ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ปี’64 กำไรรวม 1,829 ล้านบาท อานิสงส์รายได้เบี้ย “บริษัททิพยประกันภัย” ทำนิวไฮใหม่ที่ 2.9 หมื่นล้านบาท “ซีอีโอ” ชี้ผลกระทบโควิดจำกัด เหตุไม่ได้ขายเจอจ่ายจบ กางแผน Spin-Off อย่างน้อย 2 บริษัทปีนี้ พร้อมศึกษาแผนซื้อกิจการบริษัทประกันภัย-จ่อระดมทุนออกหุ้นกู้
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565 นายสมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPH และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TIP เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 บริษัททิพยประกันภัย ยังคงมีกำไรสุทธิรวม 1,843 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 3.07 บาท มีรายได้ของเบี้ยประกันภัยรับรวม 29,410 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 15.79% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน ถือเป็นเบี้ยประกันรับต่อปีที่สูงสุดในประวัติศาสตร์
โดยมีการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับในทุกผลิตภัณฑ์ ประกอบกับมีรายได้และกำไรจากเงินลงทุนรวม 864 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.48% ส่งผลให้ TIP มีรายได้รวมทั้งหมดที่ 13,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.85% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ในส่วนของงบการเงินรวมของ TIPH มีกำไรสุทธิปี 2564 อยู่ที่ 1,829 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 3.05 บาท ทั้งนี้เนื่องจากการปรับโครงสร้างการถือหุ้นและการจัดการเพิ่งแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2564 และบริษัททิพยประกันภัย ในฐานะบริษัทย่อยอยู่ระหว่างการพิจารณาการจ่ายเงินปันผล
ดังนั้น คณะกรรมการบริษัทของ TIPH จึงเห็นชอบให้นำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาและอนุมัติงดการจัดสรรกำไรเพื่อเป็นทุนสำรองตามกฎหมายและงดการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2564
อย่างไรก็ดี ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัททิพยประกันภัย ครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ได้มีมติเห็นชอบให้นำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นของทิพยประกันภัย พิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตรา 1.50 บาทต่อหุ้นแล้ว ซึ่งเมื่อ TIPH ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของทิพยประกันภัย ได้รับเงินปันผลจากทิพยประกันภัยแล้ว คณะกรรมการบริษัทจะพิจารณาการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นของ TIPH ตามความเหมาะสมและตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
สำหรับปีที่ผ่านมาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ก่อให้เกิดผลกระทบกับภาพรวมของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยในวงกว้าง แต่เนื่องจาก TIP ไม่มีการขายกรมธรรม์ประกันภัยโควิด ประเภท เจอ จ่าย จบ ทำให้สามารถควบคุมความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดขึ้นให้อยู่ในวงจำกัด อีกทั้ง กรมธรรม์ประกันภัยโควิด ส่วนใหญ่ที่ให้ความคุ้มครองอยู่จะทยอยหมดอายุความคุ้มครองในไตรมาส 2/2565 แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกค้า จึงยังคงมีการขายกรมธรรม์ประกันภัยโควิดอยู่ แต่มีการปรับรูปแบบความคุ้มครองเฉพาะกรณีโคม่าเท่านั้น
ในปี 2565 ถือเป็นปีแห่งการขยายธุรกิจของ TIPH หลังจากที่ในเดือน ม.ค. 2565 ได้เดินหมากแรกของปีด้วยการประกาศเข้าซื้อกิจการรวดเดียว 2 บริษัท เข้ามาอยู่ภายใต้โครงสร้างของกลุ่มธุรกิจสนับสนุนประกันภัย (Insurance Supported Business) ของกลุ่ม TIPH ได้แก่ บริษัท อะมิตี้ อินชัวร์รันซ์ โบรคเกอร์ จำกัด หรือ Amity ซึ่งประกอบธุรกิจตัวแทนและนายหน้าประกันวินาศภัย
รวมถึงให้บริการงานที่เกี่ยวข้องกับงานสนับสนุนธุรกิจประกันภัย และผลิตภัณฑ์ประกันภัยครบวงจร และ บริษัท ดีพี เซอร์เวย์ แอนด์ลอว์ จำกัด หรือ DP Survey ซึ่งประกอบธุรกิจสำรวจอุบัติเหตุและประเมินความเสียหายในธุรกิจประกันวินาศภัย ตรวจสภาพรถยนต์ก่อนทำประกันภัย และบริการสนับสนุนงานประกันภัยแบบครบวงจร
ซึ่งการเข้าลงทุนดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อวางโครงสร้างของกลุ่มธุรกิจสนับสนุนประกันภัย (Insurance Supported Business) ของกลุ่ม TIPH เพื่อพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มธุรกิจอย่างครบวงจร และรองรับการขยายธุรกิจของ TIP ในฐานะบริษัทแกนหลักของกลุ่ม และบริษัทประกันใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ให้กับการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม TIPH ในระยะยาว
นอกจากนี้สำหรับแผนการลงทุนของ TIPH ในปี 2565 นั้น นายสมพร กล่าวว่า เร่งดำเนินการการศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อกิจการของบริษัทประกันภัย เพื่อรองรับการแยกหน่วยธุรกิจประกันภัยที่มีศักยภาพของบริษัทในกลุ่มออกเป็นบริษัทประกันภัยใหม่ (Spin-Off) อย่างน้อย 2 บริษัทในปีนี้ ในรูปแบบของบริษัทประกันภัยดิจิทัล 100% แห่งแรกของประเทศไทย และบริษัทประกันภัยตะกาฟุล (Takaful) แห่งแรกของประเทศไทย รวมทั้งการตั้งบริษัทด้านเทคโนโลยีสำหรับกลุ่มธุรกิจประกันภัย 100% หรือ Technology Company for Insurance Business แห่งแรกของประเทศไทย ให้เกิดขึ้นภายในปี 2565 นี้
ทั้งนี้ ความพร้อมของ TIPH ที่จะสยายปีกเพื่อเดินหน้าสู่การเป็นกลุ่มธุรกิจประกันภัยชั้นนำในภูมิภาคอย่างแท้จริงจากความแข็งแกร่งของโครงสร้างกลุ่มธุรกิจ และบริษัทลูกใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งโครงสร้างกลุ่มผู้ถือหุ้นที่แข็งแกร่ง ที่พร้อมสนับสนุนแผนการขยายธุรกิจ
และ TIPH ยังได้รับการสนับสนุนแหล่งเงินทุนเป็นอย่างดีจากธนาคารพาณิชย์ชั้นนำในประเทศไทย ส่งผลให้มีต้นทุนทางการเงินที่แข่งขันได้ และยังมีแผนที่จะระดมทุนโดยการออกหุ้นกู้ในอนาคตอีกด้วย ดังนั้น TIPH ยังคงยืนยันถึงความพร้อมด้านเงินทุนสำหรับการดำเนินธุรกิจตามแผนการดังกล่าว และไม่มีแผนที่จะเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นแน่นอน รวมทั้งเป้าหมายที่ทุกธุรกิจภายใต้กลุ่มของ TIPH ต้องเป็นธุรกิจที่มีกำไรเท่านั้น TIPH จึงมั่นใจว่าจะสามารถรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในระดับที่ไม่ต่ำกว่าเดิม และสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างยั่งยืนในอนาคตได้ นายสมพรกล่าว