เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ส่งออก ก.ย. โต 24% ต่อเนื่องเดือนที่ 27 อิเล็กทรอนิกส์-AI หนุน 9 เดือนโต 19.6%
Economic ส่งออก ก.ย. โต 24% ต่อเนื่องเดือนที่ 27 อิเล็กทรอนิกส์-AI หนุน 9 เดือนโต 19.6%
เอกนิติ เปรียบเป็น ‘หมอเศรษฐกิจ’ มุ่งแก้ตรงจุด ไม่ตอบหลัง อนุทิน ตั้งเป้า GDP โตเกิน 2.1%
Politics เอกนิติ เปรียบเป็น ‘หมอเศรษฐกิจ’ มุ่งแก้ตรงจุด ไม่ตอบหลัง อนุทิน ตั้งเป้า GDP โตเกิน 2.1%
อนุทิน ขอให้คิด-วิเคราะห์-แยกแยะ ติง ‘สส.’ แชร์ข่าวปลอม ‘ค่าน้ำชา 7 ล้าน’ 
Politics อนุทิน ขอให้คิด-วิเคราะห์-แยกแยะ ติง ‘สส.’ แชร์ข่าวปลอม ‘ค่าน้ำชา 7 ล้าน’ 
เปิด 5 ทำเลรถไฟฟ้า ราคาที่ดินเปล่าพุ่งกระฉูด ‘BTS สุขุมวิท’ แชมป์ หายาก-มูลค่าสูง
Real Estate เปิด 5 ทำเลรถไฟฟ้า ราคาที่ดินเปล่าพุ่งกระฉูด ‘BTS สุขุมวิท’ แชมป์ หายาก-มูลค่าสูง
บลจ.ยูโอบี ส่ง 2 กองทุน RMF รับโค้งสุดท้ายลดภาษีปี’69 เริ่มลงทุนแค่ 500 บาท
Finance บลจ.ยูโอบี ส่ง 2 กองทุน RMF รับโค้งสุดท้ายลดภาษีปี’69 เริ่มลงทุนแค่ 500 บาท
อนุทินย้ำ ‘รถไฟไฮสปีด 3 สนามบิน’ ยึดสัญญา กพอ.จ่อถกหลัง รฟท.ลุยฟ้อง
Politics อนุทินย้ำ ‘รถไฟไฮสปีด 3 สนามบิน’ ยึดสัญญา กพอ.จ่อถกหลัง รฟท.ลุยฟ้อง
ราคาทองวันนี้ (26 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 64,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (26 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 64,950 บาท
โกคิม-ธีระศักดิ์ ผลงาม เจ้าของร้าน ‘ตู้กับข้าว’ อาหารใต้ชื่อดัง ไลฟ์สไตล์และแพสชั่น
Biz Movement โกคิม-ธีระศักดิ์ ผลงาม เจ้าของร้าน ‘ตู้กับข้าว’ อาหารใต้ชื่อดัง ไลฟ์สไตล์และแพสชั่น
คอนเสิร์ต ALL STARS ‘เปลี่ยนพลังธุรกิจ’ ไฮโซ-คนดัง ระดมทุนคืนเดียว 11 ล้าน
Biz Movement คอนเสิร์ต ALL STARS ‘เปลี่ยนพลังธุรกิจ’ ไฮโซ-คนดัง ระดมทุนคืนเดียว 11 ล้าน
EXIM BANK เผยผลการดำเนินงาน 9 เดือน สินเชื่อปล่อยใหม่ทะลุ 4 หมื่นล้านบาท
Finance EXIM BANK เผยผลการดำเนินงาน 9 เดือน สินเชื่อปล่อยใหม่ทะลุ 4 หมื่นล้านบาท
ดูทั้งหมด

“ถูกโกงออนไลน์” พุ่งใน 7 เดือนแรก มพบ.จี้รัฐล้อมคอกแพลตฟอร์ม-แก้หนี้เปราะบาง

09 ก.ย. 2569 | 19:39น.

