ธุรกิจโบรกฯประกันเผชิญปัจจัยกดดันปีเสือ ทั้งกำลังซื้อที่ลดลงจากผลกระทบโควิด-ความเสี่ยงจากบริษัทประกันที่ขายกรมธรรม์โควิดเจอจ่ายจบ-การแข่งขันที่ระอุขึ้น “นายกสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย” ประเมินปี 2565 เบี้ยรวมโตได้ 5% ชี้แต่ละบริษัทต้องปรับตัวรับมือเทรนด์การแข่งขันเปลี่ยน ชี้ต้องมุ่งออนไลน์-เป็นที่ปรึกษาความเสี่ยง ฟาก “ทีคิวเอ็ม” ตั้งเป้าเบี้ยปีนี้โต 2 หลัก เตรียมลุยขายประกันสุขภาพราคาถูกแทนกรมธรรม์โควิดที่จะหมดอายุ
นายจิตวุฒิ ศศิบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด ในฐานะนายกสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2565 ธุรกิจโบรกเกอร์ประกันภัยคงจะได้รับผลกระทบจากตลาดประกันภัยที่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และอาจเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางการเงินของบริษัทประกันภัยที่ขายกรมธรรม์ประกันภัยโควิดแบบเจอจ่ายจบ และแบบคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกกรมธรรม์ได้
“หากโบรกเกอร์บางรายที่รับงานของบริษัทประกันที่มีความเสี่ยงไว้มากอาจจะเกิดปัญหาได้ หากบริษัทประกันปิดกิจการก็ต้องหาบริษัทประกันรายใหม่เพื่อโอนย้ายงานและต้องคืนเงินให้ลูกค้า ซึ่งช่วงที่ปิดกิจการเอเชียประกันภัย และเดอะ วัน ประกันภัย บรรดาโบรกเกอร์ประกันภัยต้องสื่อสารกับลูกค้ามาก ทั้งการติดต่อลูกค้าเพื่อรับมอบอำนาจช่วยขอเงินคืนจากกองทุนประกันวินาศภัย หรือการย้ายกรมธรรม์ประกันไปบริษัทอื่นโดยให้ลูกค้าจ่ายเงินส่วนเพิ่มน้อยที่สุด ซึ่งค่อนข้างใช้เวลาในการกลับไปช่วยเหลือลูกค้าเดิมอยู่พอสมควร”
อย่างไรก็ดี ปีนี้หากเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น ก็น่าจะส่งผลบวกต่อธุรกิจประกันภัยได้ โดยคาดการณ์การเติบโตของเบี้ยประกันประมาณ 4-5% จากปี 2564 ซึ่งปัจจุบันธุรกิจโบรกเกอร์ประกันภัยมีเบี้ยประกันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 55-60% ในธุรกิจประกันวินาศภัยทั้งระบบที่มีเบี้ยรวมอยู่ทั้งหมด 2.5 แสนล้านบาท
นายจิตวุฒิกล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไปรูปแบบการแข่งขันของธุรกิจโบรกเกอร์ประกันภัยจะเริ่มชัดขึ้น โดยโบรกเกอร์ต่างชาติ (international broker) หรือโบรกฯที่มีพอร์ตลูกค้าองค์กรจะผันตัวเองเป็นที่ปรึกษาความเสี่ยง (risk consultant) และเป็นนายหน้างานใหญ่ ๆ มากขึ้น ส่วนโบรกฯที่มีพอร์ตลูกค้ารายย่อยจะบุกออนไลน์มากขึ้น จากความคุ้นชินของผู้บริโภคในช่วงสถานการณ์โควิดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ขณะที่โบรกฯดั้งเดิมที่ขายผ่านโทรศัพท์ (telesales) อาจยังอยู่ได้แต่ต้องใช้การทำตลาดแบบ omnichannel ส่วนบางโบรกฯที่ขายกรมธรรม์เบี้ยขนาดเล็ก ๆ คงมีผลกระทบเรื่องค่าคอมมิสชั่นบ้าง

“ในปี 2564 ที่ผ่านมาแม้บริษัทประกันวินาศภัยจะมีกำไรจากการรับประกันภัยรถยนต์ แต่พอร์ตลงทุนของภาคธุรกิจได้ผลตอบแทนน้อยลงมากจากเศรษฐกิจโลกที่แย่ลง ทำให้อัตราการจ่ายผลตอบแทนโบรกฯมีส่วนที่ลดลง ทำให้โบรกฯรายย่อยต้องทรานส์ฟอร์มตัวเองไปสู่ออนไลน์ ส่วนบริษัทใหญ่นอกธุรกิจที่เข้ามาขอใบอนุญาตกันมากในช่วงหลังมานี้ ไม่ว่าจะเป็นค่ายมือถือ ห้างสรรพสินค้า หรือช็อปปิ้งออนไลน์ ส่วนใหญ่เป็นลักษณะแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลซที่จะมาแย่งส่วนแบ่งตลาดในอนาคตได้ แต่เชื่อว่าเนื่องด้วยประชากรไทยยังมีอัตราการถือครองกรมธรรม์ในระดับต่ำ จึงมองเป็นการสร้างการเข้าถึงประกันภัยให้กับประชาชนได้มากกว่า อีกทั้งโบรกฯเองก็ยังสามารถนำผลิตภัณฑ์ไปวางขายบนมาร์เก็ตเพลซได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นช้อปปี้, ดอลฟิน, ลาซาด้า เป็นต้น”
นางนภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM กล่าวว่า ต่อจากนี้การแข่งขันธุรกิจโบรกเกอร์ประกันต้องมากับดิจิทัลแพลตฟอร์มและการนำบิ๊กดาต้าเข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อบริการในโลกวิถีใหม่ เหมือนที่ทีคิวเอ็มพยายามมุ่งไปเพื่อทำให้ตัวเองไม่ใช่แค่คนขายหรือคนส่งของ แต่เป็นทั้งคนขายและคนให้บริการด้วย ซึ่งปีนี้บริษัทตั้งเป้าเบี้ยประกันเติบโตสองหลัก
โดยแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ช่วงนี้จะเน้นทำตลาดประกันสุขภาพก่อน เพราะกรมธรรม์โควิดใกล้หมดอายุ จากนั้นจะทำตลาดเล่นประกันสุขภาพที่ราคาไม่สูงเจาะกลุ่มลูกค้าทั่วไป (mass) ตั้งเป้าเบี้ยประกันสุขภาพโต 30% ในสิ้นปีนี้ ขณะเดียวกัน เตรียมแผนบุกประกันภัยไซเบอร์เจาะลูกค้าองค์กรด้วย
นางนภัสนันท์กล่าวด้วยว่า ส่วนธุรกิจใหม่อย่างธุรกิจสินเชื่อที่ดำเนินการผ่านบริษัท อีซี่ เลนดิ้ง จำกัด กำลังเติบโตดี ในเฟสแรกได้ปล่อยกู้ให้ลูกค้าบริษัทเพื่อนำเงินมาชำระเบี้ยประกันไปแล้ว ซึ่งตอบโจทย์ช่วงเวลานี้พอดีที่เข้ามาแบ่งเบาลูกค้าได้ ส่วนเฟสถัดไปจะขยายไปสู่ลูกค้าพาร์ตเนอร์ อาทิ ที เจ เอ็น โบรกเกอร์, ทรู ไลฟ์ โบรกเกอร์, ทรู เอ็กซ์ตร้าโบรกเกอร์ฯ ที่ได้เข้าไปควบรวมกิจการมาก่อนหน้านี้ และในอนาคตมีแผนขยายฐานลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อปีนี้ไว้ 1,500 ล้านบาท