างการดำเนินโครงการของรัฐบาล 2 โครงการที่มีการถกเถียงถึงความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมอยู่เป็นระยะ ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 โครงการ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการต่อยอดวิธีการดำเนินนโยบายในอนาคต โครงการที่ 1 คือ โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการนี้เกิดขึ้นในปี 2560 เราเก็บข้อมูลละเอียดมากเป็นรายบุคคล แต่ละคนเรามีข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวเขาถึง 104 ข้อมูล เราจึงสามารถใช้ big data นี้มาทำ tailor-made policy ได้

โครงการที่ 2 คือ โครงการเราไม่ทิ้งกัน หรือที่รู้จักกันในนามโครงการ 5,000 บาท 3 เดือน โครงการนี้เกิดขึ้นในปี 2563 เพราะผลของ COVID-19 ทำให้ผู้มีอาชีพอิสระ ลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงาน รวมถึงพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ๆ ขาดรายได้และไม่มีงานทำ จึงต้องช่วยเหลือเป็นการด่วน แต่ด้วยความที่ไม่มีหน่วยงานใดมีฐานข้อมูลอาชีพอิสระ จึงไม่สามารถทำแบบ tailor-made policy ได้ ฉะนั้น โครงการที่ 1 จึงเหมาะที่จะใช้หลักความเสมอภาค ส่วนโครงการที่ 2 เหมาะที่จะใช้หลักความเท่าเทียมมากกว่า

ดังนั้น ผมจึงมีความเห็นว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากก้นเหว หลักความเท่าเทียมยังใช้ได้ดี เพราะทำได้ง่ายกว่า เร็วกว่า และไม่สับสน ในขณะที่การลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ หลักความเสมอภาคน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะวันนี้เรามีข้อมูลที่ลึกพอ ใช้งบประมาณที่ตรงจุด และลดช่องว่างในมิติต่าง ๆ ได้ดี

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สวัสดิการ เศรษฐกิจ