จัดสรร (ทุน) รันทด โจทย์ใหญ่ภาคการเงินกับเศรษฐกิจไทย
คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
เหตุใดเศรษฐกิจไทยจึงเติบโตชะลอลงต่อเนื่องตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ?
ขณะที่มักได้ยินคำอธิบายที่ชี้ไปยังปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก หรือการลงทุนภาคเอกชนที่ซบเซา ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่คำถามชวนคิดคือ สิ่งเหล่านี้อธิบายศักยภาพที่หายไปของเศรษฐกิจไทยได้ทั้งหมดจริงหรือ ?
เพราะอีกหนึ่งกลไกพื้นฐานที่สำคัญคือการมองย้อนกลับมาดูว่า “ทรัพยากรและทุนที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด”
งานวิจัยล่าสุดของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เรื่อง “จัดสรรรันทด : โจทย์ใหญ่ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย” ได้ใช้ข้อมูลงบการเงินระดับนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ระหว่างปี 2542-2567 ร่วมกับข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาที่สถาบันการเงิน รายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อสะท้อนว่า ปัญหาสำคัญของไทยอาจไม่ใช่การมี “ทุนน้อยเกินไป” แต่เป็นภาวะ “ทุนอยู่ผิดที่” (Capital Misallocation) ซึ่งนำไปสู่โจทย์สำคัญเชิงนโยบายว่า เราจะทำอย่างไรให้ทุนไหลไปสู่ธุรกิจที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด ?
1. ธุรกิจไทยไม่ได้กำไรลดลง แต่ประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ลดลง
ภาพเศรษฐกิจที่โตช้าสะท้อนผ่านงบการเงินระดับกิจการอย่างชัดเจน โดยการเติบโตของรายได้ภาคธุรกิจ และการลงทุนภาคเอกชนลดลงอย่างมากตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ขอธุรกิจไทยปรับลดลงต่อเนื่อง จากเฉลี่ย 8.3% ในปี 2556 เหลือเพียง 6.3% ในปี 2567
สิ่งที่น่าสนใจคือ การลดลงของผลตอบแทนนี้ไม่ได้เกิดจากความสามารถในการทำกำไรจากการขาย เพราะอัตรากำไร (Profit Margin) ยังทรงตัวหรือสูงขึ้นในบางกลุ่ม ทว่าเกิดจากประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ (Asset Turnover) ที่ปรับลดลงพร้อมกันในแทบทุกภาคธุรกิจ (จาก 1.24 รอบ เหลือ 0.88 รอบ) ทั้งในภาคผลิต ภาคบริการดั้งเดิม ภาคบริการสมัยใหม่ และอสังหาริมทรัพย์ ชี้ให้เห็นว่าสินทรัพย์หนึ่งหน่วยในปัจจุบันสร้างรายได้น้อยกว่าเมื่อสิบปีก่อน ปัญหาของจึงไม่ได้อยู่ที่ขายของไม่ได้กำไร แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรที่ถดถอยลงเป็นวงกว้าง
2.ทุนของเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ผิดที่
หากกลไกตลาดทำงานได้สมบูรณ์ ทุนย่อมต้องไหลไปหาธุรกิจที่สามารถนำเงินทุนไปใช้ได้คุ้มค่ากว่า เพื่อให้ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพขยายการลงทุน และกดดันให้ธุรกิจที่ประสิทธิภาพลดลงค่อย ๆ ปรับตัวหรือออกจากตลาด แต่ภาพที่เกิดขึ้นจริงกลับสวนทาง
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2556 กับปี 2567 พบว่า ทุนกลับไหลไปกระจุกตัวอยู่ในกิจการที่ประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ลดลง ขณะที่กิจการที่ประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์สูงขึ้นกลับเติบโตจำกัด หรือ “หดตัว” ซึ่งสะท้อนว่าทรัพยากรของระบบเศรษฐกิจกำลังไหลไปหล่อเลี้ยงกิจการที่ใช้สินทรัพย์ได้ด้อยประสิทธิภาพกว่าเดิม
3.กลไกสินเชื่ออาจยังจัดสรรทุนไม่สอดคล้องกับประสิทธิภาพของธุรกิจ
บริบทที่ระบบการเงินไทยมีลักษณะเป็น Bank-based System ธนาคารจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการจัดสรรเงินทุนให้ภาคธุรกิจ โดยสินเชื่อธนาคารคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของแหล่งเงินทุนธุรกิจ ประสิทธิภาพาคัดกรองการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ
ข้อมูลเชิงประจักษ์พบความบิดเบี้ยวใน 2 มิติ โดยด้านการเข้าถึงสินเชื่อพบว่ากิจการกว่า 80% ในฐานข้อมูลนิติบุคคล ไม่ปรากฏข้อมูลสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์เลย และในกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อ พบว่ากิจการที่มีประสิทธิภาพสูงกลับได้รับสินเชื่อในสัดส่วนที่น้อยกว่า และต้องเผชิญอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าตรงข้ามกับสิ่งที่ควรเกิดขึ้น
4.SMEs เจอสองเด้ง : “เข้าถึงทุนยากกว่า-จ่ายแพงเกินความเสี่ยงจริง”
