แบงก์-ภาคธุรกิจ แนะตั้ง Virtual Bank ต้องกำหนดเป้าหมายชัดเจน ชั่งน้ำหนักความเสี่ยง-การใช้ประโยชน์-มีมาตรฐานควบคุมไม่ให้เกิดจุดอ่อน-เกิดการแข่งขันสมบูรณ์ ด้าน “ขัตติยา” ช่วยตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเข้าไม่ถึงบริการการเงิน 37.4% หวังเพิ่มจีดีพีประเทศ 1.2 ล้านล้านบาท
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนา ธปท. BOT Financial Landscape Consultation Session : เปิดมุมมองภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทย ว่า ในเรื่องของการจัดตั้ง “Virtual Bank” จะเห็นว่าธนาคารมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้กำกับจะต้องรวบรวมประเด็นเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และสื่อสารให้ผู้ประกอบการ ทั้งภาคธนาคาร ผู้ใช้บริการเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้เร็ว
ทั้งนี้ หากดูการใช้บริการการเงินของภาคครัวเรือนไทยในปี’61 มีสัดส่วน 98% และในปี’63 เพิ่มเป็น 99% แต่จะเห็นว่าในส่วนของสินเชื่อมีสัดส่วนเพียง 45% ซึ่งมีโอกาสอีกมากในภาคการเงิน แต่โจทย์ของการตั้ง Virtual Bank จะต้องตอบโจทย์ชัดเจนว่าจะมุ่งเน้นเรื่องอะไร เช่น
สินเชื่อหรือเรื่องอะไร โดยจะเห็นว่าไทยมีประชากร 60 ล้านคน แต่มีอีก 30 ล้านคนที่ไม่ได้มีข้อมูลเครดิตหรือกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีมากกว่า 3 ล้านราย มีสัดส่วนที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ 37.4% จึงต้องดูว่า Virtual Bank จะมาตอบโจทย์การเข้าถึงและช่วยดันเศรษฐกิจไทยจากที่ประเมินไว้ 1.2 ล้านล้านบาท
โดยในส่วนของธนาคารกสิกรไทยและผู้เล่นรายใหญ่ จะเห็นว่าการทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อจะอยู่ในพื้นที่ Red Ocean อยู่แล้ว ซึ่งธนาคารพยายามขยายบริการไปสู่คนตัวเล็กมากขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุน และการเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น
อย่างไรก็ดี การเปิด Open Data และ Open Infrastructure จะเกิดประโยชน์มากขึ้น แต่คนที่อยู่ในเกมการแข่งขันจะต้องมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งผู้เล่น ผู้ใช้บริการ และผู้แชร์โครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากหากไม่มีมาตรฐานเดียวกันอาจจะเกิดการถูกเจาะระบบข้อมูลได้ทั้งหมด ซึ่งอาจจะเป็นความเสี่ยงเชิงระบบได้
ขณะที่การเปิดเผยข้อมูลหรือ Open Data จะมีประโยชน์มากหากทุกภาคส่วนสามารถแบ่งปันข้อมูลได้กัน เพื่อให้คนตัวเล็กๆ สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน เช่น ฐานลูกค้าธนาคารมี 20 ล้านคน แต่ภาคธุรกิจ Telco มีฐานลูกค้ามากกว่า 30-40 ล้านคน รวมถึงฐานข้อมูลภาครัฐจะช่วยขับเคลื่อนโจทย์ไปสู่เป้าหมายได้ดีขึ้น
“หากมี Virtual Bank เข้ามาเพิ่มและทำให้การแข่งขันมีประสิทธิภาพและแข็งแรง เรามองว่าการกำกับดูแลในกรณีที่ใครสามารถทำได้ตามมาตรฐานหรือสูงกว่า เช่น ปฏิบัติตามมาร์เก็ตคอนดักต์ การบริการลูกค้าที่ดีกว่า ควรจะได้รับการผ่อนคลาย หรือการกำกับแบบรวมกลุ่ม”
