Skip to content

จับตาคลัสเตอร์ตลาด-ตรุษจีน “ขาขึ้น” ดันยอดป่วยโควิดใหม่พุ่งเกินหมื่น/วัน

10 ก.พ. 2565 | 13:10น.
จับตาคลัสเตอร์ตลาด-ตรุษจีน “ขาขึ้น” ดันยอดป่วยโควิดใหม่พุ่งเกินหมื่น/วัน
รายงาน 

ทำท่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับ ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ของประเทศไทย ล่าสุดตัวเลขที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์รายวัน ทำสถิติทะลุหมื่นรายต่อวันมา 4 วันติดต่อกันแล้ว (5-9 กุมภาพันธ์ 2565)

โชคยังดีที่จำนวนผู้เสียชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตามเหมือนการระบาดระลอกแรก ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการระดมฉีดวัคซีนป้องกันอย่างเต็มกำลังในประชาชนทุกกลุ่ม ทุกจังหวัดของกระทรวงสาธารณสุข

 

 

ล่าสุด ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 มีผู้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 จำนวน 38,732 ราย เข็มที่ 2 จำนวน 48,034 ราย และเข็มที่ 3 จำนวน 423,077 ราย

  • จำนวนผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 สะสม : 52,567,327 ราย คิดเป็นร้อยละ 75.6 ของประชากร
  • จำนวนผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 สะสม : 49,017,760 ราย คิดเป็นร้อยละ 70.5 ของประชากร
  • จำนวนผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 สะสม : 16,404,731 ราย คิดเป็นร้อยละ 23.6 ของประชากร

กระนั้นก็ตามแม้จะรณรงค์และระดมฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมี “ผู้เสียชีวิต” เพิ่มขึ้นทุกวัน

แต่ ศบค.มักจะอ้างข้อมูลว่าส่วนใหญ่หรือเกือบจะ 100% ผู้เสียชีวิตเป็น “กลุ่มเสี่ยง” เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป อีกส่วนเป็น กลุ่มผู้มีประวัติป่วยเป็นโรคเรื้อรัง และกลุ่มสุดท้ายคือเป็น กลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน หรือไม่ก็ได้รับการฉีดวัคซีนไม่ครบโดส ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น

และแม้ว่าผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุขจะออกมารับประกันว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่พุ่งขึ้นทะลุเกินหมื่นรายต่อวัน แต่ระบบสาธารณสุขของประเทศยังสามารถรองรับได้ และยังเป็นไปตามการคาดการณ์ หรือ “ฉากทัศน์” ที่เคยออกมาคาดการณ์ก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งที่ประชาชนอาจจะเลยหรือลดความสนใจลง และ ศบค.ไม่ได้มีการแถลงตัวเลขเป็นรายวัน ประกอบกับมีคนเสียชีวิตรายวันลดลง นั่นคือตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เกิดจากการตรวจเชิงรุกจาก ชุดตรวจ ATK ซึ่งสื่อมวลชนที่สนใจต้องไปหาข้อมูลเอาเองที่เว็บไซต์ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ไม่มีการแถลงรายวัน

ในความเป็นจริงหากวิเคราะห์ข้อมูลของ ศบค.และผลตรวจ ATK ที่กรมควบคุมโรคเผยแพร่หรือรายงานตามหลัง ศบค. หากบวกตัวเลข 2 ส่วนนี้เข้าด้วยกัน ความจริงยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่บางวันก็แทบจะแตะหมื่นรายต่อวัน หรือเกินหมื่นรายต่อวันมาก่อนหน้านี้แล้ว

แต่ภาพมาเห็นชัดขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคม 2565 จนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เนื่องจากตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ทะลุหมื่นรายทุกวัน เมื่อมารวมกับผลตรวจ ATK ตัวเลขจึงยิ่งเพิ่มขึ้น

ล่าสุดวันนี้ (9 ก.พ.) ยอดผู้ป่วยรายใหม่ทำสถิติสูงสุดเพิ่มขึ้นไปถึง 13,182 ราย รวมผลตรวจผู้ติดเชื้อเข้าข่ายจาก ATK อีก 5,928 ราย เบ็ดเสร็จปาเข้าไป 19,110 ราย

เริ่มขยับเข้าใกล้ตัวเลข 20,000 อีกครั้ง

ตรวจ-covid
เครดิตภาพ : สำนักอนามัย กทม.

