เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“การบินไทย” ทุ่มพัฒนาโปรดักส์ยกระดับประสบการณ์การเดินทาง ไล่เติมเส้นทางบิน CLMV-ยุโรป
Business “การบินไทย” ทุ่มพัฒนาโปรดักส์ยกระดับประสบการณ์การเดินทาง ไล่เติมเส้นทางบิน CLMV-ยุโรป
‘เวียตเจ็ท’ โละฝูงบินแอร์บัส มุ่งสู่โบอิ้ง 737 หวังลดต้นทุน
Business ‘เวียตเจ็ท’ โละฝูงบินแอร์บัส มุ่งสู่โบอิ้ง 737 หวังลดต้นทุน
ลุยฟื้นฟู “เคหะชุมชนทุ่งสองห้อง”สร้างคอนโดติดรถไฟฟ้าสายสีแดง 3,800 ยูนิต
Real Estate ลุยฟื้นฟู “เคหะชุมชนทุ่งสองห้อง”สร้างคอนโดติดรถไฟฟ้าสายสีแดง 3,800 ยูนิต
วีระยุทธ ชี้ภาษีอย่างเดียวไม่พอ จี้รื้อ Local Content ฟื้นยานยนต์ไทย
Economic วีระยุทธ ชี้ภาษีอย่างเดียวไม่พอ จี้รื้อ Local Content ฟื้นยานยนต์ไทย
เจรจา 2 ฝ่าย เห็นร่วม ออกสูตร “ค่ารอบกลาง” ไรเดอร์
Tech เจรจา 2 ฝ่าย เห็นร่วม ออกสูตร “ค่ารอบกลาง” ไรเดอร์
หุ้นไทยเด้ง 20 จุด ปิด 1,583 รับผลเฟดตามคาด DELTA-บิ๊กแคปหนุน
Finance หุ้นไทยเด้ง 20 จุด ปิด 1,583 รับผลเฟดตามคาด DELTA-บิ๊กแคปหนุน
เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับอ่อนสุดในรอบ 1 เดือนครึ่งที่ 33.43 บาท/ดอลลาร์ รับสัญญาณ “เฟด”
Finance เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับอ่อนสุดในรอบ 1 เดือนครึ่งที่ 33.43 บาท/ดอลลาร์ รับสัญญาณ “เฟด”
คลังเคาะแล้ว ได้แน่อีก 2 เดือน เงินไทยช่วยไทยพลัส 60/40
Finance คลังเคาะแล้ว ได้แน่อีก 2 เดือน เงินไทยช่วยไทยพลัส 60/40
ส่องกฎหมายแอลกอฮอล์ หลัง “ลิซ่า” พูดถึงเบียร์ไทย แบรนด์ไทยทำอะไรได้บ้าง
News ส่องกฎหมายแอลกอฮอล์ หลัง “ลิซ่า” พูดถึงเบียร์ไทย แบรนด์ไทยทำอะไรได้บ้าง
Gastech 2026 ปิดฉาก ดีลพลังงานทะลุ 4 หมื่นล้านดอลลาร์
Economic Gastech 2026 ปิดฉาก ดีลพลังงานทะลุ 4 หมื่นล้านดอลลาร์
ดูทั้งหมด

หุ้นไทยแกว่งแคบหลังขึ้นแรงเกือบ 40 จุด ลุ้น ศบค.ผ่อนคลายมาตรการ

18 มี.ค. 2565 | 09:39น.
หุ้น

บล.ฟิลลิป ประเมินตลาดหุ้นไทยเช้านี้มีแนวโน้มแกว่งตัวแคบในกรอบ 1,670-1,685 จุด หลังจากปรับตัวขึ้นแรงเกือบ 40 จุด ช่วง 2 วันทำการ แต่ความผันผวนต้องไม่หลุด 1,670 จุด จึงจะยังรักษาแนวโน้มทางขึ้นต่อได้ ลุ้นประชุม ศบค.ชุดใหญ่วันนี้ผ่อนคลายมาตรการ

