‘ศุภจี’ รื้อกติกาแข่งขันหนุน SMEs สั่ง 6 แพลตฟอร์มตรึงค่า GP 6 เดือน
“ศุภจี” รื้อกติกาแข่งขันรับ Digital Economy หนุนธุรกิจ SMEs แข่งขันตลาดโลกพร้อมเดินหน้ากำกับแพลตฟอร์มดิจิทัล ล่าสุดสั่ง 6 แพลตฟอร์มหลักตรึงค่าธรรมเนียม-ค่า GP นาน 6 เดือน กขค.เปิดพื้นที่ทำโฟกัสกรุ๊ปหารือผู้ประกอบการ วิเคราะห์โครงสร้างต้นทุน คาดได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนนี้ ด้าน ETDA เผยแพลตฟอร์มต้องแสดงค่าธรรมเนียมภาคบังคับอัตราเบ็ดเสร็จให้ผู้ขายรู้ว่าต้องจ่ายก่อนตัดสินใจเข้าร่วมการขาย
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภูมิทัศน์การแข่งขันของธุรกิจกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากร AI โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ทำให้หน่วยงานกำกับต้องปรับตัวให้ทันกับตลาด โดยโจทย์สำคัญคือการสร้างตลาดภายในประเทศให้มีการแข่งขันเข้มแข็ง เพื่อเป็นรากฐานให้ธุรกิจไทยออกไปแข่งขันในตลาดโลกได้
โดยปัจจุบันไทยมี SMEs ประมาณ 3.3 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด แต่สร้าง GDP เพียง 34.8% สะท้อนว่าผลประโยชน์จากการเติบโตยังต้องกระจายไปสู่ผู้ประกอบการจำนวนมากขึ้น ขณะเดียวกันในภาคส่งออกไทยมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 11.2 ล้านล้านบาท แต่ผู้ส่งออกรายเล็กมีสัดส่วนไม่ถึง 20% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
ตรึงค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 6 เดือน
ดังนั้นนโยบายการแข่งขันจึงต้องยกระดับเป็น “National Strategic Pillar” หรือเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อทำให้ฐานการแข่งขันภายในประเทศเข้มแข็ง ธุรกิจทุกขนาดพร้อมแข่งขันในตลาดโลก
โดยประเด็นสำคัญที่กำลังเดินหน้าคือการกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Platform) โดยมีหนังสือถึงแพลตฟอร์มหลัก 6 ราย ขอให้ยังไม่ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 6 เดือน พร้อมใช้ช่วงเวลาดังกล่าวเปิด Regulatory Dialogue นำข้อมูลและโครงสร้างค่าธรรมเนียมมาพิจารณา เพื่อให้การกำกับเป็นธรรม ถูกต้อง และโปร่งใส ไม่ใช่เพียงตรึงค่าธรรมเนียมแล้วจบ
นางวรวรรณ ชิตอรุณ กรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภายหลังนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงแนวทางดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ล่าสุด กขค.ได้ส่งหนังสือคำสั่งทางปกครองไปยังแพลตฟอร์มรายใหญ่ 6 ราย ซึ่งเป็นรายที่ มีข้อมูลว่ามีพฤติกรรมบางส่วนที่อาจมีแนวโน้มก่อให้เกิดการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับคู่ค้า
โดยสาระสำคัญคือ ในช่วง 6 เดือนนับจากต้นเดือนกันยายน แพลตฟอร์มทั้ง 6 รายต้องคงอัตราการเรียกเก็บรายได้จากการดำเนินธุรกิจที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์ม ค่า GP หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโปรโมชั่น โดยยังสามารถเรียกเก็บได้ แต่ต้องไม่ปรับอัตราขึ้นจากวันที่มีคำสั่ง
โดยมาตรการดังกล่าวไม่ใช่ “Price Control” และ กขค.ไม่ได้เข้าไปกำหนดว่าค่า GP หรือค่าธรรมเนียมต้องอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ เนื่องจาก กขค.ไม่มีอำนาจกำหนดราคา และการเข้าไปกำหนดราคาตายตัวอาจกลายเป็นการบิดเบือนการแข่งขันเสียเอง