นอกจากนี้ หากใครติดตามการรายงานข้อมูลของกรมควบคุมโรค จะพบว่าอัตราการตรวจแล้วเจอผู้ติดเชื้อ หรือร้อยละของการตรวจพบเชื้อล่าสุดเพิ่มขึ้นเกินกว่า 13% แล้ว จากก่อนหน้าที่สายพันธุ์โอมิครอนจะระบาด อัตราการตรวจพบเชื้อเคยลงไปอยู่ตัวเลขหลักเดียวเท่านั้น

พูดง่าย ๆ คือสถานการณ์ในปัจจุบันยิ่งตรวจ ยิ่งเจอผู้ติดเชื้อ

แต่กระทรวงสาธารณสุขอ้างว่า ด้วยเหตุผลทางวิชาการและหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ทำให้ไม่สามารถนำตัวเลขดังกล่าวมารวมกันได้

จากการรวบรวมของ “ประชาชาติธุรกิจ” พบว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เมื่อรวมกับผลตรวจ ATK ที่กรมควบคุมโรคใช้คำว่า “ผู้ติดเชื้อเข้าข่าย” นั้น เร่งตัวขึ้นหรือทะลุเกินหมื่นรายต่อวันมาตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2565 แล้วด้วยซ้ำ เห็นได้จากตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 8,008 ราย เมื่อรวมกับผลตรวจ ATK 2,065 ราย ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะอยู่ที่ 10,073 ราย (ดูสรุปตัวเลขท้ายข่าว)

ถัดมาวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565 ตัวเลขก็เกินหมื่นรายเช่นกัน โดยมียอดผู้ป่วยใหม่ 8,587 ราย บวก ATK อีก 2,649 ราย ตัวเลขรวมปาเข้าไป 11,236 ราย

แต่ที่หนักสุดน่าจะเป็นวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 10,879 ราย และผลตรวจ ATK จำนวน 4,632 ราย ทำให้ยอดรวมพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 15,511 ราย

แต่เมื่อ ศบค.รายงานตัวเลขว่ามีผู้ติดเชื้อหมื่นต้น ๆ ประชาชนก็รับฟัง รับรู้แค่หมื่นต้น ๆ

ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง พูดแบบภาษาชาวบ้าน ตัวเลขพุ่งขึ้นไปเกินกว่า “หมื่นห้าแล้ว”

แพทย์หญิงสุมนี วัชรสินธุ์
แพทย์หญิงสุมนี วัชรสินธุ์

ล่าสุดในการแถลงข่าวของ ศบค.เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 แพทย์หญิงสุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะรองโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ระบุว่า

สถานการณ์ทั่วโลก ผู้ป่วยอาการหนักและเสียชีวิตมีแนวโน้มลดลง แม้จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งล่าสุดลดลงมาตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2565 โดยยอดของผู้ติดเชื้อน่าจะผ่านระดับสูงสุดลงมาแล้วทั้งในสหรัฐและยุโรป

ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศในทวีปเอเชีย รวมถึงไทยที่ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในระดับสูง ทั้งอินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ โดยญี่ปุ่นยอดติดเชื้อรายใหม่บางวันเพิ่มขึ้นไปถึงแสนกว่าราย ขณะที่ประเทศไทยดังที่กล่าวไว้ตอนต้น ยอดผู้ป่วยใหม่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน

“ตอนนี้กำลังเป็นขาขึ้นของยอดผู้ติดเชื้อในทวีปเอเชีย” แพทย์หญิงสุมนีกล่าว และแน่นอนว่ามีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม จากการคาดการณ์สถานการณ์ในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นไปตามการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ และสามารถควบคุมได้ ถึงแม้ว่าจะมีการติดเชื้อในหลักหมื่นรายต้น ๆ ต่อวัน ขณะที่อัตราการเสียชีวิตค่อนข้างทรงตัว และระบบสาธารณสุขของไทยเราสามารถรองรับได้

ซึ่งก็สอดรับกับการแถลงข่าวก่อนหน้านี้ของ แพทย์หญิงอภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ของรัฐบาล (ศบค.) ที่แถลงเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ให้จับตาดู “คลัสเตอร์ตรุษจีน” เอาไว้  หลังเทศกาลตรุษจีนผ่านพ้นไปประมาณ 1-2 สัปดาห์

เนื่องจากเป็นช่วงที่ประชาชนจำนวนมากออกมาจับจ่ายสินค้าเพื่อไหว้เจ้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเชื่อว่าตัวเลขคลัสเตอร์ตลาดน่าจะเพิ่มขึ้น