วันที่ 18 มีนาคม 2565 บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ว่า ดัชนี SET Index เช้านี้แกว่งตัวแคบในกรอบระหว่าง 1,670-1,685 จุด หลังจากปรับตัวขึ้นแรงเกือบ 40 จุด ในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา แต่ความผันผวนต้องไม่หลุดแนวรับบริเวณ 1,670 จุด จึงจะยังรักษาแนวโน้มทางขึ้นต่อได้

โดยคาดตลาดจะให้น้ำหนักกับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ 1.สงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ เตรียมสื่อสารกับประธานาบดีสีจิ้นผิงของจีนในวันนี้ เพื่อเรียกร้องให้จีนเกลี้ยกล่อมรัสเซียเลิกรุกรานยูเครน

2.ปัญหา Global Supply Shortage จากการที่จีนยังคงใช้นโยบาย Zero Covid ทำการ Lockdown เมืองสำคัญหลังผู้ติดเชื้อยังเร่งตัวไม่หยุด แต่ล่าสุดเริ่มมีคำสั่งผ่อนคลายให้บางโรงงานกลับมาเปิดดำเนินการได้บ้างแล้วภายใต้ “Closed Loop System” อาทิ Foxconn Tech

3.การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ -0.10% ตามเดิมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัว ขณะที่วานนี้ธนาคารกลางยุโรป (BOE) มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.75% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นในการประชุม 3 ครั้งติดต่อกัน และกลับสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงต้นปี 2563 ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ หลังพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี

4.การประชุม ศบค.ชุดใหญ่วันนี้ที่คาดมีการเสนอผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ เพื่อเตรียมเปลี่ยนผ่านโควิดให้กลายเป็นโรคประจำถิ่นและฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวอีกครั้ง

โดยต้องติดตามการพิจารณามาตรการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1.ปรับลดจำนวนพื้นที่เสี่ยงลงโดยพื้นที่สีส้มปรับเป็นสีเหลืองและพื้นที่สีเหลืองปรับเป็นสีเขียว 2.การจัดงานช่วงสงกรานต์อาจให้มีการดำเนินการได้ภายใต้มาตรการสาธารณสุขอย่างเหมาะสม 3.ปลดล็อกกลุ่มสถานบันเทิงให้กลับมาเปิดบริการได้

และ 4.ปรับมาตรการ Test & Go โดยลดจำนวนการตรวจ RT-PCR เหลือเพียง 1 ครั้งเมื่อมาถึงประเทศไทย (ไม่ต้องตรวจมาก่อนจากประเทศต้นทาง) และหลังจากเข้าประเทศไทยครบ 5 วันให้ตรวจด้วย ATK รวมถึงปรับลดเกณฑ์วงเงินประกันสุขภาพของนักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน จากปัจจุบัน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ซึ่งหากอนุมัติจะช่วยหนุนกลุ่มท่องเที่ยวเปิดเมืองกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง

ส่วนมาตรการที่คาดว่าจะยังคงไว้ตามเดิมคือการใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะและบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อไป

กลยุทธ์การลงทุน มองเด่นน่าสนใจ ได้แก่ 1.หุ้นที่คาดครึ่งแรกปี 2565 กลับมาฟื้นตัวได้แข็งแกร่งโดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยวเปิดเมืองและค้าปลีก (AOT, CENTEL, MINT, ERW, CPALL, TACC, MAKRO) 2.หุ้นรับการปรับขึ้นค่า FT หนุนกลุ่มโรงไฟฟ้ากลับมาดี (GPSC, BGRIM) และ 3.หุ้นกลุ่มการเงินที่รายได้ปีนี้น่าจะพลิกกลับมาโตได้อีกครั้ง (TIDLOR, JMT, SINGER)

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหุ้น