“ถูกโกงออนไลน์” พุ่งใน 7 เดือนแรก มพบ.จี้รัฐล้อมคอกแพลตฟอร์ม-แก้หนี้เปราะบาง
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดสถิติ 7 เดือนแรกปี 69 ภัยออนไลน์พุ่งไม่หยุด หมวด “สินค้าและบริการทั่วไป” ยึดอันดับ 1 ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน เผยเคสใหม่ “ค่ายเยาวชนทิพย์” หลอกผู้ปกครองสูญเงินนับแสน ขณะที่ “ภัยการเงิน-โอนเงิน-หลอกลงทุน” ตามติดอันดับ 2 จี้รัฐบาลรีบดันกฎหมายลงโทษแพลตฟอร์มข้ามชาติ บังคับร่วมรับผิดชอ
นฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ฝ่ายพิทักษ์สิทธิ์ฯเปิดเผยข้อมูลว่า “ภัยสินค้าและบริการทั่วไป” ยังเป็นเคสที่” มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” ได้รับการร้องเรียนสูงสุด อันดับ 1 ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ตั้งแต่มกราคม 2567 – กรกฏาคม 2569 รวม 230 รายการ เมื่อนับเฉพาะ 7 เดือนแรกของปีนี้ ( ม.ค.-ก.ค. ) ยังคงที่อับดับ 1 ส่วนใหญ่มาจากการถูกหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ยังเป็นต้นเหตุภัยคุกคามผู้บริโภค
อันดับ 1 จากหมวดนี้ ขอยกเคสร้องเรียนที่ต้องเตือนภัย” นั่นคือ “ค่ายเยาวชนพัฒนาทักษะชีวิตแนวจิตวิทยา”บรรดาผู้ปกครองอยากส่งบุตรหลานมาเข้าค่าย จึงยอมจ่ายเงินค่าคอร์สราคาแพงแบบเต็มจำนวนล่วงหน้า เพราะไว้วางใจ”ครูผู้จัดค่ายเยาวชนชื่อดัง ประสบการณ์นานเกือบ20ปีที่มีการโฆษณาบนหน้าเพจเฟซบุ๊ก แต่สุดท้ายกลับกลายเป็น”ค่ายทิพย์” ยกเลิกกะทันหัน เมื่อถูกทวงถามก็ขอเลื่อนไม่มีกำหนด จนกลุ่มผู้เสียหายหมดความอดทน จึงรวมตัวกันติดต่อขอเงินคืนเต็มจำนวน แต่กลับถูกกลับบ่ายเบี่ยงโดยขอผ่อนคืนต่อรายเดือนละ 3 พัน ถึง 5พันบาท ท้ายที่สุด เมื่อถึงกำหนดชำระกลับไม่ได้รับเงินคืนแม้แต่บาทเดียว
แถมผู้เสียหายบางรายยังตกเป็นเหยื่อซ้ำซ้อน เพราะเจ้าของค่ายรายนี้ติดต่อขอยืมเงินจากกลุ่มผู้ปกครองรายเก่า ๆ โดยอ้างว่านำไปจ่ายค่าสถานที่ หรือสร้างเรื่องราวความลำบากเพื่อขอความเห็นใจ จากเหตุข้างต้นจึงมีผู้เสียหายกลุ่มหนึ่งมาร้องที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเพื่อขอความช่วยเหลือ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิทักษ์สิทธิ์ ได้ทำหนังสือเชิญ เจ้าของค่ายเยาวชน มาเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับผู้เสียหาย แต่เมื่อถึงวันนัดหมายกลับไม่ยอมมาพบ
ซึ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ไม่สามารถบังคับได้ แต่ช่วยให้คำปรึกษา/แนะนำข้อกฎหมาย/และพิจารณาช่องทางอื่น เช่น การฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ซึ่งมีอำนาจตาม “พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค” แต่ผู้เสียหายขอรวมตัวเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อให้ดำเนินคดีฐานฉ้อโกงประชาชน โดยยืนยันจะดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด พร้อมทั้งต้องการเตือนภัยสังคม เนื่องจากพบว่าปัจจุบันยังคงมีการเปิดรับสมัครค่ายที่ไม่มีอยู่จริงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจมีผู้ปกครองที่ไม่ทราบเรื่องตกเป็นเหยื่อเพิ่มอีก