วิเคราะห์เกณฑ์ตามลักษณะธุรกิจ
สิ่งที่ กขค.ต้องการคือข้อมูล เพื่อวิเคราะห์ว่าการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแต่ละประเภทมีที่มาอย่างไร เช่น หากเรียกเก็บ GP 30% ต้องสามารถอธิบายองค์ประกอบของต้นทุน เหตุผลในการกำหนดอัตรา ตลอดจนหลักเกณฑ์ของค่าโปรโมชั่นและค่าบริการประเภทต่าง ๆ เนื่องจากที่ผ่านมาได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของแพลตฟอร์มหลายกรณี
“วันนี้เราก็บอกว่าคุณฟรีซไปก่อน แล้วคุณก็ส่งข้อมูลมาให้เรา เดี๋ยวเราพิจารณาภายใน 6 เดือน” นางวรวรรณกล่าว และว่า หากแพลตฟอร์มไม่ส่งข้อมูล กขค.จะพิจารณาจากข้อมูลและหลักฐานที่มีอยู่ โดยเป้าหมายสำคัญคือการรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ตลาด โครงสร้างการแข่งขัน และพฤติกรรมของผู้ประกอบการ ก่อนพิจารณาว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่
มาตรการฟรีซจึงเป็นลักษณะของการป้องกันปัญหาก่อนเกิดความเสียหายมากขึ้น โดยไม่ได้หมายความว่า กขค.สรุปแล้วว่าการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในปัจจุบันไม่เป็นธรรม เพราะอัตราเดียวกันอาจมีความสมเหตุสมผลแตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุนและลักษณะธุรกิจ สิ่งสำคัญคือแพลตฟอร์มต้องสามารถชี้แจงเหตุผลทางธุรกิจและเศรษฐศาสตร์รองรับได้
11 ก.ย. ทำโฟกัสกรุ๊ปกำหนดเกณฑ์
นางวรวรรณกล่าวว่า คู่ค้าที่ กขค.ให้ความสำคัญครอบคลุมทั้งไรเดอร์ ร้านอาหาร และผู้ประกอบการที่ใช้บริการแพลตฟอร์ม ซึ่งต้องจ่าย GP ค่าธรรมเนียม หรือค่าโปรโมชั่น ขณะที่ประเด็นหนึ่งที่ต้องตรวจสอบคือเงื่อนไขสัญญาที่อาจเปิดให้แพลตฟอร์มเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดได้ฝ่ายเดียว เพราะหากคู่ค้าไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้อย่างชัดเจนว่าต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขใด อาจนำไปสู่ข้อพิจารณาเรื่องสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้ แต่ต้องตรวจสอบข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายก่อน
นอกจากนี้ ในวันที่ 11 กันยายน 2569 นี้ กขค.จะจัด Focus Group เรื่องแพลตฟอร์ม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อแนวทางและกติกาที่ กขค.กำลังจะจัดทำ เบื้องต้น กขค.ได้เชิญแพลตฟอร์มที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเข้าร่วม 11 ราย ครอบคลุมทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้เล่นที่กำลังจะเข้าสู่ตลาด เพื่อรับฟังข้อมูลจากหลายฝ่าย โดยบางประเด็นอาจต้องแยกหารือเป็นรายบริษัท เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความลับทางการค้าและอัลกอริทึ่มของแต่ละแพลตฟอร์ม
เป้าหมายของการรับฟังความคิดเห็นคือ การจัดทำแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่าแพลตฟอร์มควรดำเนินธุรกิจอย่างไรเพื่อไม่ให้พฤติกรรมเข้าข่ายการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการอธิบายเหตุผลและข้อจำกัดก่อนกำหนดกติกา ไม่ใช่ออกข้อกำหนดโดยที่ผู้ประกอบการไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
สรุปไกด์ไลน์ภายในสิ้นเดือน ก.ย.
