เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘เดอลีฟ’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล ลุยตลาดเวียดนาม-อาเซียน ดัน ‘อิงฟ้า’ ปีที่ 2 เจาะนวัตกรรมผิว
Biz Movement ‘เดอลีฟ’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล ลุยตลาดเวียดนาม-อาเซียน ดัน ‘อิงฟ้า’ ปีที่ 2 เจาะนวัตกรรมผิว
นายกฯ ปฏิบัติภารกิจผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์ฮารัลด์ ที่ 5 แห่งนอร์เวย์
Politics นายกฯ ปฏิบัติภารกิจผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์ฮารัลด์ ที่ 5 แห่งนอร์เวย์
“ธนัชวิชญ์” กางสูตร 3 ระยะรับมือน้ำมันแพง กระทุ้งรัฐดัน Ecosystem แบตเตอรี่-ปั๊มชาร์จ EV Bus
Interview “ธนัชวิชญ์” กางสูตร 3 ระยะรับมือน้ำมันแพง กระทุ้งรัฐดัน Ecosystem แบตเตอรี่-ปั๊มชาร์จ EV Bus
“ถูกโกงออนไลน์” พุ่งใน 7 เดือนแรก มพบ.จี้รัฐล้อมคอกแพลตฟอร์ม-แก้หนี้เปราะบาง
News “ถูกโกงออนไลน์” พุ่งใน 7 เดือนแรก มพบ.จี้รัฐล้อมคอกแพลตฟอร์ม-แก้หนี้เปราะบาง
เจาะกำลังซื้อ ‘ชาวจีนในไทย’ แชมป์รายได้สูงสุดใน APAC ‘อีเทอร์นิตี้เอ็กซ์’ ชี้ช่องแบรนด์ไทยลุยตลาดข้ามพรมแดน
Biz Movement เจาะกำลังซื้อ ‘ชาวจีนในไทย’ แชมป์รายได้สูงสุดใน APAC ‘อีเทอร์นิตี้เอ็กซ์’ ชี้ช่องแบรนด์ไทยลุยตลาดข้ามพรมแดน
‘Var Group’ ยักษ์ไอทีอิตาลีจับมือ CV Ventures ตั้ง Yarix APAC ดันไทยศูนย์กลางไซเบอร์ซีเคียวริตี้ภูมิภาค
Tech ‘Var Group’ ยักษ์ไอทีอิตาลีจับมือ CV Ventures ตั้ง Yarix APAC ดันไทยศูนย์กลางไซเบอร์ซีเคียวริตี้ภูมิภาค
สัมปทานรังนกพัทลุง 500 ล้านไร้เอกชนยื่นซองประมูล จี้มหาดไทยปลดล็อกกฎหมาย ดันส่งออกจีน
เศรษฐกิจภูมิภาค สัมปทานรังนกพัทลุง 500 ล้านไร้เอกชนยื่นซองประมูล จี้มหาดไทยปลดล็อกกฎหมาย ดันส่งออกจีน
หนี้ครัวเรือนสูง 86% ดึงยอดปฏิเสธกู้บ้านพุ่ง 50% สูงสุดรอบ 5 ปี BAM ผุดโมเดลพลิกบ้านมือสอง
Finance หนี้ครัวเรือนสูง 86% ดึงยอดปฏิเสธกู้บ้านพุ่ง 50% สูงสุดรอบ 5 ปี BAM ผุดโมเดลพลิกบ้านมือสอง
‘เอกนัฏ’ ลุยตรวจจุดน้ำมันรั่วพระราม 3 พบต้นตอแล้ว สั่ง 2 บริษัทเร่งแก้ไข-เยียวยาความเสียหาย
Politics ‘เอกนัฏ’ ลุยตรวจจุดน้ำมันรั่วพระราม 3 พบต้นตอแล้ว สั่ง 2 บริษัทเร่งแก้ไข-เยียวยาความเสียหาย
ไอคอนสยามจัดงานรักษ์โลก ครบรอบปีที่ 5 ชวนคนกทม.ลดขยะ สร้างเมืองยั่งยืน
SD ไอคอนสยามจัดงานรักษ์โลก ครบรอบปีที่ 5 ชวนคนกทม.ลดขยะ สร้างเมืองยั่งยืน
ดูทั้งหมด

“ถูกโกงออนไลน์” พุ่งใน 7 เดือนแรก มพบ.จี้รัฐล้อมคอกแพลตฟอร์ม-แก้หนี้เปราะบาง

09 ก.ย. 2569 | 19:39น.