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดสถิติ 7 เดือนแรกปี’69 ภัยออนไลน์พุ่งไม่หยุด หมวด “สินค้าและบริการทั่วไป” ยึดอันดับ 1 ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน เผยเคสใหม่ “ค่ายเยาวชนทิพย์” หลอกผู้ปกครองสูญเงินนับแสน ขณะที่ “ภัยการเงิน-โอนเงิน-หลอกลงทุน” ตามติดอันดับ 2 จี้รัฐบาลรีบดันกฎหมายลงโทษแพลตฟอร์มข้ามชาติ บังคับร่วมรับผิดชอบ

นฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ฝ่ายพิทักษ์สิทธิ์ฯ เปิดเผยข้อมูลว่า “ภัยสินค้าและบริการทั่วไป” ยังเป็นเคสที่ “มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” ได้รับการร้องเรียนสูงสุด อันดับ 1 ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ตั้งแต่มกราคม 2567-กรกฏาคม 2569 รวม 230 รายการ เมื่อนับเฉพาะ 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.) ยังคงที่อับดับ 1 ส่วนใหญ่มาจากการถูกหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ยังเป็นต้นเหตุภัยคุกคามผู้บริโภค

อันดับ 1 จากหมวดนี้ ขอยกเคสร้องเรียนที่ต้องเตือนภัย นั่นคือ “ค่ายเยาวชนพัฒนาทักษะชีวิตแนวจิตวิทยา” บรรดาผู้ปกครองอยากส่งบุตรหลานมาเข้าค่าย จึงยอมจ่ายเงินค่าคอร์สราคาแพงแบบเต็มจำนวนล่วงหน้า เพราะไว้วางใจ “ครูผู้จัดค่ายเยาวชนชื่อดัง” ประสบการณ์นานเกือบ 20 ปีที่มีการโฆษณาบนหน้าเพจเฟซบุ๊ก แต่สุดท้ายกลับกลายเป็น “ค่ายทิพย์” ยกเลิกกะทันหัน เมื่อถูกทวงถามก็ขอเลื่อนไม่มีกำหนด จนกลุ่มผู้เสียหายหมดความอดทน จึงรวมตัวกันติดต่อขอเงินคืนเต็มจำนวน แต่กลับถูกกลับบ่ายเบี่ยง โดยขอผ่อนคืนต่อรายเดือนละ 3 พัน ถึง 5 พันบาท ท้ายที่สุด เมื่อถึงกำหนดชำระกลับไม่ได้รับเงินคืนแม้แต่บาทเดียว

แถมผู้เสียหายบางรายยังตกเป็นเหยื่อซ้ำซ้อน เพราะเจ้าของค่ายรายนี้ติดต่อขอยืมเงินจากกลุ่มผู้ปกครองรายเก่า ๆ โดยอ้างว่านำไปจ่ายค่าสถานที่ หรือสร้างเรื่องราวความลำบากเพื่อขอความเห็นใจ จากเหตุข้างต้นจึงมีผู้เสียหายกลุ่มหนึ่งมาร้องที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเพื่อขอความช่วยเหลือ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิทักษ์สิทธิ ได้ทำหนังสือเชิญเจ้าของค่ายเยาวชน มาเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับผู้เสียหาย แต่เมื่อถึงวันนัดหมายกลับไม่ยอมมาพบ

ซึ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคไม่สามารถบังคับได้ แต่ช่วยให้คำปรึกษา/แนะนำข้อกฎหมาย/และพิจารณาช่องทางอื่น เช่น การฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ซึ่งมีอำนาจตาม “พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค” แต่ผู้เสียหายขอรวมตัวเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อให้ดำเนินคดีฐานฉ้อโกงประชาชน โดยยืนยันจะดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด พร้อมทั้งต้องการเตือนภัยสังคม เนื่องจากพบว่าปัจจุบันยังคงมีการเปิดรับสมัครค่ายที่ไม่มีอยู่จริงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจมีผู้ปกครองที่ไม่ทราบเรื่องตกเป็นเหยื่อเพิ่มอีก

