“ภาษีกองบอนด์” 15% ส่อล้ม วงในคลังชี้ผิดหลักตั้งแต่ต้น
“บลจ.-ThaiBMA” เสียงแตกเก็บภาษีกองบอนด์ 15% สมาคม บลจ. หนุนแนวทางเก็บภาษีจากต้นทางซื้อ อ้างตัดปัญหาคำนวณซับซ้อน เผยตั้งคณะทำงานถกคลังวางระบบบัญชีแล้ว ขณะที่ “ThaiBMA” ชี้ควรเก็บภาษีฝั่งขาย ด้านวงในคลังชี้กฎหมายส่อล้มสูง เหตุกำหนดให้เก็บภาษีผิดหลักการ
นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล และกรรมการสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (สมาคม บลจ.) เปิดเผยว่า กรณีที่กรมสรรพากรเตรียมเสนอกระทรวงการคลังจัดเก็บภาษีกองทุนตราสารหนี้ในอัตรา 15% เท่ากับการเก็บภาษีจากการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรงนั้น ขณะนี้สมาคมได้จัดตั้งคณะทำงานที่มีตัวแทน บลจ. 7-8 แห่ง เพื่อหารือรายละเอียด และวางระบบการทำงานรองรับกฎหมายที่จะออกมา

ทั้งนี้ ทางสมาคม บลจ. ต้องการให้เก็บภาษีที่ต้นทางของการซื้อกองทุน เพราะจะคล่องตัวในการคำนวณภาษีมากกว่า การคำนวณภาษีไม่ซับซ้อนเหมือนเก็บฝั่งขายขาออก ทั้งในเรื่องของระยะเวลาถือครองกองทุน การหักจากดอกเบี้ยและผลตอบแทน อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าการจัดเก็บภาษีที่ต้นทางของการซื้อกองทุนอาจทำให้ความน่าสนใจในการซื้อลดลง แต่จะกระทบต่อผู้ลงทุนน้อยกว่า เพราะผู้ลงทุนกองทุนตราสารหนี้ส่วนใหญ่ต้องการพักเงินโดยไม่เปรียบเทียบดอกเบี้ยสูง
“ทางสมาคมอยากให้เก็บที่ต้นทาง แต่ข้อเสนอการเก็บต้นทางก็ติดกฎหมายของสรรพากรที่ยกเว้นจัดเก็บภาษีให้บางกองทุน เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กับกองทุนประกันสังคม ดังนั้นแนวทางจัดเก็บภาษีจึงยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน คงต้องใช้เวลาในการศึกษา” นายวินกล่าว
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า เห็นด้วยกับการจัดเก็บภาษีกองทุนตราสารหนี้ เพราะในต่างประเทศมีการจัดเก็บมานานแล้ว แต่ประเทศไทยมีการยกเว้นมาหลายปี เพื่อจูงใจการลงทุน แต่การจัดเก็บภาษีกองทุนตราสารหนี้ก็จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ รวมทั้งให้เวลา บลจ.ปรับปรุงขั้นตอน เครื่องมือที่จะใช้เพื่อการคำนวณจัดเก็บภาษีด้วย
“ส่วนประเด็นของการจัดเก็บภาษีที่ต้นทางหรือปลายทางขายดี ส่วนตัวมองว่าควรเก็บที่ปลายทาง ตอนขายเมื่อมีกำไรแล้วมากกว่า เพราะหากเก็บตั้งแต่ยังไม่เริ่มลงทุน อาจทำให้ผู้ลงทุนมองว่าไม่เป็นแรงจูงใจ เนื่องจากต้องเสียภาษีตั้งแต่ยังไม่ได้ผลตอบแทน” นายปริญญ์กล่าว
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า หากจะมีการจัดเก็บภาษีกองทุนบอนด์ มองว่าควรจัดเก็บในส่วนของขาออก หรือเมื่อมีการถอนเงินออกจากกองทุน โดยหักจากดอกเบี้ย ส่วนลด หรือกำไรการขาย ซึ่งจะเป็นลักษณะเดียวกันกับการลงทุนตราสารหนี้ประเภทบุคคลธรรมดา
“กองทุนตราสารหนี้จะมีการขายออกเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ได้มีการกำหนด เหมือนกองทุน LTF ที่ระบุชัดว่า หากขายก่อนกำหนดครบอายุกองทุน จะต้องเสียภาษีย้อนหลัง” นางสาวอริยากล่าว
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเก็บภาษีกองทุนบอนด์ถ้าเก็บตั้งแต่ต้นทางมีโอกาสที่กฎหมายจะไม่ผ่านสูง เพราะผิดหลักการการเก็บภาษีที่ต้องเกิดรายได้และรู้ผลลัพธ์จากการลงทุนก่อน แต่เนื่องจากทาง บลจ.อ้างว่า ไม่สามารถปรับปรุงระบบให้รองรับได้ จึงขอให้เก็บจากต้นทางแทน ซึ่งฝ่ายนโยบายของกระทรวงการคลังก็ต้องการให้เสนอกฎหมายขึ้นไปก่อน โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังประชาพิจารณ์เสร็จ
“ถ้าเก็บขาออกจะเป็นธรรมที่สุด เพราะถ้าไปเก็บต้นทาง เวลาจะขอคืน ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อย่างเช่น ถ้ามีรายได้ดอกเบี้ยจากกองทุนบอนด์นี้อย่างเดียว แต่ไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี สุดท้ายก็ไม่รู้จะขอคืนอย่างไร” แหล่งข่าวกล่าว