ส่วนหมวด”การเงินการธนาคาร” เป็นเคสที่” มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” ได้รับการร้องเรียนอันดับ 2 ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ตั้งแต่มกราคม 2567 – กรกฏาคม 2569 รวม 97 รายการ และยังคงอันดับเดิม ในช่วง 7 เดือนแรก ( ม.ค.-ก.ค. ) ของปีนี้ โดยเฉพาะการหลอกลงทุนออนไลน์ สาเหตุหลักมาจากภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเวลา เช่น การหลอกลงทุนออนไลน์ผ่าน การโฆษณาชวนเชื่อบนโซเชียลมีเดีย, การสร้างแอปพลิเคชันปลอม, การทุจริตโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการหลอกลวงให้ทำงานออนไลน์แลกค่าตอบแทน
นฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ชี้ว่า พฤติการณ์หลอกลวงออนไลน์ และกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ มีความซับซ้อนสูงเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ อีกทั้งความล่าช้าในการอายัดเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้บัญชีม้าซับซ้อนหลายต่อ ซึ่งส่งผลให้การรวบรวมสำนวนเพื่อส่งต่อหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการเร่งรัดคดีและการเยียวยาผู้บริโภคในภาพรวมยังคงเป็นไปอย่างยากลำบากและต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินงาน
จากการที่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมกับ ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ สภาองค์กรของผู้บริโภค จัดสัมมนาทางวิชาการ หัวข้อ “แนวทางการคุ้มครองทางกฎหมายจากการหลอกลวงออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม”เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและข้อเสนอในการพัฒนาการคุ้มครองผู้บริโภค มีตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ ศูนย์พัฒนากฎหมาย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เข้าร่วม เมื่อวันที่22 สิงหาคม 2569 ได้ร่วมกันสะท้อนปัญหาการหลอกลวงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้พัฒนาอย่างซับซ้อนและก้าวกระโดด ข้อมูลนับจากปี พ.ศ.2562 ถึงปัจจุบัน (2569) มีความเสียหายตั้งแต่หลักหลายพันล้านบาท จนถึงหมื่นล้านบาท
โดยเฉพาะการยิงแอดโฆษณา ถือเป็นเครื่องมือที่มิจฉาชีพใช้เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเหยื่อได้กว้างและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ ส่วนหนึ่งมาจากการสร้างเพจปลอมบนแพลตฟอร์ม ซึ่ง เพจเฟซบุ๊ก ติดอันดับ 1 ทำให้ผู้บริโภคโดนหลอกมีทั้งเพจจริงและเพจปลอมที่มิจฉาชีพใช้ช่องทางนี้ แต่ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามนั่นคือ “เพจเฟซบุ๊ก” เป็นระบบที่แพลตฟอร์มคิดขึ้น โดยมีแอดมินดูแล ซึ่งเพจต้องสงสัย เจ้าของแพลตฟอร์ม รู้ถึงตัวตน รู้ถึงประเทศที่เกิดปัญหา บางเพจเปลี่ยนชื่อนับสิบครั้ง ทำให้มีคนถูกหลอกลวงซ้ำซาก แต่เป็นเรื่องยากที่จะถามหาความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม แต่ยังพอมีช่องทางถามหาความรับผิดชอบหากได้ประโยชน์จากการขายโฆษณา จะต้องมีภาระทำระบบให้ได้มาตรฐานและเข้มงวดอย่างพอ ไม่ใช่แค่ใช้ระบบยืนยันตัวตนเก็บข้อมูลแล้วจบ