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดสถิติ 7 เดือนแรกปี 69 ภัยออนไลน์พุ่งไม่หยุด หมวด “สินค้าและบริการทั่วไป” ยึดอันดับ 1 ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน เผยเคสใหม่ “ค่ายเยาวชนทิพย์” หลอกผู้ปกครองสูญเงินนับแสน ขณะที่ “ภัยการเงิน-โอนเงิน-หลอกลงทุน” ตามติดอันดับ 2 จี้รัฐบาลรีบดันกฎหมายลงโทษแพลตฟอร์มข้ามชาติ บังคับร่วมรับผิดชอ

นฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ฝ่ายพิทักษ์สิทธิ์ฯเปิดเผยข้อมูลว่า “ภัยสินค้าและบริการทั่วไป” ยังเป็นเคสที่” มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” ได้รับการร้องเรียนสูงสุด อันดับ 1 ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ตั้งแต่มกราคม 2567 – กรกฏาคม 2569 รวม 230 รายการ เมื่อนับเฉพาะ 7 เดือนแรกของปีนี้ ( ม.ค.-ก.ค. ) ยังคงที่อับดับ 1 ส่วนใหญ่มาจากการถูกหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ยังเป็นต้นเหตุภัยคุกคามผู้บริโภค

อันดับ 1 จากหมวดนี้ ขอยกเคสร้องเรียนที่ต้องเตือนภัย” นั่นคือ “ค่ายเยาวชนพัฒนาทักษะชีวิตแนวจิตวิทยา”บรรดาผู้ปกครองอยากส่งบุตรหลานมาเข้าค่าย จึงยอมจ่ายเงินค่าคอร์สราคาแพงแบบเต็มจำนวนล่วงหน้า เพราะไว้วางใจ”ครูผู้จัดค่ายเยาวชนชื่อดัง ประสบการณ์นานเกือบ20ปีที่มีการโฆษณาบนหน้าเพจเฟซบุ๊ก แต่สุดท้ายกลับกลายเป็น”ค่ายทิพย์” ยกเลิกกะทันหัน เมื่อถูกทวงถามก็ขอเลื่อนไม่มีกำหนด จนกลุ่มผู้เสียหายหมดความอดทน จึงรวมตัวกันติดต่อขอเงินคืนเต็มจำนวน แต่กลับถูกกลับบ่ายเบี่ยงโดยขอผ่อนคืนต่อรายเดือนละ 3 พัน ถึง 5พันบาท ท้ายที่สุด เมื่อถึงกำหนดชำระกลับไม่ได้รับเงินคืนแม้แต่บาทเดียว

แถมผู้เสียหายบางรายยังตกเป็นเหยื่อซ้ำซ้อน เพราะเจ้าของค่ายรายนี้ติดต่อขอยืมเงินจากกลุ่มผู้ปกครองรายเก่า ๆ โดยอ้างว่านำไปจ่ายค่าสถานที่ หรือสร้างเรื่องราวความลำบากเพื่อขอความเห็นใจ จากเหตุข้างต้นจึงมีผู้เสียหายกลุ่มหนึ่งมาร้องที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเพื่อขอความช่วยเหลือ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิทักษ์สิทธิ์ ได้ทำหนังสือเชิญ เจ้าของค่ายเยาวชน มาเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับผู้เสียหาย แต่เมื่อถึงวันนัดหมายกลับไม่ยอมมาพบ

ซึ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ไม่สามารถบังคับได้ แต่ช่วยให้คำปรึกษา/แนะนำข้อกฎหมาย/และพิจารณาช่องทางอื่น เช่น การฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ซึ่งมีอำนาจตาม “พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค” แต่ผู้เสียหายขอรวมตัวเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อให้ดำเนินคดีฐานฉ้อโกงประชาชน โดยยืนยันจะดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด พร้อมทั้งต้องการเตือนภัยสังคม เนื่องจากพบว่าปัจจุบันยังคงมีการเปิดรับสมัครค่ายที่ไม่มีอยู่จริงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจมีผู้ปกครองที่ไม่ทราบเรื่องตกเป็นเหยื่อเพิ่มอีก