ดร.สันติธาร เสถียรไทย ประธานทีมเศรษฐกิจ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท SEA Group กล่าวว่า การเปิด Virtual Bank จะต้องถามตัวเองว่าการเพิ่มความหลากหลายเพื่ออะไร โดยภาคการเงินมีอยู่ 3 ช่องว่าง คือ 1.ช่องว่างตั้งแต่เมื่อวาน กลุ่มที่ไม่มีประวัติการเงิน 2.ช่องว่างใหม่ของวันนี้ ซึ่งเป็น Gap กลุ่มที่มีศักยภาพ แต่ระบบการเงินแบบดั้งเดิมไม่สามารถเสิร์ฟบริการได้ เช่น กลุ่มค้าขายที่ไม่มีสลิปเงินเดือน เป็นต้น และ 3.ช่องว่างของวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อาจจะเกิดโจทย์ใหม่ หรือโปรดักต์ใหม่ เป็นต้น
ดังนั้น ภาคการเงินจึงต้องปรับตัวเพื่อปรับ Gap และต้องมีความหลากหลาย โดยแต่ละที่จะมีจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเอง ซึ่งการจัดตั้ง Virtual Bank จะเห็นว่าในหลายประเทศมีเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งจะต้องตอบโจทย์ 2 ปัญหาและอุปสรรค (Pain point) คือ
1.ความคล่องตัว และการโฟกัสลูกค้าได้ตลอดเวลา หากมีการกำกับจะทำให้ความคล่องตัวหายไป และ 2.การเข้าถึงทรัพยากร-โครงสร้างพื้นฐาน เช่น การยืนยันตัวตน KYC โดยไม่ต้องไปสาขา ซึ่งวันนี้ประเทศไทยยังไม่สามารถทำได้ 100% เพราะมีต้นทุนที่แพง แต่สิงคโปร์สามารถทำได้ฟรีเพื่อเพิ่มสัดส่วนการเข้าถึงดิจิทัล หรือบางประเทศสามารถรับเงินฝากได้ด้วย
“การเปิดให้มีการจัดตั้ง Virtual Bank อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องให้เขาสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำด้วย หาก Virtual Bank เข้าถึงได้ จะเป็นการนำจุดแข็งของธนาคารที่มีบางอันแข็งแรง หรือน็อนแบงก์หรือฟินเทคที่มีจุดแข็งบางอัน ดังนั้น สุดท้ายไม่มีใครดีกว่าใคร แต่ต้องมีความหลากหลายเพื่อปิด Gap หรือช่องว่างที่มีอยู่ได้”
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า การจัดตั้ง Virtual Bank มองว่าจะช่วยให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเห็นทางสว่างมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้การขอสินเชื่อจะต้องทำความรู้จัก และใช้เวลาหลายเดือนในการอนุมัติ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำพอสมควร เช่น ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์ จะเห็นว่าใช้เวลาในการเข้าถึงสินเชื่อไม่นาน
ซึ่งการเปิดให้มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาผ่าน Open Competition จะเป็นโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้นผ่านการใช้ข้อมูลด้านอื่นๆ เช่น การสั่งของออนไลน์ หรือจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น แต่ภายใต้การเกิดขึ้นของผู้เล่นรายใหม่มากมาย ธปท.จะต้องควบคุมดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่ไม่สูงจนเกินไป และให้ธุรกิจสามารถไปต่อได้
ดร.เมธินี จงสฤษดิ์หวัง Thailand Country Consulting Leader and Executive Director บริษัท Deloitte Consulting กล่าวว่า ในต่างประเทศหากผู้ประกอบการต้องการจัดตั้ง Virtual Bank เช่น อินโดนีเซีย จะต้องได้รับใบอนุญาต Banking License ด้วย เพราะมีจำนวนธนาคารค่อนข้างมาก เพราะจะมีผลกับขีดความสามารถในการเข้าไปดูแล หรือเช่นในสิงคโปร์หากต้องการเป็น Virtual Bank จะต้องได้ไลเซนส์ธนาคารเดิมก่อน
อย่างไรก็ดี ทั้งผู้เล่นรายเก่าและรายใหม่ที่เข้ามาจัดตั้ง Virtual Bank ทุกคนจะต้องมีโมเดลธุรกิจเพื่อตอบโจทย์ความต้องการ 3-5 ปีให้ได้ ซึ่งจะต้องมี Business Plan ให้ชัดเจน และต้องทำให้เกิด Inclusion และการพัฒนาประเทศ