แต่ต้องแยกแยะคนที่มาธุรกิจให้สามารถสืบหาตัวตนได้ ซึ่งรัฐบาลไทย จะต้องพัฒนากฏหมายตัวนี้เหมือนกับสหภาพยุโรปที่ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติบริการดิจิทัล หรือ Digital Services Act (DSA) เป็นกฎระเบียบของสหภาพยุโรป ที่มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบกับทุกแพลตฟอร์มในยุโรปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 เพื่อควบคุมบริการกับทุกแพลตฟอร์มออนไลน์และปกป้องสิทธิผู้บริโภคลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง
โดยบังคับให้แพลตฟอร์มต้องเปิดเผยวิธีจัดการและตรวจสอบเนื้อหาหากไม่เหมาะสมให้ถอดออกจากแพลตฟอร์ม ซึ่งต่างจาก “ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) ภายใต้พระราชกฤษฏีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลฯ (Digital Platform Services: DPS) ของ ETDA และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งเตรียมประกาศใช้วันที่1พฤศจิกายน2569 ระบุว่า “จัดเก็บข้อมูลของผู้โฆษณา ไม่น้อยกว่า 90 วัน นับจากวันที่โฆษณาเสร็จสิ้น “
นั่นเท่ากับว่า ข้อมูลการโฆษณาที่พ้นจากกำหนดเก็บต้องสูญหายไปทันที” ส่วนการโฆษณาผู้ประกอบการต้องมีความโปร่งใส โดยกำหนดให้ผู้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องเปิดเผยข้อมูลและตัวตนของบุคคลที่โฆษณาสินค้าและบริการ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้โดยไม่มีกำหนดเวลาจัดเก็บ ทั้งที่เป้าหมายหลัก ต้องการสกัดกั้นขบวนการมิจฉาชีพ บัญชีม้า และสแกมเมอร์ข้ามชาติ ที่ใช้บัญชีอวตาร ยิงแอดโฆษณาหลอกลงทุน ,ซื้อขายสินค้าหลอกลวง ,หรือหลอกดูดเงิน ดังนั้น ประเด็นที่สำคัญอย่างมาก รัฐบาลต้องเร่งผลักดันออกกฎหมายที่กำหนดบทลงโทษทางแพ่งและอาญา กับ ผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อให้แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายของผู้บริโภค
ส่วนการทวงหนี้ผิดกฎหมาย , ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมไม่เป็นธรรม เป็นเคสที่มีผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียน รวมถึงบางรายมาขอความรู้เรื่องหนี้ จากปัญหาเหล่านี้ ทำให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เดินหน้า “โครงการยิ้มสู้หนี้”มาอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี2568 นางนฤมล บอกว่า นโยบายช่วยแก้หนี้ของภาครัฐยังไม่อาจเข้าถึงกลุ่มเปราะบางในชุมชน เมื่อมีหนี้แต่รายได้ไม่เพียงพอ จึงทำเกิดปัญหาหนี้สินเรื้อรังสะสม ถึงแม้ทุกคนที่เป็นหนี้อยากจ่ายหนี้ แต่ในเมื่อไม่มีรายได้ จึงจำยอมกู้หนี้นอกระบบ สิ่งที่เจอตามมานั่นคือ “ดอกลอย ” ไม่ว่าจะจ่ายดอกเบี้ยติดต่อกันนานหลายเดือนหรือเป็นปี ยอดหนี้ “เงินต้น” กลับไม่ลดลงแม้แต่บาทเดียว
ดังนั้นในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการจึงเดินหน้าวิจัยสำรวจปัญหาลูกหนี้อย่างเจาะลึก มุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ผ่านการสร้าง “หมอหนี้อาสา” ที่เป็นคนในชุมชนเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและให้คำปรึกษาปัญหาหนี้สิน ไม่ใช่แค่การหยุดหนี้ชั่วคราว แต่เป็นการวางแผนทางการเงินและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาว จึงเดินหน้าขยายผล “โครงการยิ้มสู้หนี้ ”รุกเข้าถึงชุมชนทั่วกรุงเทพฯ เพื่อยกระดับจากโครงการนำร่อง 18 เขต เดินหน้าขยายอีก 32 เขต เพื่อให้ครอบคลุม ทั้ง 50 เขตกรุงเทพฯ เพื่อเปลี่ยนลูกหนี้ที่สิ้นหวังให้กลับมามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
