Zero Corruption ดีเดย์ 1 ตุลาฯ รณรงค์ ‘เลิกจ่ายใต้โต๊ะ’
ภาคเอกชนยกระดับแนวรบคอร์รัปชั่น ชี้เป็นต้นตอสำคัญของสินค้าลักลอบ ไร้มาตรฐาน สวมสิทธิ จี้รัฐบาลอุดช่องโหว่กฎหมาย ลดการใช้ดุลพินิจ ปักธง 1 ตุลาคม 2569 รณรงค์ภาคธุรกิจ “เลิกจ่ายใต้โต๊ะ” พร้อมใช้เครือข่ายมหาวิทยาลัยร่วมขับเคลื่อน Zero Corruption
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัญหาสำคัญที่เชื่อมโยงกับความผิดปกติทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าลักลอบเข้าประเทศ การสวมสิทธิ์ ตลอดจนสินค้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน คือ “คอร์รัปชั่น” เพราะหากไม่มีช่องทางจากการทุจริต ปัญหาเหล่านี้จำนวนมากก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ จึงต้องการให้ภาครัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ปิดช่องโหว่ตามด่านและช่องทางจำหน่าย รวมถึงลดขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้เกิดการใช้ดุลพินิจ
“ตัวหนึ่งที่เป็นปัญหาใหญ่มากที่สุดของบ้านเรามาตลอดเวลาคือเรื่องคอร์รัปชั่น ถ้ามันไม่มีคอร์รัปชั่น มันก็ทำไม่ได้ สินค้าลักลอบ สวมสิทธิ์อะไรต่าง ๆ ก็มาจากคอร์รัปชั่นทั้งนั้น”
ดร.พจน์กล่าวว่า ในการแข่งขันกับสินค้านำเข้า นอกจากการเพิ่มขีดความสามารถและลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการไทยแล้ว สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการควบคู่กันคือการบังคับใช้กฎหมายกับสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและสินค้าลักลอบเข้าประเทศอย่างจริงจัง แม้หน่วยงานตามท่าและด่านต่าง ๆ จะพยายามควบคุม แต่ข้อจำกัดคือไม่สามารถตรวจสินค้าได้ทั้งหมด จึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในส่วนปลายทางด้วย
โดยเฉพาะสินค้าอาหาร สัตว์น้ำ สัตว์บก และสินค้าอุตสาหกรรม หากตรวจพบว่าสินค้าเข้ามาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่ได้มาตรฐานที่กำหนด ต้องนำออกจากช่องทางจำหน่ายทันที เพราะหากบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ผู้ประกอบการที่นำสินค้าผิดกฎหมายเข้ามาจะต้องแบกรับความเสียหาย จนลดแรงจูงใจในการนำสินค้าเหล่านี้เข้ามาจำหน่าย
“ถ้าหน่วยงานรัฐเอาจริงเอาจัง หมวดอาหารทั้งหมด ถ้าเข้ามาไม่ถูกต้อง อย่าหวังว่าจะขาย ไปทุกซูเปอร์มาร์เก็ต ใครมีวางขายก็ดึงลงหมด ถ้าใช้กฎหมายจริงจัง รับรองว่าของนั้นเข้ามาขายไม่ได้ วันนี้มันหลวมมาตลอดทาง”
เมื่อถามว่าความ “หลวม” ของการบังคับใช้กฎหมายเชื่อมโยงกับคอร์รัปชั่นหรือไม่ ดร.พจน์ระบุว่า “โยงอยู่แล้ว” พร้อมเห็นว่า หากนำกฎหมายที่มีอยู่มาบังคับใช้อย่างจริงจังตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง จะช่วยปิดช่องทางของสินค้าผิดกฎหมายได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การออกมาตรการทางการค้าเพื่อดูแลผู้ประกอบการไทยต้องดำเนินการภายใต้กฎระเบียบที่ถูกต้อง รวมถึงมาตรการสำหรับสินค้าที่ขายผ่านช่องทางดิจิทัล โดยต้องระมัดระวังไม่ให้กลายเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี หรือ NTB ซึ่งอาจสร้างปัญหาตามมา
สำหรับการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในเชิงโครงสร้าง ดร.พจน์เห็นว่า ต้องกลับไปจัดการที่ “รากของปัญหา” ไม่ใช่รอให้เกิดการทุจริตแล้วจึงเข้าสู่กระบวนการ “ฟ้อง-จับ-จบ” โดยเฉพาะกฎหมายและกระบวนการใช้อำนาจรัฐที่เปิดช่องให้เกิดปัญหา ซึ่งขณะนี้มีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมทำงาน และผลักดันประเด็นดังกล่าวขึ้นสู่ระดับคณะกรรมการที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