ส่วนหมวด”การเงินการธนาคาร” เป็นเคสที่” มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” ได้รับการร้องเรียนอันดับ 2 ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ตั้งแต่มกราคม 2567 – กรกฏาคม 2569 รวม 97 รายการ และยังคงอันดับเดิม ในช่วง 7 เดือนแรก ( ม.ค.-ก.ค. ) ของปีนี้ โดยเฉพาะการหลอกลงทุนออนไลน์ สาเหตุหลักมาจากภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเวลา เช่น การหลอกลงทุนออนไลน์ผ่าน การโฆษณาชวนเชื่อบนโซเชียลมีเดีย, การสร้างแอปพลิเคชันปลอม, การทุจริตโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการหลอกลวงให้ทำงานออนไลน์แลกค่าตอบแทน

นฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ชี้ว่า พฤติการณ์หลอกลวงออนไลน์ และกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ มีความซับซ้อนสูงเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ อีกทั้งความล่าช้าในการอายัดเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้บัญชีม้าซับซ้อนหลายต่อ ซึ่งส่งผลให้การรวบรวมสำนวนเพื่อส่งต่อหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการเร่งรัดคดีและการเยียวยาผู้บริโภคในภาพรวมยังคงเป็นไปอย่างยากลำบากและต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินงาน

จากการที่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมกับ ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ สภาองค์กรของผู้บริโภค จัดสัมมนาทางวิชาการ หัวข้อ “แนวทางการคุ้มครองทางกฎหมายจากการหลอกลวงออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม”เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและข้อเสนอในการพัฒนาการคุ้มครองผู้บริโภค มีตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ ศูนย์พัฒนากฎหมาย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เข้าร่วม เมื่อวันที่22 สิงหาคม 2569 ได้ร่วมกันสะท้อนปัญหาการหลอกลวงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้พัฒนาอย่างซับซ้อนและก้าวกระโดด ข้อมูลนับจากปี พ.ศ.2562 ถึงปัจจุบัน (2569) มีความเสียหายตั้งแต่หลักหลายพันล้านบาท จนถึงหมื่นล้านบาท

Advertisement

โดยเฉพาะการยิงแอดโฆษณา ถือเป็นเครื่องมือที่มิจฉาชีพใช้เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเหยื่อได้กว้างและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ ส่วนหนึ่งมาจากการสร้างเพจปลอมบนแพลตฟอร์ม ซึ่ง เพจเฟซบุ๊ก ติดอันดับ 1 ทำให้ผู้บริโภคโดนหลอกมีทั้งเพจจริงและเพจปลอมที่มิจฉาชีพใช้ช่องทางนี้ แต่ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามนั่นคือ “เพจเฟซบุ๊ก” เป็นระบบที่แพลตฟอร์มคิดขึ้น โดยมีแอดมินดูแล ซึ่งเพจต้องสงสัย เจ้าของแพลตฟอร์ม รู้ถึงตัวตน รู้ถึงประเทศที่เกิดปัญหา บางเพจเปลี่ยนชื่อนับสิบครั้ง ทำให้มีคนถูกหลอกลวงซ้ำซาก แต่เป็นเรื่องยากที่จะถามหาความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม แต่ยังพอมีช่องทางถามหาความรับผิดชอบหากได้ประโยชน์จากการขายโฆษณา จะต้องมีภาระทำระบบให้ได้มาตรฐานและเข้มงวดอย่างพอ ไม่ใช่แค่ใช้ระบบยืนยันตัวตนเก็บข้อมูลแล้วจบ

