“อริษา นิมมานเหมินท์” ดึง Nomad ปลุกศก.เชียงใหม่โต 3 พันล.
อะไรที่ทำให้ “เชียงใหม่” เมืองวัฒนธรรมแห่งนี้ดึงดูดสมองไหลระดับโลก และได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่คนทำงานทั่วโลกอยากมายํ่าเยือน ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่ผสมผสานคาเฟ่สุดชิก วัฒนธรรมสโลว์ไลฟ์ หรือคอมมิวนิตี้คนทำงานรุ่นใหม่
อาจกล่าวได้ว่า “การทำงานทางไกล”ของกลุ่ม Digital Nomad ในเมืองเชียงใหม่ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ผ่านโมเดล “Nomad-Friendly District” นำร่องย่านสันป่าข่อย-วัดเกต ก่อนขยายผลไปสู่การพัฒนาเมืองยั่งยืนในระดับสากล
“อริษา นิมมานเหมินท์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อนุสาร จำกัด และคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการ Nomad Friendly District (NFD) ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ”
ไทยหมุดหมายกลุ่ม Nomad
นางสาวอริษา นิมมานเหมินท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อนุสาร จำกัด และคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการ Nomad Friendly District (NFD) กล่าวว่า เชียงใหม่กำลังเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมกลุ่ม Digital Nomad หรือกลุ่มคนที่ทำงานผ่านระบบดิจิทัลและเดินทางท่องเที่ยวไปพร้อมกัน โดยมุ่งเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตของกลุ่มนักเดินทางทำงานทางไกลกับการรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในท้องถิ่น ผ่านการขับเคลื่อนโมเดล “Nomad-Friendly District” (NFD)
ทั้งนี้ปัจจุบันทั่วโลกมีกลุ่ม Digital Nomad อยู่ราว 35-40 ล้านคน ประเทศที่มีสัดส่วน Nomad มากที่สุดคือสหรัฐอเมริกา มีสัดส่วนสูงถึงเกือบ 50% หรือราว 17.5 ล้านคน ขณะเดียวกันประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายยอดนิยมอันดับ Top 5 ของโลก โดยมี Nomad เข้ามาพำนักรวมทั่วประเทศราว 50,000-100,000 คน กระจายตัวอยู่ในเมืองเศรษฐกิจและจุดหมายปลายทางสำคัญ อาทิ กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, ภูเก็ต และเกาะพะงัน
สำหรับจังหวัดเชียงใหม่คาดว่ามีกลุ่ม Nomad หมุนเวียนอยู่อาศัยราว 20,000 คนแม้ว่าส่วนใหญ่จะยังคงเป็นชาวต่างชาติจากสหรัฐอเมริกาและฝั่งยุโรป แต่ในช่วงหลังเริ่มมีสัดส่วนของ Nomad จากฝั่งเอเชีย เช่น จีนและอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เศรษฐกิจเชียงใหม่โต 3 พันล้าน
นางสาวอริษากล่าวว่า พฤติกรรมการใช้ชีวิตของกลุ่ม Digital Nomad ในเชียงใหม่ค่อนข้างมีความแตกต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไปอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นการพำนักระยะยาว ไม่เน้นกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หวือหวา แต่มุ่งใช้ชีวิตกลมกลืนกับชุมชนดั้งเดิม อุดหนุนร้านอาหารพื้นบ้าน ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวหมกไก่ และตลาดสดในพื้นที่ โดยมีมูลค่าการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 50,000-75,000 บาท/เดือน ครอบคลุมทั้งค่าที่พัก ค่าอาหาร การเดินทาง และค่าใช้จ่ายสำหรับการทำงาน
เมื่อคำนวณจากตัวเลขประเมินกลุ่ม Digital Nomad ที่หมุนเวียนอยู่ในเชียงใหม่มีจำนวนราว 20,000 คน เฉลี่ยพำนักและใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ราว 1-2 เดือน พบว่าสร้างเม็ดเงินสะพัดถึง 2,000-3,000 ล้านบาท ต่อช่วงรอบการพำนัก (หรือราว 1,000-1,500 ล้านบาทต่อเดือน)
ความน่าสนใจคือ เม็ดเงินมหาศาลระดับหลายพันล้านบาทนี้ ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงธุรกิจท่องเที่ยวขนาดใหญ่หรือโรงแรมหรู แต่กระจายลงสู่ “เศรษฐกิจฐานราก” โดยตรง ทั้งอพาร์ตเมนต์ ร้านอาหารพื้นบ้าน ร้านก๋วยเตี๋ยว ตลาดสด ไปจนถึงร้านบริการท้องถิ่นในย่านชุมชน ช่วยลดความผันผวนของซีซั่นการท่องเที่ยว และสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอให้คนในพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับค่าครองชีพในสหรัฐอเมริกาที่สูงถึง 100,000-150,000 บาท/เดือน เชียงใหม่จึงกลายเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า เข้าถึงได้ง่าย และตอบโจทย์ทั้งการทำงานและคุณภาพชีวิตได้อย่างลงตัว
นำร่องย่าน “สันป่าข่อย-วัดเกต”
ปัจจัยสำคัญในการเลือกย่านสันป่าข่อย-วัดเกต เป็นพื้นที่นำร่องแซนด์บอกซ์ (Sandbox) เกิดจากการวิเคราะห์บริบททางสังคมและกายภาพของพื้นที่ พบว่าย่านนี้เป็นย่านอยู่อาศัยและย่านย่อยทางวัฒนธรรมที่มีวิถีชีวิตจริงของคนเชียงใหม่ ไม่ใช่ย่านท่องเที่ยวเหมือนอย่างย่านนิมมานฯ หรือพื้นที่ภายในสี่เหลี่ยมคูเมือง