โดยปรับปรุงกลไกการช่วยเหลือของภาครัฐ โดยเฉพาะการสนับสนุนทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับตลาดและรายได้, การเสริมสร้างความคุ้มครองทางกฏหมาย, รวมถึงสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจระดับครัวเรือน ที่สำคัญยังขยายผลความร่วมมือในการแก้ปัญหาไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่จะเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาหนี้และการบังคับใช้กฎหมาย
ข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหา
1.นโยบายคุ้มครองผู้บริโภคจากภัยแพลตฟอร์มออนไลน์
ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์มีพัฒนาก้าวกระโดดและซับซ้อน โดยเฉพาะการใช้เพจปลอมและการยิงโฆษณาเพื่อเข้าถึงเหยื่อ ซึ่งสร้างความเสียหายตั้งแต่หลักพันล้านจนถึงหมื่นล้านบาท รัฐบาลจึงควรดำเนินนโยบาย ดังนี้:
- กำหนดให้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ รัฐบาลต้องเร่งผลักดันการออกกฎหมายที่กำหนดบทลงโทษทางแพ่งและอาญากับผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อให้แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค
- ยกระดับกฎหมายเทียบเท่ามาตรฐานยุโรป ควรพัฒนากฎหมายให้คล้ายคลึงกับ “พระราชบัญญัติบริการดิจิทัล” (Digital Services Act – DSA) ของสหภาพยุโรป โดยบังคับให้แพลตฟอร์มต้องเปิดเผยวิธีจัดการและสามารถตรวจสอบเนื้อหาได้ รวมทั้งต้องถอดถอนเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมออกจากแพลตฟอร์ม
- ปรับปรุงข้อกำหนดการจัดเก็บข้อมูลโฆษณา ควรแก้ไขประกาศของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และกระทรวงดิจิทัลฯ (DPS) โดยบังคับให้ผู้บริการแพลตฟอร์มเปิดเผยข้อมูลและตัวตนของผู้โฆษณาให้ประชาชนตรวจสอบได้โดยไม่มีกำหนดเวลาจัดเก็บ แทนข้อกำหนดเดิมที่ให้จัดเก็บเพียงไม่น้อยกว่า 90 วันนับจากโฆษณาเสร็จสิ้น
- พัฒนาระบบยืนยันตัวตนเชิงลึก แพลตฟอร์มต้องมีภาระในการทำระบบยืนยันตัวตนให้ได้มาตรฐานและเข้มงวด ไม่ใช่เพียงจัดเก็บข้อมูลขั้นต้น แต่ต้องสามารถแยกแยะบุคคลที่เข้ามาทำธุรกิจเพื่อให้สืบหาตัวตนได้จริง
2.นโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินกลุ่มเปราะบางอย่างยั่งยืน
นโยบายของภาครัฐในปัจจุบันยังไม่อาจเข้าถึงกลุ่มเปราะบางในชุมชน ทำให้เกิดปัญหาหนี้เรื้อรังและการต้องจำยอมกู้หนี้นอกระบบที่ต้องเผชิญกับ “ดอกลอย” ข้อเสนอนโยบายมีดังนี้:
- ปรับปรุงกลไกความช่วยเหลือระดับชุมชน ปรับปรุงกลไกการช่วยเหลือของภาครัฐให้เข้าถึงกลุ่มเปราะบาง พร้อมทั้งเสริมสร้างความคุ้มครองทางกฎหมาย
- สร้างความมั่นคงทางรายได้ ภาครัฐต้องสนับสนุนการฝึกทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและรายได้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนและให้ลูกหนี้กลับมามีความมั่นคงอย่างยั่งยืน
- ขยายความร่วมมือในการแก้ปัญหา ขยายผลความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาหนี้ร่วมกัน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
- สนับสนุนโมเดลที่ปรึกษาชุมชน ควรส่งเสริมการสร้าง “หมอหนี้อาสา” ที่เป็นคนในชุมชนเพื่อคอยให้คำปรึกษาปัญหาหนี้สิน เน้นการวางแผนทางการเงินและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาวแทนการหยุดหนี้เพียงชั่วคราว