ส่วนหมวด “การเงินการธนาคาร” เป็นเคสที่ “มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค” ได้รับการร้องเรียนอันดับ 2 ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ตั้งแต่มกราคม 2567-กรกฏาคม 2569 รวม 97 รายการ และยังคงอันดับเดิม ในช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค.) ของปีนี้ โดยเฉพาะการหลอกลงทุนออนไลน์ สาเหตุหลักมาจากภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเวลา เช่น การหลอกลงทุนออนไลน์ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อบนโซเชียลมีเดีย, การสร้างแอปพลิเคชั่นปลอม, การทุจริตโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการหลอกลวงให้ทำงานออนไลน์แลกค่าตอบแทน

นฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ชี้ว่า พฤติการณ์หลอกลวงออนไลน์ และกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ มีความซับซ้อนสูงเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ อีกทั้งความล่าช้าในการอายัดเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้บัญชีม้าซับซ้อนหลายต่อ ซึ่งส่งผลให้การรวบรวมสำนวนเพื่อส่งต่อหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการเร่งรัดคดีและการเยียวยาผู้บริโภคในภาพรวมยังคงเป็นไปอย่างยากลำบากและต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินงาน

จากการที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมกับศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสภาองค์กรของผู้บริโภค จัดสัมมนาทางวิชาการ หัวข้อ “แนวทางการคุ้มครองทางกฎหมายจากการหลอกลวงออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม” เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและข้อเสนอในการพัฒนาการคุ้มครองผู้บริโภค มีตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และศูนย์พัฒนากฎหมาย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เข้าร่วม เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ได้ร่วมกันสะท้อนปัญหาการหลอกลวงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้พัฒนาอย่างซับซ้อนและก้าวกระโดด ข้อมูลนับจากปี พ.ศ. 2562 ถึงปัจจุบัน (2569) มีความเสียหายตั้งแต่หลักหลายพันล้านบาท จนถึงหมื่นล้านบาท

โดยเฉพาะการยิงแอดโฆษณา ถือเป็นเครื่องมือที่มิจฉาชีพใช้เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเหยื่อได้กว้างและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ ส่วนหนึ่งมาจากการสร้างเพจปลอมบนแพลตฟอร์ม ซึ่งเพจเฟซบุ๊กติดอันดับ 1 ทำให้ผู้บริโภคโดนหลอกมีทั้งเพจจริงและเพจปลอมที่มิจฉาชีพใช้ช่องทางนี้ แต่ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามนั่นคือ “เพจเฟซบุ๊ก” เป็นระบบที่แพลตฟอร์มคิดขึ้น โดยมีแอดมินดูแล ซึ่งเพจต้องสงสัย เจ้าของแพลตฟอร์ม รู้ถึงตัวตน รู้ถึงประเทศที่เกิดปัญหา บางเพจเปลี่ยนชื่อนับสิบครั้ง ทำให้มีคนถูกหลอกลวงซ้ำซาก แต่เป็นเรื่องยากที่จะถามหาความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม แต่ยังพอมีช่องทางถามหาความรับผิดชอบหากได้ประโยชน์จากการขายโฆษณา จะต้องมีภาระทำระบบให้ได้มาตรฐานและเข้มงวดอย่างพอ ไม่ใช่แค่ใช้ระบบยืนยันตัวตนเก็บข้อมูลแล้วจบ

แต่ต้องแยกแยะคนที่มาธุรกิจให้สามารถสืบหาตัวตนได้ ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องพัฒนากฏหมายตัวนี้เหมือนกับสหภาพยุโรปที่ประกาศใช้ “พระราชบัญญัติบริการดิจิทัล” หรือ Digital Services Act (DSA) เป็นกฎระเบียบของสหภาพยุโรป ที่มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบกับทุกแพลตฟอร์มในยุโรปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 เพื่อควบคุมบริการกับทุกแพลตฟอร์มออนไลน์และปกป้องสิทธิผู้บริโภคลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง

