ศบค. เผยไวรัสสายพันธุ์ย่อย BA.2 ของโอมิครอนกำลังระบาดหนัก ระบาดเร็ว และกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดในสหรัฐไปแล้ว ขณะที่ยอดติดเชื้อใหม่หลายประเทศในยุโรปเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับของไทยที่ยังเป็นช่วง”ขาขึ้น” แนวโน้มป่วยหนัก-ใส่ท่อช่วยหายใจยังเพิ่ม ย้ำมาตรการคุมเข้มช่วงสงกรานต์มีผลบังคับใช้ 1 เม.ย.นี้ ไม่อยากเห็นคลัสเตอร์ใหม่
วันที่ 31 มีนาคม 2565 แพทย์หญิงสุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า ในวันที่ 1 เมษายน 2565 นี้ ข้อกำหนดศบค. ฉบับที่ 43 ซึ่งเกี่ยวข้องกับ มาตรการเทศกาลวันสงกรานต์ ประจำปี 2565 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะมีผลบังคับใช้

แบ่งพื้นที่สี-คุมโควิดช่วงสงกรานต์ มีผล 1 เม.ย.นี้
เรื่องแรกเป็นเรื่องของพื้นที่สี ที่มีการแบ่งใหม่ตามสถานการณ์ โดยวันที่ 1 เมษายนนี้ “พื้นที่ควบคุม” หรือพื้นที่สีส้มจะลดจาก 44จังหวัด เหลือ 20 จังหวัด ส่วน”พื้นที่เฝ้าระวังสูง”หรือพื้นที่สีเหลือง จะเพิ่มจาก 25 จังหวัดเป็น 47 จังหวัด และพื้นที่สีฟ้า หรือพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว เพิ่มจาก 8 จังหวัดเป็น 10 จังหวัด โดยจังหวัดใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาเป็นจังหวัดเชียงใหม่และเพชรบุรี และในพื้นที่สีฟ้ายังมีจังหวัดอื่นๆที่นำร่องท่องเที่ยวอยู่อีก 16 จังหวัด

สำหรับมาตรการสำคัญสำหรับพื้นที่สีส้ม 20 จังหวัดจะจำกัดการรวมกลุ่มไม่ให้เกิน 500 คน ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังสูงจะจำกัดการรวมกลุ่มไม่เกิน 1,000 คน และในสองพื้นที่สีส้มยังไม่ได้มีการอนุญาตให้บริโภคสุราในร้านอาหาร แต่สามารถจำหน่ายและนำกลับไปดื่มที่บ้านได้ ส่วนพื้นที่สีเหลืองจำกัดเวลาการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านได้ไม่เกิน 23.00 น. หรือ 5 ทุ่ม


แจงมาตรการใหม่เข้าราชอาณาจักร
เรื่องที่สองคือมาตรการเข้าราชอาณาจักร โดยสาระสำคัญคือจะมีการยกเลิกการตรวจ RT-PCR ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาทั้ง 3 กลุ่ม ทั้ง Test & Go แซนด์บ็อกซ์ และ Quarantine โดยระบบ Test & Go ยังคงการตรวจ RT-PCR วันแรกที่มาถึงประเทศไทย และติดตามการคัดกรองตัวเองในวันที่ 5(Day5)
ส่วนกลุ่มที่เข้ามาแบบกักตัว หรือ Quarantine ยังคงต้องตรวจแบบ RT-PCR ในวันแรก และยังต้องติดตามการตรวจแบบ RT-PCRในวันที่ 4 หรือวันที่ 5 ก่อนออกจากสถานที่กักตัว
นอกจากนี้สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาแบบแซนด์บ็อกซ์และการกักตัว มีการลดจำนวนวันอยู่ในพื้นที่ลงเหลือ 5 วัน จากเดิมที่ต้องอยู่ 7 วัน

และเรื่องสุดท้ายที่สำคัญคือเรื่องสงกรานต์ คือการห้ามจัดงานในที่สาธารณะ เช่นที่ถนน หรือหน้าบ้าน ห้ามเล่นน้ำ ประแป้ง ปาร์ตี้โฟม ส่วนพื้นที่ที่สามารถจัดกิจกรรมได้ตามวัฒนธรรมประเพณี ให้ดำเนินการตามมาตรการที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกำหนดและพิจารณาอนุญาต
“แต่ก็ยังคงห้ามสาดน้ำ ประแป้ง ปาร์ตี้โฟม และห้ามขายและงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอออล์ในสถานที่จัดงาน ส่วนพื้นที่ในหมู่บ้านหากจะจัดงานต้องขออนุญาตจากองค์กาปกครองส่วนท้องถิ่นก่อนถึงจะจัดงานได้” แพทย์หญิงสุมนีกล่าวย้ำเรื่องข้อห้ามในช่วงสงกรานต์