นางวรวรรณระบุว่า ภายในสิ้นเดือนนี้คาดว่าจะเห็นความชัดเจนของไกด์ไลน์ฉบับใหม่ โดยจะยกระดับจากแนวทางเดิมให้ “เข้มงวดมากขึ้น” หลังจากไกด์ไลน์ด้าน Food Delivery ที่ใช้มาประมาณ 5 ปี แต่ปัญหาพฤติกรรมบางด้านไม่ได้ดีขึ้น และบางส่วนกลับมีความรุนแรงมากขึ้น จึงจำเป็นต้องขมวดเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายให้ชัดเจนกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม แนวทางใหม่อาจไม่ได้หยุดอยู่เพียงไกด์ไลน์ทั้งหมด เพราะหากพบพฤติกรรมบางประเภทที่สร้างผลกระทบรุนแรง มีข้อเท็จจริงชัดเจน และการออกแนวปฏิบัติไม่เพียงพอ กขค.อาจพิจารณายกระดับบางเรื่องเป็น “กฎหรือระเบียบ” ที่มีผลบังคับใช้เข้มข้นกว่าเดิม
“ลำดับการดำเนินงานมี 2 กระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ การออกคำสั่งให้ 6 แพลตฟอร์มฟรีซอัตราค่าธรรมเนียมไว้ 6 เดือนและส่งข้อมูลให้ กขค.พิจารณา กับการจัด Focus Group วันที่ 11 กันยายนนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็นสำหรับกติกาที่กำลังจัดทำ ก่อนคาดว่าจะเห็นความชัดเจนของไกด์ไลน์ที่เข้มข้นขึ้นภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้” นางวรวรรณกล่าว
ETDA ชงโมเดล GP เบ็ดเสร็จ
นายชัยชนะ มิตรพันธุ์ ผู้อํานวยการสํานักพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เปิดเผยว่า ในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ประกอบด้วยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และแพลตฟอร์มขนาดใหญ่อื่น ๆ อย่างแพลตฟอร์มเรียกรถ Ride Sharing หรือแพลตฟอร์มดีลิเวอรี่นั้น มีหน่วยงานที่ดูแลหลายภาคส่วน ซึ่ง ETDA มีหน้าที่ตัวกลางรับเรื่องร้องเรียนและสนับสนุนด้านข้อมูลและกฎระเบียบ
ประเด็นสำคัญที่กระทบกับผู้คนมากคือ การกำกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หลังมีข้อร้องเรียนว่าแพลตฟอร์มขึ้นค่า GP อย่างต่อเนื่อง ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมแฝงอื่น ๆ ที่แยกย่อยไปตามประเภทสินค้า รวมถึงค่าโครงสร้างพื้นฐานและค่าธุรกรรม ก่อให้เกิดความซับซ้อนและยุ่งยากในการกำกับเพดานของค่าธรรมเนียมรวม
“ปัญหาส่วนหนึ่งคือผู้ขายไม่สามารถเห็นต้นทุนทั้งหมดได้ง่าย เนื่องจากค่าธรรมเนียมต่าง ๆ กระจายอยู่ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขหลายส่วน ทำให้ยากต่อการคำนวณต้นทุนและกำหนดราคาสินค้า เรามองว่าควรรวมทั้งหมดแบบ Total Take Rate แล้วกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดในอัตราเดียว ในส่วนของค่าธรรมเนียมภาคบังคับ และแยกแยะค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากบริการหรือแคมเปญที่สมัครใจเข้าร่วม เพื่อให้ผู้ขายเห็นตัวเลขที่ชัดเจน”
โดย ETDA กำลังทำไกด์ไลน์ภาคบังคับ ที่จะกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องแสดงค่าธรรมเนียมภาคบังคับเป็นตัวเลขเดียว หรืออัตราเบ็ดเสร็จ (Total Take Rate) รวมถึงการคำนวณต้นทุนค่าธรรมเนียม เพื่อให้ผู้ขายรู้ว่าต้องจ่ายทั้งหมดเท่าใดและแบ่งแบบใดบ้าง ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมการขาย หรือเข้าร่วมแคมเปญการตลาดแบบพิเศษอื่น ๆ
“คู่มือดังกล่าวผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและมีการปรับแก้แล้ว คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในเดือน ก.ย. หรือ ต.ค. 69” นายชัยชนะกล่าว และว่า คู่มือฉบับนี้ยังเป็นไกด์ไลน์ในการเจรจากับแพลตฟอร์ม หากแพลตฟอร์มยังไม่มีการปฏิบัติออกอัตราค่าธรรมเนียมเบ็ดเสร็จตามคู่มืออาจพิจารณาออกประกาศเพื่อเพิ่มอำนาจได้ แต่การออกประกาศยังต้องเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น และใช้เวลาอีกสักพักใหญ่
“บริการจากแพลตฟอร์มดิจิทัลยังคงอยู่ใต้กำกับของหน่วยงานที่ดูแลธุรกิจนั้น ๆ โดยตรง เช่น บริการเรียกรถโดยสาร หรือ Ride Hailing มีกรมการขนส่งทางบก ที่กำหนดกฎเกณฑ์และขยับตัวเองไปกำกับดูแลแพลตฟอร์มอย่างโดดเด่น ขณะที่แพลตฟอร์มตลาด หรืออีคอมเมิร์ซ มีกระทรวงพานิชย์ดูแล ส่วนฝั่งค่าแรงค่าตอบแทนหรือสิทธิของไรเดอร์ก็อยู่ในการดูแลของกระทรวงแรงงาน ดังนั้นทุกส่วนมีการกำกับอยู่แล้วเพียงแต่ต้องยกระดับกฎเกณฑ์ให้ทันการเปลี่ยนแปลง” นายชัยชนะกล่าว