แนวทางสำคัญคือการแก้กฎหมายที่ซับซ้อนหรือเปิดช่องให้เกิดการทุจริต นำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ เปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ลดขั้นตอน และลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เพื่อจำกัดช่องว่างในการเรียกรับผลประโยชน์
ดร.พจน์กล่าวว่า การต่อต้านคอร์รัปชั่นของภาคเอกชนดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 15 ปีที่ผ่านมา ขณะที่การขับเคลื่อนรอบล่าสุดดำเนินมาแล้วประมาณ 10-11 เดือน และมีการขยายเครือข่ายออกไปทั้งภาคธุรกิจ ตลาดทุน ภาควิชาการ และมหาวิทยาลัย
แม้การดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาได้ช่วยปลุกกระแสให้ทั้งภาคเศรษฐกิจและสังคมเห็นความรุนแรงของปัญหามากขึ้น แต่ยังไม่ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เพราะปัญหาคอร์รัปชั่นไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากภาคประชาชน ภาคเอกชน และรัฐบาลไม่ร่วมกันแก้ไข ปัญหาจะยิ่งรุนแรงขึ้น
สำหรับหมุดหมายต่อไป ดร.พจน์กล่าวว่า วันที่ 1 ตุลาคม จะเป็นวันสำคัญของการขับเคลื่อน หลังดำเนินงานมาเกือบครบ 1 ปี โดยจะเชิญภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม พร้อมประกาศแนวทางดำเนินงานหลายเรื่อง ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่จะประกาศอย่างชัดเจนคือการรณรงค์ให้ผู้ประกอบการ “เลิกจ่าย” หรือหยุดจ่ายเงินใต้โต๊ะ
“เราจะรณรงค์ให้ผู้ประกอบการเลิกจ่าย ห้ามจ่าย เลิกจ่ายใต้โต๊ะ”
อย่างไรก็ตาม ดร.พจน์ยอมรับว่า ปัญหาใหญ่คือผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งยังมีความเชื่อว่า “ถ้าไม่จ่ายก็ไม่ได้งาน” ดังนั้น การให้ผู้ประกอบการหยุดจ่ายเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีมาตรการอื่นเข้ามารองรับ และไม่สามารถผลักภาระให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งเป็นผู้เริ่มต้นเพียงลำพัง โดยรายละเอียดแนวทางอื่นจะประกาศในขั้นต่อไป
ดร.พจน์กล่าวว่า ความคืบหน้าที่สำคัญคือ ปัจจุบันการต่อต้านคอร์รัปชั่นไม่ได้อยู่กับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นเพียงองค์กรเดียว แต่เริ่มยกระดับเข้าสู่กลไกที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะการต่อสู้กับปัญหานี้โดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพังไม่มีพลังเพียงพอ โดยภาคเอกชนได้ปักธงวันที่ 1 ตุลาคม เป็นจุดประกาศทิศทางการขับเคลื่อนระยะต่อไป
ขณะที่ ทางด้านรองศาสตราจารย์ ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การขับเคลื่อนต่อต้านคอร์รัปชั่นในระยะต่อไปจะดำเนินการพร้อมกันระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันการศึกษา โดยในส่วนของภาครัฐจะติดตามการแก้ไขกฎหมาย การเปิดเผยข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงลดกฎระเบียบที่เปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลพินิจ
อีกกลไกสำคัญคือการใช้การยกระดับประเทศไทยเข้าสู่มาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เป็นแรงผลักดันจากภายนอกให้ไทยต้องปรับระบบ โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูล หรือ Open Data ซึ่งจะทำให้การปรับปรุงมาตรฐานความโปร่งใสเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“OECD เป็นเรื่องสำคัญ การที่จะเข้าสู่มาตรฐาน OECD จะผลักดันให้เราต้องเตรียมการและปรับเปลี่ยน ตั้งแต่เรื่อง Open Data ให้ปัจจัยภายนอกเข้ามาดันเรา เพราะเมื่อจะเข้าสู่มาตรฐานแล้ว เราก็ไม่ทำไม่ได้” รศ.ดร.เสาวณีย์กล่าว