โดยบังคับให้แพลตฟอร์มต้องเปิดเผยวิธีจัดการและตรวจสอบเนื้อหาหากไม่เหมาะสมให้ถอดออกจากแพลตฟอร์ม ซึ่งต่างจาก “ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) ภายใต้พระราชกฤษฏีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลฯ (Digital Platform Services : DPS)” ของ ETDA และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งเตรียมประกาศใช้วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ระบุว่า “จัดเก็บข้อมูลของผู้โฆษณา ไม่น้อยกว่า 90 วัน นับจากวันที่โฆษณาเสร็จสิ้น“

นั่นเท่ากับว่า “ข้อมูลการโฆษณาที่พ้นจากกำหนดเก็บต้องสูญหายไปทันที” ส่วนการโฆษณาผู้ประกอบการต้องมีความโปร่งใส โดยกำหนดให้ผู้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องเปิดเผยข้อมูลและตัวตนของบุคคลที่โฆษณาสินค้าและบริการ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้โดยไม่มีกำหนดเวลาจัดเก็บ ทั้งที่เป้าหมายหลัก ต้องการสกัดกั้นขบวนการมิจฉาชีพ บัญชีม้า และสแกมเมอร์ข้ามชาติ ที่ใช้บัญชีอวตาร ยิงแอดโฆษณาหลอกลงทุน, ซื้อขายสินค้าหลอกลวง, หรือหลอกดูดเงิน ดังนั้น ประเด็นที่สำคัญอย่างมาก รัฐบาลต้องเร่งผลักดันออกกฎหมายที่กำหนดบทลงโทษทางแพ่งและอาญา กับผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อให้แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายของผู้บริโภค

ส่วนการทวงหนี้ผิดกฎหมาย, ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมไม่เป็นธรรม เป็นเคสที่มีผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียน รวมถึงบางรายมาขอความรู้เรื่องหนี้ จากปัญหาเหล่านี้ ทำให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเดินหน้า “โครงการยิ้มสู้หนี้” มาอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2568 นางนฤมลบอกว่า นโยบายช่วยแก้หนี้ของภาครัฐยังไม่อาจเข้าถึงกลุ่มเปราะบางในชุมชน เมื่อมีหนี้แต่รายได้ไม่เพียงพอ จึงทำเกิดปัญหาหนี้สินเรื้อรังสะสม ถึงแม้ทุกคนที่เป็นหนี้อยากจ่ายหนี้ แต่ในเมื่อไม่มีรายได้ จึงจำยอมกู้หนี้นอกระบบ สิ่งที่เจอตามมานั่นคือ “ดอกลอย” ไม่ว่าจะจ่ายดอกเบี้ยติดต่อกันนานหลายเดือนหรือเป็นปี ยอดหนี้ “เงินต้น” กลับไม่ลดลงแม้แต่บาทเดียว

ดังนั้นในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการจึงเดินหน้าวิจัยสำรวจปัญหาลูกหนี้อย่างเจาะลึก มุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ผ่านการสร้าง “หมอหนี้อาสา” ที่เป็นคนในชุมชนเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและให้คำปรึกษาปัญหาหนี้สิน ไม่ใช่แค่การหยุดหนี้ชั่วคราว แต่เป็นการวางแผนทางการเงินและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาว จึงเดินหน้าขยายผล “โครงการยิ้มสู้หนี้” รุกเข้าถึงชุมชนทั่วกรุงเทพฯ เพื่อยกระดับจากโครงการนำร่อง 18 เขต เดินหน้าขยายอีก 32 เขต เพื่อให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขตกรุงเทพฯ เพื่อเปลี่ยนลูกหนี้ที่สิ้นหวังให้กลับมามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