แต่ต้องแยกแยะคนที่มาธุรกิจให้สามารถสืบหาตัวตนได้ ซึ่งรัฐบาลไทย จะต้องพัฒนากฏหมายตัวนี้เหมือนกับสหภาพยุโรปที่ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติบริการดิจิทัล หรือ Digital Services Act (DSA) เป็นกฎระเบียบของสหภาพยุโรป ที่มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบกับทุกแพลตฟอร์มในยุโรปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 เพื่อควบคุมบริการกับทุกแพลตฟอร์มออนไลน์และปกป้องสิทธิผู้บริโภคลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง

โดยบังคับให้แพลตฟอร์มต้องเปิดเผยวิธีจัดการและตรวจสอบเนื้อหาหากไม่เหมาะสมให้ถอดออกจากแพลตฟอร์ม ซึ่งต่างจาก “ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) ภายใต้พระราชกฤษฏีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลฯ (Digital Platform Services: DPS) ของ ETDA และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งเตรียมประกาศใช้วันที่1พฤศจิกายน2569 ระบุว่า “จัดเก็บข้อมูลของผู้โฆษณา ไม่น้อยกว่า 90 วัน นับจากวันที่โฆษณาเสร็จสิ้น “

นั่นเท่ากับว่า ข้อมูลการโฆษณาที่พ้นจากกำหนดเก็บต้องสูญหายไปทันที” ส่วนการโฆษณาผู้ประกอบการต้องมีความโปร่งใส โดยกำหนดให้ผู้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องเปิดเผยข้อมูลและตัวตนของบุคคลที่โฆษณาสินค้าและบริการ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้โดยไม่มีกำหนดเวลาจัดเก็บ ทั้งที่เป้าหมายหลัก ต้องการสกัดกั้นขบวนการมิจฉาชีพ บัญชีม้า และสแกมเมอร์ข้ามชาติ ที่ใช้บัญชีอวตาร ยิงแอดโฆษณาหลอกลงทุน ,ซื้อขายสินค้าหลอกลวง ,หรือหลอกดูดเงิน ดังนั้น ประเด็นที่สำคัญอย่างมาก รัฐบาลต้องเร่งผลักดันออกกฎหมายที่กำหนดบทลงโทษทางแพ่งและอาญา กับ ผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อให้แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายของผู้บริโภค

ส่วนการทวงหนี้ผิดกฎหมาย , ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมไม่เป็นธรรม เป็นเคสที่มีผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียน รวมถึงบางรายมาขอความรู้เรื่องหนี้ จากปัญหาเหล่านี้ ทำให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เดินหน้า “โครงการยิ้มสู้หนี้”มาอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี2568 นางนฤมล บอกว่า นโยบายช่วยแก้หนี้ของภาครัฐยังไม่อาจเข้าถึงกลุ่มเปราะบางในชุมชน เมื่อมีหนี้แต่รายได้ไม่เพียงพอ จึงทำเกิดปัญหาหนี้สินเรื้อรังสะสม ถึงแม้ทุกคนที่เป็นหนี้อยากจ่ายหนี้ แต่ในเมื่อไม่มีรายได้ จึงจำยอมกู้หนี้นอกระบบ สิ่งที่เจอตามมานั่นคือ “ดอกลอย ” ไม่ว่าจะจ่ายดอกเบี้ยติดต่อกันนานหลายเดือนหรือเป็นปี ยอดหนี้ “เงินต้น” กลับไม่ลดลงแม้แต่บาทเดียว

ดังนั้นในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการจึงเดินหน้าวิจัยสำรวจปัญหาลูกหนี้อย่างเจาะลึก มุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ผ่านการสร้าง “หมอหนี้อาสา” ที่เป็นคนในชุมชนเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและให้คำปรึกษาปัญหาหนี้สิน ไม่ใช่แค่การหยุดหนี้ชั่วคราว แต่เป็นการวางแผนทางการเงินและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาว จึงเดินหน้าขยายผล “โครงการยิ้มสู้หนี้ ”รุกเข้าถึงชุมชนทั่วกรุงเทพฯ เพื่อยกระดับจากโครงการนำร่อง 18 เขต เดินหน้าขยายอีก 32 เขต เพื่อให้ครอบคลุม ทั้ง 50 เขตกรุงเทพฯ เพื่อเปลี่ยนลูกหนี้ที่สิ้นหวังให้กลับมามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