นอกจากนี้ย่านสันป่าข่อย-วัดเกตยังถือเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาที่สำคัญของจังหวัด เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโรงเรียนขนาดใหญ่ เช่น โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย และโรงเรียนดาราวิทยาลัย ซึ่งมีจำนวนนักเรียนรวมกันมากกว่า 10,000 คน บริบทนี้จึงสร้างโอกาสอันดีในการเปิดพื้นที่ปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเยาวชนคนรุ่นใหม่ในท้องถิ่นกับกลุ่ม Nomad ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี AI การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และทักษะการดำเนินธุรกิจยุคใหม่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดทักษะแห่งอนาคตให้กับชุมชนโดยตรง
เคลื่อน Cosmo Local CNX
นางสาวอริษาบอกต่อว่า เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ได้มีการออกแบบกิจกรรมภายใต้ชื่อ Cosmo Local CNX ในรูปแบบ Pop-Up Village ตลอดเดือนกันยายน 2569 โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมราว 200-300 คน แบ่งออกเป็น 4 สายกิจกรรมหลัก (4 Tracks Residency) ดังนี้
Track 1 เกี่ยวกับ AI for Chiang Mai (เทคโนโลยีและการพัฒนาเมือง) เน้นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาจริงให้แก่เมืองเชียงใหม่ เช่น การจัดการข้อมูลชุมชน และการพัฒนาระบบสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยได้รับการสนับสนุนหลักจาก Claude Community Ambassador และจะมีการจัดแข่งขัน Hackathon ในสัปดาห์สุดท้ายของโครงการ เพื่อค้นหาโซลูชั่นนวัตกรรม
Track 2 เกี่ยวกับ Food that Nourishes Us (โภชนาการ สุขภาพ และเกษตรกรรมยั่งยืน) มุ่งเน้นการเชื่อมโยง Nomad เข้ากับมิติวัฒนธรรมอาหารไทยและสุขภาพ โดยนำพาผู้เข้าร่วมลงพื้นที่ศึกษาเรียนรู้เรื่องสมุนไพรไทย โภชนาการ แหล่งวัตถุดิบอินทรีย์ ตลาดสด และคาเฟ่สุขภาพในพื้นที่ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและกระจายรายได้ตรงสู่เกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อย
Track 3 Solopreneur (ศูนย์กลางผู้ประกอบการยุคใหม่) เป็นกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อรองรับกลุ่ม Solopreneur หรือผู้ประกอบการเดี่ยวที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยตัวคนเดียวโดยอาศัยเทคโนโลยีและ AI ช่วยบริหารจัดการ โดยได้รับการสนับสนุนจาก TCEB ภายในกิจกรรมจะมีการจัดเวที Show & Tell เพื่อเปิดโอกาสให้ Nomad และผู้ประกอบการ/สตาร์ตอัพชาวไทยได้นำเสนอไอเดียแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างคอนเน็กชั่นทางธุรกิจร่วมกัน
Track 4 Nomad Future’s Lab (งานวิจัยและการวางผังเมืองยั่งยืน) โครงการวิจัยเชิงลึกซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเชียงใหม่และนักวิจัยต่างชาติ เพื่อจัดทำพิมพ์เขียวสำหรับการพัฒนาย่าน Nomad Sustainability Model ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบการจัดสรรเมืองและการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างยั่งยืน ที่สามารถนำไปปรับใช้กับเมืองอื่น ๆ ทั่วโลก
มุ่งสร้างความยั่งยืนให้ชุมชน
นางสาวอริษากล่าวถึงประเด็นความกังวลเรื่องผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพและราคาที่พักพุ่งสูง จนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ซึ่งทางโครงการได้วางแนวทางป้องกันด้วยการกระจายกลุ่ม Nomad ออกไปยังย่านชุมชนรอง เพื่อลดการตึงตัวของราคาที่พักและไม่ให้เกิดการกระจุกตัวอยู่ในย่านใดย่านหนึ่งมากเกินไป
สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการและร้านค้าดั้งเดิมในพื้นที่ชุมชนไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ปรับเมนู หรือขึ้นราคาสินค้าแต่อย่างใด เพียงแต่เน้นการจัดทำสื่อ สัญลักษณ์ หรือป้ายภาษาอังกฤษเบื้องต้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการสื่อสาร ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้คนในท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันชุมชนและเยาวชนก็ได้รับโอกาสในการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เพื่อการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน
Nomads-Friendly District จึงไม่ใช่มุ่งหวังเพียงการดึงเม็ดเงินมหาศาลหลักพันล้านเข้ามาสู่เชียงใหม่เพียงอย่างเดียว
หัวใจสำคัญคือการสร้าง “สะพานเชื่อม” ให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับสากลได้มาเติบโตร่วมกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ทั้งคนท้องถิ่นและผู้มาเยือนสามารถก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนพร้อมกัน