โดยปรับปรุงกลไกการช่วยเหลือของภาครัฐ โดยเฉพาะการสนับสนุนทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับตลาดและรายได้, การเสริมสร้างความคุ้มครองทางกฏหมาย, รวมถึงสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจระดับครัวเรือน ที่สำคัญยังขยายผลความร่วมมือในการแก้ปัญหาไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาหนี้และการบังคับใช้กฎหมาย

ข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหา

1.นโยบายคุ้มครองผู้บริโภคจากภัยแพลตฟอร์มออนไลน์

ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์มีพัฒนาก้าวกระโดดและซับซ้อน โดยเฉพาะการใช้เพจปลอมและการยิงโฆษณาเพื่อเข้าถึงเหยื่อ ซึ่งสร้างความเสียหายตั้งแต่หลักพันล้านจนถึงหมื่นล้านบาท รัฐบาลจึงควรดำเนินนโยบาย ดังนี้ :

  • กำหนดให้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ รัฐบาลต้องเร่งผลักดันการออกกฎหมายที่กำหนดบทลงโทษทางแพ่งและอาญากับผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อให้แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค
  • ยกระดับกฎหมายเทียบเท่ามาตรฐานยุโรป ควรพัฒนากฎหมายให้คล้ายคลึงกับ “พระราชบัญญัติบริการดิจิทัล” (Digital Services Act – DSA) ของสหภาพยุโรป โดยบังคับให้แพลตฟอร์มต้องเปิดเผยวิธีจัดการและสามารถตรวจสอบเนื้อหาได้ รวมทั้งต้องถอดถอนเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมออกจากแพลตฟอร์ม
  • ปรับปรุงข้อกำหนดการจัดเก็บข้อมูลโฆษณา ควรแก้ไขประกาศของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และกระทรวงดิจิทัลฯ (DPS) โดยบังคับให้ผู้บริการแพลตฟอร์มเปิดเผยข้อมูลและตัวตนของผู้โฆษณาให้ประชาชนตรวจสอบได้โดยไม่มีกำหนดเวลาจัดเก็บ แทนข้อกำหนดเดิมที่ให้จัดเก็บเพียงไม่น้อยกว่า 90 วันนับจากโฆษณาเสร็จสิ้น
  • พัฒนาระบบยืนยันตัวตนเชิงลึก แพลตฟอร์มต้องมีภาระในการทำระบบยืนยันตัวตนให้ได้มาตรฐานและเข้มงวด ไม่ใช่เพียงจัดเก็บข้อมูลขั้นต้น แต่ต้องสามารถแยกแยะบุคคลที่เข้ามาทำธุรกิจเพื่อให้สืบหาตัวตนได้จริง

2.นโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินกลุ่มเปราะบางอย่างยั่งยืน

นโยบายของภาครัฐในปัจจุบันยังไม่อาจเข้าถึงกลุ่มเปราะบางในชุมชน ทำให้เกิดปัญหาหนี้เรื้อรังและการต้องจำยอมกู้หนี้นอกระบบที่ต้องเผชิญกับ “ดอกลอย” ข้อเสนอนโยบายมีดังนี้ :

  • ปรับปรุงกลไกความช่วยเหลือระดับชุมชน ปรับปรุงกลไกการช่วยเหลือของภาครัฐให้เข้าถึงกลุ่มเปราะบาง พร้อมทั้งเสริมสร้างความคุ้มครองทางกฎหมาย
  • สร้างความมั่นคงทางรายได้ ภาครัฐต้องสนับสนุนการฝึกทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและรายได้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนและให้ลูกหนี้กลับมามีความมั่นคงอย่างยั่งยืน
  • ขยายความร่วมมือในการแก้ปัญหา ขยายผลความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาหนี้ร่วมกัน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
  • สนับสนุนโมเดลที่ปรึกษาชุมชน ควรส่งเสริมการสร้าง “หมอหนี้อาสา” ที่เป็นคนในชุมชนเพื่อคอยให้คำปรึกษาปัญหาหนี้สิน เน้นการวางแผนทางการเงินและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาวแทนการหยุดหนี้เพียงชั่วคราว