ฟื้นความสัมพันธ์ “อียู-ไทย” เปิดเสรีเอฟทีเอ…ยังอีกไกล
หลังการรัฐประหารยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 ประเทศไทยต้องรอถึง 3 ปีกว่าที่ สหภาพยุโรป จะประกาศกลับมาดำเนินความสัมพันธ์และ “ฟื้น” การปฏิสัมพันธ์ทางการเมืองในทุกระดับกับไทย โดยคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศ ได้มีข้อมติเรื่องนี้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมานี้ พร้อมสรุปท่าทีเกี่ยวกับไทยไว้ถึง 14 ข้อ ครอบคลุมทั้งสิทธิมนุษยชน-เสรีภาพขั้นพื้นฐาน-การดำเนินการสู่ประชาธิปไตย-ความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจที่ชะงักงันมาเนิ่นนาน
ย้อนรอยรัฐประหาร 2557
ย้อนกลับไปหลังการรัฐประหาร เมื่อปี 2557 ครั้งนั้นโฆษกสหภาพยุโรปได้กำหนดท่าทีที่ชัดเจนที่สุด ด้วยการแสดงความต้องการให้ “ประเทศไทยจะต้องกลับเข้าสู่กระบวนการด้านประชาธิปไตยที่มีความชอบธรรมโดยเร็ว…และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดการเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและน่าเชื่อถือ”
แน่นอนว่าการกลับเข้าสู่กระบวนการด้านประชาธิปไตยภายใต้รัฐบาล คสช.ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่เรียกกันว่า “roadmap”
ที่ถูกขยายออกไปเรื่อย ๆ จนนำไปสู่การตัดสินใจของสหภาพยุโรปที่จะ “ลด” ระดับความสัมพันธ์ในทุก ๆ ด้านกับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเมือง และเศรษฐกิจ หรืออย่างดีที่สุดเท่าที่สหภาพยุโรปดำเนินการกับประเทศไทยในขณะนั้นก็คือ การไม่ติดต่อกันทางด้านการเมือง แต่ยัง “คง” ระดับการติดต่อกันทางเศรษฐกิจไว้เท่าเดิม กล่าวคือยังไม่ถึงขั้น “คว่ำบาตร” ทางด้านการค้ากับประเทศไทย
เงื่อนไข 14 ข้อของสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ คสช.ที่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ สหภาพยุโรป เปลี่ยนแปลงท่าทีกับประเทศไทยก็คือ การประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 หรือหลังจากที่ยกร่างมานานถึง 3 ปี โดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดไว้ว่า จะต้องเลือกตั้งภายใน 150 วัน หลังการประกาศใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ตรงนี้ถือเป็นขั้นตอนแรกของ “การกลับเข้าสู่กระบวนการด้านประชาธิปไตย”
ทว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางด้านการเมืองกับไทยเท่านั้น แต่ยังมี “เงื่อนไข” อีกหลายข้อ ที่คณะมนตรีสหภาพยุโรปได้ขีดเอาไว้ให้ไทยเดิน โดยมีสาระสำคัญดังนี้
ข้อที่ 2 เรียกร้องให้ประเทศไทยกลับคืนสู่กระบวนการทางด้านประชาธิปไตยอย่างเร่งด่วนที่สุดโดยผ่านการเลือกตั้ง แต่ยังคงกังวลต่อเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ถูกลิดรอนไป อาทิ เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมยังคงถูกจำกัดอยู่ ข้อ 5 แถลงการณ์ของ คสช.ระบุการเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2561 ข้อ 6 การไม่ดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร
ข้อ 7 การฟื้นความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทยจะเป็นไปอย่างช้า ๆ ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของไทยในการปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรป ข้อ 9 จะต้องมีสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ฝ่ายค้านและภาคประชาชนสามารถทำงานได้อย่างเสรีพร้อมกับย้ำว่า สหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับการให้สิทธิ เสรีภาพสื่อ เสรีภาพในการชุมนุม/รวมกลุ่ม ยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง/ภาคประชาสังคม ต้องมีการจัดการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล มีรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย
ส่วนการฟื้นความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจนั้น สหภาพยุโรปให้คณะกรรมาธิการยุโรป ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการกลับมาเจรจา ข้อตกลงเขตการค้าเสรียุโรป-ไทย (FTA) กับการลงนามในกรอบข้อตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (Partnership and Cooperation Agreement หรือ PCA) ซึ่งจะสามารถกระทำได้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น
ข้อตกลง PCA กับ FTA ยุโรป
ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาลทหาร คสช. ความสัมพันธ์ทางด้านการเมืองระหว่างไทย-สหภาพยุโรป ถูกดำเนินการภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือฉบับเก่าที่ลงนามไว้ในปี 1980 ในขณะที่ข้อตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (PCA) ที่จะสร้างกรอบการทำงานและช่วยส่งเสริมความร่วมมือของทั้ง 2 ฝ่ายให้ดีขึ้นนั้น “ยังไม่สามารถลงนามได้” ส่วนการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) มีไปแล้ว 2 ครั้ง คือ ในเดือนพฤษภาคม 2556 ที่บรัสเซลส์ กับเดือนกันยายน 2556 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้กรอบการเจรจา
ตามมติ ครม.ในเดือนธันวาคม 2555 ครอบคลุม 17 ประเด็น ได้แก่ การค้าสินค้า, พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า, กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า, มาตรการเยียวยาทางการค้า, มาตรการปกป้องด้านดุลการชำระเงิน, มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช, อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า, การค้าบริการ, การลงทุน, การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ, ทรัพย์สินทางปัญญา, การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ, ความโปร่งใส, การแข่งขัน, การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน, ความร่วมมือ และเรื่องอื่น ๆ ซึ่งทั้ง2 รอบไม่สามารถตกลงกันได้ และมาเกิดเหตุการณ์รัฐประหารเสียก่อน
ประเด็นที่เป็นความห่วงกังวลของไทย ได้แก่ การเปิดตลาดสินค้าที่มีความอ่อนไหวทางสังคมสูง ได้แก่ ยา สุรา บุหรี่ ต้องรอบคอบระมัดระวัง เรื่องระดับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาต้อง “ไม่เกิน” ไปกว่าที่ผูกพันในองค์การการค้าโลก WTO (TRIP-Plus) อียูต้องการขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรจนอาจทำให้เกิดการผูกขาดตลาดยา และประเด็น การระงับข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการลงทุนระหว่างรัฐ-เอกชนที่อียูต้องการให้มีความยืดหยุ่น -ประเด็นเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่อง “ร้อนแรง” ขึ้นมาทันทีหาก “รื้อฟื้น” FTA ไทย-อียู