และ 1-2 สัปดาห์ที่ ศบค.ระบุก่อนหน้า ดูเหมือนว่าจะเป็นช่วงสัปดาห์นี้ถึงสัปดาห์ที่เป็นช่วงคลัสเตอร์ตรุษจีนเริ่มจะออกดอกออกผลใน “คลัสเตอร์ตลาด” หรือไม่อย่างไร

เห็นได้จากผู้ติดเชื้อรายใหม่ทะลุเกินกว่าหมื่นรายทุกวัน

แพทย์หญิงอภิสมัย ศรีรังสรรค์
แพทย์หญิงอภิสมัย ศรีรังสรรค์

ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 แพทย์หญิงสุมนี วัชรสินธุ์ ออกมาแถลงว่า พบคลัสเตอร์ใหม่หลายจังหวัด ทั้งคลัสเตอร์สถานพยาบาล โรงเรียนและสถานศึกษา โรงงานและสถานประกอบการ คลัสเตอร์งานพิธีกรรม งานประเพณี งานเลี้ยงสังสรรค์ ทั้งงานศพ งานแต่งงาน งานบวช

โดยคลัสเตอร์ใหญ่ที่น่าจะกระจายไปเกือบทั่วประเทศแล้ว เป็น “คลัสเตอร์ตลาด” ที่ ศบค.กังวลมาก่อนหน้านี้

PORNCHAI KITTIWONGSAKUL / AFP (file photo)

แพทย์หญิงสุมนียังระบุด้วยว่า ถึงแม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละคลัสเตอร์มีไม่มาก แต่มีประสิทธิภาพในการแพร่กระจายสำหรับเชื้อ “โอมิครอน” นั้นมีค่อนข้างสูง

กล่าวคือ ถ้ามีผู้ติดเชื้อในครอบครัว เชื้อโอมิครอนสามารถกระจายไปยังบุคคลในครอบครัวได้ง่าย โดยอัตราการกระจายการติดเชื้อในครอบครัวจะอยู่ที่ 40-50% ขณะที่สายพันธุ์เดลต้าน้อยกว่า โดยจะอยู่ที่ 10-20%

จะเห็นได้ว่าสายพันธุ์โอมิครอนระบาดได้ง่ายอย่างที่รับรู้กันมาก่อนหน้าแล้ว

“ถึงแม้ตอนนี้การติดเชื้อของโอมิครอนติดแล้วจะไม่ค่อยมีอาการ หรือมีอาการน้อย แต่ดีที่สุดคืออย่าติด จะดีที่สุด” แพทย์หญิงสุมนีกล่าว

แต่ถ้าเลือกได้เชื่อว่าไม่มีใครอยากเป็นผู้ป่วยรายใหม่ หรืออยากติดโควิดแน่ แม้จะอ้างว่าคนที่ฉีดวัคซีนไม่ว่าจะยี่ห้อใดก็ตามสามารถป้องกันโควิดได้ หรือหากติดเชื้อจริงอาการป่วยจะไม่รุนแรง ไม่มีอาการหนัก

แม้กระทั่งความเสี่ยงที่จะเสียชีวิต (ตาย) น้อยก็ตาม

สรุปยอดผู้ติดเชื้อ-เสียชีวิตย้อนหลังตั้งแต่ 31 มกราคม 2565
วันที่ 31 มกราคม 2565 : ผู้ติดเชื้อ 8,008 ราย : ATK 2,065 ราย : เสียชีวิต 16 ราย
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 7,422 ราย : ATK 2,014 ราย : เสียชีวิต 12 ราย
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 8,587 ราย : ATK 2,649 ราย : เสียชีวิต 22 ราย
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 9,172 ราย : ATK 4,012 ราย : เสียชีวิต 21 ราย
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 9,909 ราย : ATK 4,973 ราย : เสียชีวิต 22 ราย
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 10,490 ราย : ATK 4,248 ราย : เสียชีวิต 21 ราย
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 10,879 ราย : ATK 4,632 ราย : เสียชีวิต 20 ราย
วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 10,470 ราย : ATK 4,527 ราย : เสียชีวิต 12 ราย
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 10,398 ราย : ATK 3,899 ราย : เสียชีวิต 17 ราย
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 13,182 ราย : ATK 5,928 ราย : เสียชีวิต 24 ราย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์โควิด-19