สายพันธุ์ย่อย BA.2 ของโอมิครอนกำลังระบาดหนักในสหรัฐ
แพทย์หญิงสุมนีกล่าวต่อว่าสำหรับสถานการณ์โควิดทั่วโลกมียอดผู้ติดเชื้อรวม 487,092,477 ราย อาการรุนแรง 58,386 ราย รักษาหายแล้ว 422,085,072 ราย และเสียชีวิต 6,162,358 ราย
ส่วนอันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมสูงสุด (รวมย้อนหลัง 7 วัน) 1.เกาหลีใต้ จำนวน 2,347,709 ราย 2.เยอรมนี จำนวน 1,534,170 ราย 3.ฝรั่งเศส จำนวน 957,856 ราย 4.เวียดนาม จำนวน 693,535 ราย 5.สหราชอาณาจักร จำนวน 499,427 ราย โดยประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 13 จำนวน 176,831 ราย
“เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศฝั่งยุโรปบางประเทศมีตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นเมื่อดูยอดสะสมรายสัปดาห์ได้แก่ อันดับ 3 ฝรั่งเศส อันดับ 5 สหราชอาณาจักร อันดับ 6 อิตาลี อันดับ 9 ออสเตรีย อันดับ 10.เนเธอร์แลนด์ ซึ่ยงัคงมีผู้ติดเชื้อราย 7 วันอยู่ที่ 200,000-900,000 ราย”
ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับที่ 13 จำนวน 176,831 ราย อันดับยังสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว และเมียนมาร์

แพทย์หญิงสุมนีกล่าวต่อว่า สำหรับการระบาดของโอมิรอนในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงนี้ที่เพิ่มขึ้นเป็นสายพันธุ์ย่อย BA.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนดั้งเดิม โดยมีรายงานจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค(CDC)ของสหรัฐพบว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นของสายพันธุ์นี้ทุกสัปดาห์ โดยเพิ่มขึ้นจาก 27.8% เป็น 39% และสัปดาห์ล่าสุดเพิ่มเป็น 54.9% ของยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ ในสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 26 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา
“ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค(CDC)ของสหรัฐอเมริกาคาดว่าไวรัสสายพันธุ์ย่อย BA.2 จะสามารถแพร่ระบาดได้มากกว่าไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิม BA.1 ประมาณ 30%” แพทย์หญิงสุมนีกล่าว

ไทยแนวโน้มป่วยหนัก-ใส่ท่อช่วยหายใจเพิ่ม
สำหรับสถานการณ์ในบ้านเราวันนี้จากการตรวจ RT-PCR ตัวเลขอยู่ที่ 27,560 ราย ส่วนรายงานจากผู้ตรวจ ATK อยู่ที่ 16,079 ราย โดยผู้ตรวจจากวีธี PCR เพิ่มจากวานนี้ประมาณ 2,000 กว่าราย รวมกันแล้วอยู่ที่ 43,639 ราย
ขณะที่ผู้ติดเชื้อที่มาจากต่างประเทศ 61 คน ซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้พบยอดผู้ติดเชื้อในเดือนมีนาคมลดลงเหลือประมาณ 0.59% ลดลงจากเดือนกุมภาพันธุ์ซึ่งอยู่ที่ 2.25% และเดือนมกราคมซึ่งอยู่ที่ 3.73%
สำหรับผู้ที่รักษาหายแล้ววันนี้อยู่ที่ 25,077 คน อยู่ในระบบการรักษา 246,770 ราย ในจำนวนนี้อยู่ในรพ.สนาม ที่บ้าน และอื่นๆ 184,023 ราย อยู่ในโรงพยาบาล 62,747 ราย โดยผู้ที่รักษาตัวในโรงพยาบาลมีอาการหนัก 1,808 ราย เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 81 ราย ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 713 ราย เพิ่มจากเมื่อวาน 34 ราย

“ถ้าดูจากกราฟ ทิศทางแนวโน้มของผู้ติดเชื้อรายวัน ผู้ป่วยปอดอักเสบ และผู้ที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจมีทิศทางเพิ่มขึ้น ในช่วงนี้ประเทศไทยเป็นช่วงขาขึ้น เพราะฉะนั้นมาตรการต่างๆยังสำคัญและคงต้องเน้นย้ำให้พี่น้องประชาชนต้องปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด และที่สำคัญที่สุดคือการฉีดวัคซีนที่จะช่วยลดอาการป่วยหนักได้”
แพทย์หญิงสุมนีกล่าวต่อว่า สำหรับ 10 จังหวัดที่มียอดผู้ป่วยปอดอักเสบสูงสุด 10 อันดับ กับอัตราการใช้เตียงระดับ 2-3 ยังคงเป็นจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ระดับ 50.90% และจังหวัดสงขลาที่ระดับ 65.70% ส่วนอัตราการครองเตียงในภาพรวมของประเทศอยู่ที่ประมาณ 30% เพิ่มจากก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 1 ใน 4 มาเป็น 1 ใน 3 ที่มีอัตราการใช้เตียงเพิ่มขึ้น
“ยังคงต้องย้ำเรื่องมาตรการส่วนบุคคลตลอดเวลา อยู่ห่าง ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้ที่ต้องอาศัยอยู่กับกลุ่มเปราะบาง กลุ่มเสี่ยง กลุ่มผุ้สูงอายุ กลุ่มที่มีโรคประจำตัว”