สำหรับการทำงานร่วมกับภาครัฐ ที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้ว 1 ครั้ง โดยภาครัฐและภาคเอกชนได้แลกเปลี่ยนแนวทางดำเนินงาน รวมถึงสิ่งที่เครือข่ายภาคเอกชนภายใต้ Zero Corruption เตรียมดำเนินการ ซึ่งพบว่าหลายแนวทางมีทิศทางสอดคล้องกัน
หนึ่งในแนวทางที่หารือกันคือการคัดเลือกหน่วยงานภาครัฐที่มีความพร้อมด้านความโปร่งใสขึ้นมาเป็นหน่วยงานลำดับความสำคัญ เพื่อพัฒนาให้เป็นตัวอย่างแก่หน่วยงานอื่น โดยขณะนี้มีรายชื่อหน่วยงานขึ้นมาแล้ว และหากมีความคืบหน้า จะมีการประชุมเพื่อติดตามผลการดำเนินงานของทั้งภาครัฐและเอกชนต่อไป
รศ.ดร.เสาวณีย์กล่าวว่า หลังจากมีผลสำรวจปัญหาคอร์รัปชั่น แนวทางการทำงานกับหน่วยงานรัฐจะเป็นการหารือเพื่อรับฟังปัญหาซึ่งกันและกัน โดยภาคเอกชนจะสะท้อนปัญหาที่พบ ขณะที่หน่วยงานรัฐสามารถชี้แจงข้อจำกัดทั้งด้านกฎระเบียบ งบประมาณ หรือกรอบเวลาการแก้ไข เพื่อหาจุดที่สามารถปรับปรุงร่วมกัน โดยเฉพาะประเด็นการใช้ดุลพินิจ
“เป็นการช่วยกันแก้ปัญหาและรับฟังซึ่งกันและกัน เมื่อผลสำรวจออกมา เราก็เอามาคุยกับหน่วยงานว่าปัญหาคืออะไร ปัญหาของภาคเอกชนคืออะไร ดุลพินิจอยู่ตรงไหน และจะแก้ตรงนี้อย่างไร”
สำหรับวันที่ 1 ตุลาคม รศ.ดร.เสาวณีย์กล่าวว่า จะมีการรวบรวมเครือข่ายภาคเอกชนเข้าร่วมการขับเคลื่อน Zero Corruption ครั้งใหญ่ โดยตั้งเป้าผู้เข้าร่วมประมาณ 180 โต๊ะ เปิดกว้างสำหรับภาคธุรกิจทุกกลุ่ม ทั้งบริษัทขนาดใหญ่ SME บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทนอกตลาด ธนาคาร และสมาชิกเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อร่วมประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านคอร์รัปชั่น
ภายในงานยังมีแผนเชิญ OECD มาให้ข้อมูลกับภาคธุรกิจ เพื่อสร้างความเข้าใจว่าการเข้าสู่มาตรฐาน OECD มีความเกี่ยวข้องกับการยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างไร รวมถึงสิ่งที่ภาคเอกชนต้องเตรียมตัว เพื่อให้การขับเคลื่อนของภาครัฐและเอกชนเดินไปในทิศทางเดียวกัน
นอกจากการทำงานกับรัฐและภาคธุรกิจแล้ว รศ.ดร.เสาวณีย์กล่าวว่า อีกแกนสำคัญคือ “สถาบันการศึกษา” โดยเริ่มทำงานกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเตรียมขยายไปยังมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยเปิดที่มีเครือข่ายและฐานนักศึกษาขนาดใหญ่ ก่อนขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยอื่นในระยะต่อไป เพื่อสร้าง Mindset และแรงบันดาลใจให้เยาวชนเห็นว่าคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทุกคน
พร้อมกันนี้ ยังอยู่ระหว่างหารือกับมหาวิทยาลัยรามคำแหงถึงการใช้เครือข่ายทั่วประเทศสนับสนุนการสำรวจปัญหาคอร์รัปชั่น เพื่อให้การสำรวจครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น โดยประเด็นที่จะใช้ในการสำรวจครั้งต่อไปยังอยู่ระหว่างการวางแผน
รศ.ดร.เสาวณีย์กล่าวว่า การขับเคลื่อนจากนี้จะเดินพร้อมกัน 3 ส่วน คือ ภาครัฐเดินหน้า Open Data เปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างและแก้กฎหมายเพื่อลดการใช้ดุลพินิจ ภาคธุรกิจร่วมกัน “หยุดจ่าย” และภาคการศึกษาสร้าง Mindset ให้คนรุ่นใหม่ เพื่อทำให้การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง