หุ้นไทยเสี่ยงหลุด 1,515 จุด “ป่วยโควิดพุ่ง-ดอลลาร์แข็งค่า-การเมืองป่วน”
ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ หากไม่สามารถยืนเหนือ 1,515 จุดได้เสี่ยงทดสอบแนวรับใหญ่ที่บริเวณ 1,500 จุด หลังปัจจัยลบกลับมารุมเร้าอีกครั้ง “ผู้ติดเชื้อโควิดเร่งตัวขึ้น-เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น-MSCI ถอด BBL-F ออกจากดัชนี Global Standard มีผลราคาปิดวันที่ 31 ส.ค. 64-การเมืองปัจจัยรบกวนต่อตลาดหุ้น”
วันที่ 13 สิงหาคม 2564 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ว่า ระวังดัชนี SET Index หลุดระดับ 1,515 จุด เช้านี้มีแนวโน้มแกว่งตัวอิงทางลงในกรอบระหว่าง 1,515-1,535 จุด โดยหากไม่สามารถยืนเหนือ 1,515 จุดได้เสี่ยงทดสอบแนวรับใหญ่ที่บริเวณ 1,500 จุด หลังปัจจัยลบกลับมารุมเร้าอีกครั้ง ได้แก่ 1.ผู้ติดเชื้อในประเทศกลับมาเร่งตัวขึ้น 2.เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และ 3.MSCI ถอด BBL-F ออกจากดัชนี Global Standard มีผลราคาปิดวันที่ 31 ส.ค. 64
ส่วนสถานการณ์การเมืองภายในประเทศแม้มีการตอบโต้กันระหว่างสองฝ่ายแต่สถานการณ์ยังไม่บานปลาย จึงมองเป็นเพียงปัจจัยรบกวนต่อตลาดหุ้น ภาพรวมขาดปัจจัยหนุนต่อเนื่อง
กลยุทธ์การลงทุนเลือกหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว (หุ้นผลประกอบการดีต่อเนื่อง) หุ้นปลอดภัยและหุ้นปันผล ส่วนหุ้นกลุ่มเปิดเมืองยังไม่แนะนำให้ลงทุน
ปัจจุบันดอลลาร์สหรัฐพลิกแข็งค่า โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สหรัฐประกาศตัวเลข Core CPI เดือน ก.ค. 64 ขยายตัว 4.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามคาดการณ์และขยายตัว 0.3% จากเดือนก่อนหน้า น้อยกว่าคาดการณ์ ส่งผลดอลลาร์อ่อนลงเล็กน้อยก่อนที่เมื่อวานนี้ตัวเลข PPI จะออกมาขยายตัว 1.0% สูงกว่าตลาดคาดการณ์ สะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่งทำให้ Dollar Index กลับมาใกล้แตะ 93 จุดอีกครั้ง
“การกลับมาแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐยังคงหนุนเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลออกจากตลาดหุ้นฝั่งเอเชียรวมถึงไทย”
โดยเฉพาะท่าทีของกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) หลายท่านเริ่มให้ความเห็นที่เป็นสัญญาณการประกาศทำ QE Tapering ที่คาดว่าจะเห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้นหลังการประชุมประจำปีที่ Jackson Hole และประกาศอย่างเป็นทางการในการประชุม FOMC เดือน ก.ย. 64
ด้านสถานการณ์ผู้ติดเชื้อทั่วโลกเร่งตัวขึ้น โดยการแพร่ระบาด COVID-19 ทั่วโลกมีแนวโน้มกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง ล่าสุดแตะ 700,000 ราย เสี่ยงกลายเป็นการระบาดระลอก 5 จากสายพันธุ์เดลต้าที่เริ่มครองสัดส่วนการระบาดในสหรัฐเกือบทั้งหมด เช่นเดียวกับไทยที่สัดส่วนการระบาดใหม่เกือบทั้งหมดเป็นสายพันธุ์เดลต้า
และผู้ติดเชื้อรายวันหากรวมการตรวจด้วย ATK และตรวจเชิงรุกจะอยู่ที่ 25,000-27,000 รายต่อวัน ซึ่งเมื่อเทียบอัตราการตรวจหาเชื้อ 7 วันล่าสุดที่อยู่ราว 52,000 รายต่อวัน แสดงถึง Positive Rate ประมาณ 40-50% ที่ยังสูงมาก นั่นคือสถานการณ์ในประเทศไทยยังวิกฤต ขณะที่กรุงเทพฯได้รับวัคซีนราว 70% แล้ว (เป้าหมาย 80% ต้องลุ้นครึ่งเดือนหลังว่าการระบาดจะลดลงได้หรือไม่)
ทางฝ่ายวิจัยยังมองว่าความหวังเปิดเมืองยังอีกห่างไกลอย่างเร็วที่สุดคือต้นไตรมาส 4 บนความหวังการเข้ามาของวัคซีน mRNA จะช่วยลดการระบาดลงได้ โดยที่ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นคือการกลายพันธุ์ของเชื้อที่รุนแรงกว่าสายพันธุ์เดลต้า
ปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้าคือ 1.สภาพัฒน์เตรียมประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/64 ของไทยคาดหดตัว 3.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน 2.ตัวเลข Industrial Production เดือน ก.ค.ของจีน คาดขยายตัว 7.8% ลดลงจากเดือนก่อนหน้า