ส่วนผู้เสียชีวิตในวันนี้ 85 ราย เป็นชาย 1 ราย หญิง 34 ราย เป็นคนไทย 84 ราย ชาวสหรัฐอเมริกา 1 ราย ซึ่งการรายงานผู้เสียชีวิตเกิน 80 คนมา 2 วันแรก ซึ่งการที่เราจะให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่นอัตราการเสียชีวิตจะต้องต่ำกว่า 80ราย/วัน ส่วนโรคประจำตัวที่เจอบ่อยได้แก่ มะเร็ง โรคไตระยะสุดท้าย อ้วน หลอดเลือดสมอง หัวใจ รวมทั้งผู้ป่วยติดเตียง
“ประวัติการได้รับวัคซีนของผู้เสียชีวิตวันนี้ กลุ่ม 608 มีจำนวน 54% ที่ไม่ได้รับวัคซีนแม้แต่เข็มเดียว มี 7% ได้รับวัคซีน 1 เข็ม มี 38% ได้วัคซีน 2 เข็ม และมี 1% ได้วัคซีน 3 เข็ม”
ทั้งนี้ ศบค.รายงานว่าผู้เสียชีวิต 85 รายในวันนี้มีถึง 84 รายที่อยูในกลุ่ม 608 และยังไม่ได้รับวัคซีนเข็ม บูสเตอร์โดส
สำหรับผู้มารับวัคซีน ณ วันที่ 30 มีนาคม 2565 มีผู้รับการฉีดวัคซีน เข็มที่ 1 จำนวน 85,138 ราย เข็มที่ 2 จำนวน 25,625 ราย เข็มที่ 3 จำนวน 179,696 ราย และระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 – 30 มีนาคม 2565 มีผู้รับวัคซีน สะสมทั้งหมด จำนวน 129,362,028 โดส
- จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 สะสม : 55,494,455 ราย
- จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 สะสม : 50,300,680 ราย
- จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 3 สะสม : 23,566,893 ราย

ตอกย้ำมาตรการช่วงสงกรานต์ ไม่อยากเห็นคลัสเตอร์ใหม่
สำหรับช่วงนี้ใกล้ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้จัดสัปดาห์รณรงค์การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ผู้สูงอายุ โดยมี 7 จังหวัดที่ฉีดกลุ่มผู้สูงอายุและโรคเรื้อรังเกิน 70%ที่ตั้งเป้าหมายไว้ ได้แก่ นนทบุรี น่าน สมุทรปราการ ลำพูน มหาสารคาม ชัยนาท และภูเก็ต
และมีอีก 10 จังหวัดที่ฉีดเข็มกระตุ้นได้ใกล้เป้าหมายแล้ว หรือเกิน 60% ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย อ่างทอง อยุธยา ชลบุรี สมุทรสงคราม ระยอง ลพบุรี และกรุงเทพมหานคร ก็ต้องให้กำลังใจกับหน่วยฉีดในทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดด้วยที่ได้มีการดำเนินการฉีดวัคซีนเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยง กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งก็จะทำให้วันหยุดยาวมีความปลอดภับ พบปะลูกหลานได้อย่างสบายใจ
โดยสรุปสถานการณ์ในประเทศไทยวันนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ ผู้ป่วยปอดอักเสบ ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างช้าๆ สำหรับจำนวนผู้เสียชีวิตยังเป็นไปตามที่คาดการณ์ ภาพรวมอัตราการครองเตียงระดับ 2-3 หรือผู้ป่วยอาการปานกลางถึงหนักอยู่ที่ร้อยละ 29.50 ซึ่งเพิ่มขึ้น
“ต้องขอความร่วมมือให้สาธารณสุขในพื้นที่และอปท.ท้องถิ่นยังคงต้องรณรงค์ให้ผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ต่างๆมารับการฉีดวัควัคซีนเพิ่มขึ้น เพื่อให้ช่วงสงกรานต์ที่จะมาถึงนี้ได้มีการพบปะกันอย่างปลอดภัย ไม่มีการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์โควิดเพิ่มขึ้นมา” แพทย์หญิงสุมนีกล่าวในตอนท้าย
- โควิดวันนี้ (31 มี.ค.) ศบค.พบป่วยใหม่พุ่ง 27,560 ราย ตายเพิ่มอีก 85 คน
- ราชกิจจาฯประกาศ คำสั่ง ศบค. แบ่งพื้นที่สีควบคุมโควิด มีผล 1 เม.ย.65
- ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการคุมโควิดช่วงสงกรานต์ 2565 มีผล 1 เม.ย. นี้