ความท้าทายนี้ตกอยู่กับกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีการจ้างงานรวมกว่า 13.6 ล้านคน แม้ในกลุ่มธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก ก็มี SMEs เพียง 1 ใน 5 เท่านั้นที่ได้รับสินเชื่อ (เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้รับกว่า 60%) ซ้ำร้ายต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยสูงถึง 7.8% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่จ่ายเพียง 3.9% แม้ว่ามีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน
เมื่อผู้วิจัยประเมินอัตราดอกเบี้ยตามปัจจัยพื้นฐานและความเสี่ยง พบข้อค้นพบสำคัญว่า SMEs ถูกคิดดอกเบี้ยสูงกว่าระดับที่ความเสี่ยงอธิบายได้ (Premium) ขณะที่กลุ่มทุนใหญ่ (SiCorp) กลับได้รับดอกเบี้ยต่ำกว่าความเสี่ยงจริง (Discount) ผลลัพธ์ดังกล่าวชี้ว่า กลไกราคาสินเชื่ออาจยังสะท้อนศักยภาพและความเสี่ยงของธุรกิจได้ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs
5.โครงสร้างสินเชื่อธนาคารพาณิชย์สะท้อนความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรอย่างชัดเจน โดยสินเชื่อกว่า 75% กระจุกตัวอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่เพียง 1.5 หมื่นแห่ง (ราว 2 ใน 5 เป็นของกลุ่มเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ 25 กลุ่ม หรือ SiCorp ที่กระจุกตัวอยู่ในกิจการราว 1 พันแห่ง ซึ่งดำเนินธุรกิจมานานเฉลี่ย 20 ปี และจ่ายดอกเบี้ยต่ำเพียง 3-4%)
ขณะที่สินเชื่ออีก 25% ที่เหลือกระจายไปยัง SMEs ราว 1.1 แสนแห่ง ซึ่งจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ย 6% และส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอายุน้อย ทำให้พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของธุรกิจเกิดใหม่ถูกจำกัดลง
โจทย์ของเศรษฐกิจไทยอาจไม่ใช่การมีทุนน้อยเกินไป แต่คือทุนอยู่ผิดที่ ขณะที่กลไกจัดสรรทุนของภาคการเงินยังไม่ได้ช่วยแก้ไข และมีส่วนทำให้ปัญหาดำรงอยู่ ดังนั้นการเพิ่มปริมาณสินเชื่อในระบบอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ และอาจซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้น แนวนโยบายจึงควรมุ่งยกระดับคุณภาพการจัดสรรทรัพยากรการเงินใน 5 ด้านสำคัญ
1.ลดปัญหาความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล : การพัฒนาระบบข้อมูลเครดิตให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมการใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ในกระบวนการประเมินสินเชื่อช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงแม่นยำขึ้น และเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพแต่ขาดข้อมูลเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น อีกทั้งพัฒนากลไกตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมเพื่อให้สถาบันการเงินประเมินศักยภาพที่แท้จริงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแต่หลักประกัน
2.ปรับกลไกค้ำประกันสินเชื่อให้สะท้อนความเสี่ยง : ไม่คิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันแบบ Flat Rate แต่กำหนดต้นทุนการเข้าร่วมโครงการตามระดับความเสี่ยง และให้กิจการที่ได้รับประโยชน์ร่วมรับภาระตามความเสี่ยงที่แท้จริง เพื่อรักษาแรงจูงใจการบริหารความเสี่ยงของทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้
3.ส่งเสริมการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงจริง (Risk-based Pricing) ที่สะท้อนความเสี่ยงอย่างเหมาะสมจะช่วยให้เงินทุนไหลไปสู่กิจการที่สร้างผลตอบแทนได้ดี ลดภาระดอกเบี้ยที่สูงเกินจริงของธุรกิจที่มีศักยภาพ
4.เพิ่มทางเลือกและส่งเสริมการแข่งขัน : การมีผู้ให้บริการทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น พัฒนาช่องทางระดมทุนรูปแบบใหม่ จะช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุนและเปิดทางให้ธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตได้มากขึ้น ลดการพึ่งพาสินเชื่อธนาคารเพียงอย่างเดียว
5.เฝ้าระวังการตั้งราคาต่ำกว่าความเสี่ยง (Underpricing of Risk) : ติดตามพฤติกรรมการคิดดอกเบี้ยต่ำเกินจริงในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันการสะสมความเปราะบางในระบบการเงิน
ทั้งนี้ ภาคการเงินเป็นเพียงฟันเฟืองหนึ่งในการส่งผ่านทรัพยากร การดำเนินนโยบายจึงต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจยกระดับผลิตภาพของตนเอง การสนับสนุนสภาพคล่องที่ผูกโยงกับเป้าหมายการปรับตัวทางธุรกิจ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ทุนของประเทศกลับมาทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพและยั่งยืน