สหรัฐเร่งผลิต “Shale Oil” สร้างความหวัง “กด” ราคาน้ำมัน
ชีพจรเศรษฐกิจโลก นงนุช สิงหเดชะ
ราคาน้ำมันดิบซึ่งพุ่งขึ้นเกิน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ทำให้เกิดเสียงอื้ออึงทั่วโลก เพราะเกรงว่าจะกระตุ้น “เงินเฟ้อ” จนเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกอย่าง “โอเปก” นำโดยซาอุดีอาระเบีย ยืนกรานไม่เพิ่มกำลังการผลิต โดยจะเพิ่มการผลิตเท่าเดิมคือวันละ 4 แสนบาร์เรล ยาวไปจนถึงปีหน้า แม้ว่าประเทศใหญ่ ๆ อย่างสหรัฐอเมริกา จะเรียกร้องให้เพิ่มมากกว่านี้ก็ตาม
การเรียกร้องให้โอเปกซึ่งอยู่ไกลจากสหรัฐเพิ่มการผลิตเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจสหรัฐ กลายเป็นเรื่องแปลกเพราะสหรัฐเองมีศักยภาพการผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil) อยู่แล้ว จึงทำให้ผู้ผลิต shale oil รายใหญ่ของสหรัฐ อย่าง “ออกซิเดนทัล ปิโตรเลียม” ออกมาส่งสารไปถึงรัฐบาลสหรัฐ ในทำนองว่า ถ้าจะเรียกร้องให้ใครสักคนเพิ่มการผลิตน้ำมัน ทำไมต้องไปเรียกร้องคนที่อยู่ห่างไกล ทั้งที่เราผลิตได้เองในประเทศ
คำพูดดังกล่าวข้างต้นมาจากการให้สัมภาษณ์ของ “วิคกิ ฮอลลับ” ซีอีโอของออกซิเดนทัล ปิโตรเลียม โดยเธอระบุว่า จะดีกว่าถ้าหากรัฐบาลสหรัฐขอให้ผู้ผลิต shale oil เพิ่มกำลังการผลิต เพราะบริษัทในสหรัฐสามารถผลิตน้ำมันราคาถูกได้เช่นเดียวกับประเทศอื่น
“ถ้าฉันต้องร้องขอให้มีการเพิ่มการผลิตน้ำมัน ฉันจะไม่ไปเรียกร้องอะไรจากที่ไกล ๆ แต่จะเรียกร้องจากที่ใกล้ ๆ ในประเทศเราเอง”
สหรัฐส่งเสียงไปยังโอเปก เพราะเกรงว่าหากราคาน้ำมันสูงอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัวจากพิษของโควิด-19 เกิดการชะงัก ขณะที่ “เจนนิเฟอร์ แกรนฮอล์ม” รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐ ออกมาบ่นว่า ในเมื่อราคาน้ำมันสูงถึง 80 ดอลลาร์ แล้วทำไมจึงไม่สามารถจูงใจผู้ผลิต shale oil ของสหรัฐให้เพิ่มการผลิต
“ช่วงโควิดการผลิตลดลงเพราะไม่มีความต้องการ เพราะคนต้องอยู่บ้าน เราเข้าใจ แต่ตอนนี้ความต้องการกลับมาแล้ว การผลิตก็ควรเพิ่มขึ้นให้เพียงพอกับความต้องการ”
ความจริงแล้ว ผลผลิต shale oil ลดต่ำลงประมาณ 2 ปีแล้ว ก่อนจะเกิดโควิด-19 เสียอีก เนื่องจากราคาน้ำมันดิบทั่วโลกตกต่ำอย่างมาก จนผู้ผลิตเห็นว่าไม่คุ้มทุน
อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณที่ดี เมื่อกำลังการผลิต shale oil เริ่มฟื้นตัว จนอาจทำให้สหรัฐอเมริกาไม่จำเป็นต้องเรียกร้องผู้ผลิตจากนอกประเทศให้เพิ่มการผลิต โดยสัปดาห์ที่แล้ว องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ชี้ว่า มีความเป็นไปได้ว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะบรรเทาลง เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเริ่มเป็นผู้นำในการเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาดโลก
ทั้งนี้ ไออีเอประเมินว่า ผลผลิตน้ำมันที่ออกสู่ตลาดโลกช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้จะเพิ่มขึ้นวันละ 1.5 ล้านบาร์เรล ในจำนวนนี้จะมาจากสหรัฐประเทศเดียวถึง 4 แสนบาร์เรล มาจากซาอุฯและรัสเซียประเทศละ 3.3 แสนบาร์เรล
ไออีเอได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกไตรมาส 4 ปีนี้จะอยู่ที่ 99.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดิม 3.3 แสนบาร์เรลต่อวัน ส่วนปีหน้าคาดว่าปริมาณน้ำมันจากสหรัฐจะเพิ่มขึ้นวันละ 1.9 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็น 60% ของปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทั้งโลกที่มาจากกลุ่มผู้ผลิตนอกโอเปกพลัส แม้ระดับการผลิตของสหรัฐจะไม่กลับไปเท่าช่วงก่อนโควิด-19 จนกว่าจะถึงปลายปีหน้า
ช่วงต้นปีนี้ ผลผลิต shale oil ลดเหลือเพียงวันละประมาณ 6 ล้านบาร์เรล จากปัจจัยหลายอย่างรวมทั้งโควิด-19 จากที่เคยผลิตสูงสุดวันละ 8.5 ล้านบาร์เรล เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วก่อนโควิด-19 ระบาด
ทางไออีเอย้ำว่า ตลาดน้ำมันโลกไม่ว่าจะวัดด้วยวิธีไหนยังคงตึงตัว แต่ก็มองเห็นว่าจะบรรเทาลงจากปริมาณน้ำมันที่จะออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น คาดว่าความต้องการน้ำมันจะสูงอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี แม้ว่าโอเปกจะไม่เพิ่มการผลิต แต่ประเทศอื่น ๆ นอกโอเปกเพิ่มการผลิตมาชดเชย ดังนั้น เราเห็นว่าตลาดกำลังเคลื่อนเข้าใกล้จุดสมดุลแล้ว