โดยปรับปรุงกลไกการช่วยเหลือของภาครัฐ โดยเฉพาะการสนับสนุนทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับตลาดและรายได้, การเสริมสร้างความคุ้มครองทางกฏหมาย, รวมถึงสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจระดับครัวเรือน ที่สำคัญยังขยายผลความร่วมมือในการแก้ปัญหาไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่จะเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาหนี้และการบังคับใช้กฎหมาย

ข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหา

1.นโยบายคุ้มครองผู้บริโภคจากภัยแพลตฟอร์มออนไลน์

ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์มีพัฒนาก้าวกระโดดและซับซ้อน โดยเฉพาะการใช้เพจปลอมและการยิงโฆษณาเพื่อเข้าถึงเหยื่อ ซึ่งสร้างความเสียหายตั้งแต่หลักพันล้านจนถึงหมื่นล้านบาท รัฐบาลจึงควรดำเนินนโยบาย ดังนี้:

  • กำหนดให้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ รัฐบาลต้องเร่งผลักดันการออกกฎหมายที่กำหนดบทลงโทษทางแพ่งและอาญากับผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อให้แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค
  • ยกระดับกฎหมายเทียบเท่ามาตรฐานยุโรป ควรพัฒนากฎหมายให้คล้ายคลึงกับ “พระราชบัญญัติบริการดิจิทัล” (Digital Services Act – DSA) ของสหภาพยุโรป โดยบังคับให้แพลตฟอร์มต้องเปิดเผยวิธีจัดการและสามารถตรวจสอบเนื้อหาได้ รวมทั้งต้องถอดถอนเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมออกจากแพลตฟอร์ม
  • ปรับปรุงข้อกำหนดการจัดเก็บข้อมูลโฆษณา ควรแก้ไขประกาศของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และกระทรวงดิจิทัลฯ (DPS) โดยบังคับให้ผู้บริการแพลตฟอร์มเปิดเผยข้อมูลและตัวตนของผู้โฆษณาให้ประชาชนตรวจสอบได้โดยไม่มีกำหนดเวลาจัดเก็บ แทนข้อกำหนดเดิมที่ให้จัดเก็บเพียงไม่น้อยกว่า 90 วันนับจากโฆษณาเสร็จสิ้น
  • พัฒนาระบบยืนยันตัวตนเชิงลึก แพลตฟอร์มต้องมีภาระในการทำระบบยืนยันตัวตนให้ได้มาตรฐานและเข้มงวด ไม่ใช่เพียงจัดเก็บข้อมูลขั้นต้น แต่ต้องสามารถแยกแยะบุคคลที่เข้ามาทำธุรกิจเพื่อให้สืบหาตัวตนได้จริง

2.นโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินกลุ่มเปราะบางอย่างยั่งยืน

นโยบายของภาครัฐในปัจจุบันยังไม่อาจเข้าถึงกลุ่มเปราะบางในชุมชน ทำให้เกิดปัญหาหนี้เรื้อรังและการต้องจำยอมกู้หนี้นอกระบบที่ต้องเผชิญกับ “ดอกลอย” ข้อเสนอนโยบายมีดังนี้:

  • ปรับปรุงกลไกความช่วยเหลือระดับชุมชน ปรับปรุงกลไกการช่วยเหลือของภาครัฐให้เข้าถึงกลุ่มเปราะบาง พร้อมทั้งเสริมสร้างความคุ้มครองทางกฎหมาย
  • สร้างความมั่นคงทางรายได้ ภาครัฐต้องสนับสนุนการฝึกทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและรายได้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนและให้ลูกหนี้กลับมามีความมั่นคงอย่างยั่งยืน
  • ขยายความร่วมมือในการแก้ปัญหา ขยายผลความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาหนี้ร่วมกัน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
  • สนับสนุนโมเดลที่ปรึกษาชุมชน ควรส่งเสริมการสร้าง “หมอหนี้อาสา” ที่เป็นคนในชุมชนเพื่อคอยให้คำปรึกษาปัญหาหนี้สิน เน้นการวางแผนทางการเงินและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาวแทนการหยุดหนี้เพียงชั่วคราว